แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม•ตอนที่ 1

รอยเท้าบนหิมะเลือด

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
คมดาบยาวสามฉื่อพุ่งแหวกอากาศหนาวจัดจนเกิดเสียงหวีดหวิวแหลมคมดั่งภูตพรายร่ำไห้ เกล็ดหิมะสีขาวโพลนถูกแรงปะทะของคมเหล็กกล้ากวาดกระจัดกระจายกลายเป็นละอองฝุ่นสีเงินระยิบระยับ ท่ามกลางแมกไม้สนโบราณในหุบเขาไท่หางที่ถูกปกคลุมด้วยเหมันตฤดูอันเยือกเยือก จ้าวซานหลางไม่แม้แต่จะกะพริบตา ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะหนังสีดำสนิทประดับลวดลายพยัคฆ์ทมิฬยืนหยัดนิ่งสนิทดั่งขุนเขา ไอร้อนระอุที่พวยพุ่งจากร่างของม้าศึกพันธุ์ดีข้างกายกลายเป็นกลุ่มควันสีขาวตัดกับความเย็นยะเยือกของบรรยากาศรอบตัว ดาบวิเศษ 'จันทราโลหิต' ในมือขวาถูกตวัดออกไปอย่างไร้ซุ่มเสียง เพียงเสี้ยวอึดใจเดียว เสียงโลหิตกระเซ็นกระทบผืนหิมะสีขาวบริสุทธิ์ก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างของนักฆ่าชุดดำผู้หนึ่งที่ทรุดฮวบลงแทบเท้า ไร้ซึ่งลมหายใจโดยที่ยังไม่ทันได้เห็นใบหน้าของผู้ลงทัณฑ์ ความตายในยามวิกาลเช่นนี้... เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สี่ในรอบหนึ่งชั่วยามแล้วนะครับ "ท่านแม่ทัพ..." รองแม่ทัพก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบกายที่เงียบสงัดผิดปกติ "ร่องรอยการหลบหนีมุ่งตรงไปยังเขตแดนรกร้างเบื้องหน้า เกรงว่านี่จะเป็นค่ายกลล่อเสือออกจากถ้ำขององค์ชายรอง" จ้าวซานหลางไม่ตอบคำถามนั้น ดวงตาคมปลาบดั่งเหยี่ยวราตรีทอดมองไปยังความมืดเบื้องหน้า ริมฝีปากหยักลึกเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรงอย่างเยือกเย็น ภายใต้ความเงียบงันนี้ เขารู้ดีว่าหมากตานี้ไม่ได้มีไว้เพื่อปลิดชีพเขาด้วยกำลังทหาร แต่เป็นการส่งสัญญาณเตือนจากราชธานี ว่าอำนาจที่เขากุมอยู่นั้นกำลังทำให้ใครบางคนนอนไม่หลับ "ปล่อยให้มันล่อ" น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนน้ำแข็งจากยอดเขาเอ่ยขึ้น "ในเมื่อสุนัขตัวนี้วิ่งนำทางมาถึงถ้ำเสือแล้ว ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้านายของมันจะซ่อนตัวอยู่ลึกสักเพียงใด" ทว่า ก่อนที่ฝหม่นทัพจะทันได้เคลื่อนพล สายลมกระโชกแรงระลอกหนึ่งก็พัดพาเอา กลิ่นหอมจางๆ ของชาดอกเหมยลอยมาแตะจมูก กลิ่นนี้ช่างผิดแผกจากกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นอับชื้นของป่าสนยิ่งนัก จ้าวซานหลางยกมือขึ้นเป็นสัญญาณหยุดกองกำลัง สัญชาตญาณของแม่ทัพผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนบอกเขาว่า ความตายไม่ได้มาจากด้านหน้าที่ดาบพุ่งเข้าใส่ แต่อาจซ่อนอยู่ภายใต้ความงามอันเปราะบางที่คาดไม่ถึง ท่ามกลางเงาไม้ไમ્นทึบเบื้องหน้า ร่างบอบบางในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเซียนจำศีลกำลังก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ทว่ามั่นคง บนผืนหิมะหนาทึบที่แม้แต่พรานป่าผู้ช่ำชองยังต้องทิ้งร่องรอยลึกซึ้งไว้ แต่ฝ่าเท้าคู่นั้นกลับแทบไม่ทิ้งน้ำหนักให้ผืนหิมะยุบตัวลงลึก รอยเท้าเรียวยาวประดุจกลีบเหมยประทับลงอย่างแผ่วเบา ราวกับนางไม่ได้เดินอยู่บนพื้นดิน หากแต่กำลังก้าวผ่านกาลเวลาอันยาวนาน นางหยุดยืนห่างออกไปเพียงส้าวก้าว แสงจันทร์ที่ลอดผ่านหมู่กิ่งสนสาดกระทบลงบนใบหน้างดงามล้ำเลิศที่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาราวกับสายหมอก ดวงตาดั่งหงส์คู่นั้นไม่ได้มีความหวาดกลัวต่อกองทัพนับพันที่รายล้อมอยู่แม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับฉายประกายสุกสกาวดั่งดาราบนฟากฟ้ายามวิกาล เต็มไปด้วยความลุ่มลึกที่อ่านไม่ออก และความเย่อหยิ่งทระนงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความอ่อนหวาน "ยามวิกาลหน็บหนาวถึงเพียงนี้ ท่านแม่ทัพจ้าว... ไฉนจึงยังมีอารมณ์มาเดินชมจันทร์กลางป่าเขาลึกเล่าเพคะ" น้ำเสียงหวานใสราวกับไข่มุกกระทบถาดหยกเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันของผืนป่า ทว่ากลับทำให้ทหารองครักษ์นับร้อยชักดาบออกจากฝักพร้อมกันในเสี้ยววินาที จ้าวซานหลางหรี่ตาลงเล็กน้อย พิจารณาสตรีตรงหน้าอย่างละเอียด สตรีผู้สวมชุดขาวกลางป่าลึกในยามที่กลุ่มมือสังหารเพิ่งผ่านพ้นไป... นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน "บังAอาจนัก! เจ้าเป็นผู้ใด จึงกล้ามาขวางทางเดินทัพหลวง!" รองแม่ทัพตะคอกเสียงกร้าว พลางชี้ปลายดาบตรงไปยังหน้าอกของนาง ทว่าสตรีผู้นั้นหาได้สะทกสะท้าน นางเพียงปรายตามองคมดาบที่ห่างจากหัวใจไม่ถึงคืบด้วยความสงบ ราวกับมันเป็นเพียงกิ่งไม้แห้งไร้พิษภัย นางประสานมือไว้เบื้องหน้า คำนับอย่างมีคารวะตามธรรมเนียมบัณฑิต หาใช่กิริยาของสตรีในเรือนหลังทั่วไป "ข้ามีนามว่า ฉางเยว่..." นางเอ่ยชื่อตนเองด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าดังก้องกังวานอยู่ในความเงียบ "และสิ่งที่ท่านแม่ทัพกำลังตามหา... กำลังรอให้ข้าเป็นผู้บอกทิศทางลมให้" จ้าวซานหลางก้าวเข้าไปประชิดตัวนางอย่างไร้สุ้มเสียง กลิ่นอายกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกจากร่างสูงใหญ่จนบรรยากาศรอบตัวแทบหยุดนิ่ง เข้มก้มลงมองสตรีตัวเล็กกว่าที่สูงเพียงแค่ระดับอกของตน แววตาคมกริบดั่งพยัคฆ์จ้องเหยื่อ "ทิศทางลมหรือ..." จ้าวซานหลางแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและเย็นชาจนน่าขนลุก "ข้าเป็นคนกำหนดทิศทางลมด้วยปลายดาบของตัวเองเสมอมา ไม่เคยมีความจำเป็นต้องใช้ปากของสตรีแปลกหน้ามาชี้นำ... เจ้าบอกว่าเจ้าคือฉางเยว่ กุนซือหญิงผู้ลึกลับที่องค์ชายรองทรงตามหาตัวมาแรมปี เช่นนั้นแล้ว การที่เจ้ามาปรากฏตัวต่อหน้าข้าในคืนนี้ เป็นเพราะเจ้าเลือกที่จะจมดิ่งไปพร้อมกับหมากตานี้ หรือเจ้าคือผู้ถือหมากตัวจริงกันแน่" ฉางเยว่เงยหน้าขึ้นสบตาเขาโดยไม่หลบเลี่ยง แววตาของนางนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึกยามไร้ลมพัด ทว่ากลับมีความระยิบระยับของประกายปัญญาที่ทำให้แม่ทัพผู้เกรียงไกรถึงกับต้องชะงักไปชั่วขณะ นางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง ก่อนจะเอิบเอื้อนวาจาที่ทำให้ลมหายใจของจ้าวซานหลางต้องสะดุด "หากท่านแม่ทัพยังคงดันทุรังใช้ดาบฟันฝ่าความมืดเบื้องหน้า อีกสามวัน... ศีรษะของแม่ทัพตระกูลจ้าวก็จะไปประดับอยู่บนกำแพงเมืองหลวง... และในเมื่อท่านสงสัยนักว่าข้าเป็นมิตรหรือศัตรู..." ฉางเยว่เอื้อมมือเรียวบางออกไปอย่างอาจหาญ ปลายนิ้วเย็นเฉียบแตะลงบนคมดาบ 'จันทราโลหิต' ที่กำลังจ่ออยู่ตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัวความคมกริบ หยดเลือดจากปลายนิ้วที่ถูกความคมบาดเพียงน้อยนิดไหลรินลงมาสัมผัสกับเนื้อเหล็กสีแดงฉาน เกิดเป็นประกายแสงวابวับท่ามกลางความมืด "เช่นนั้น... ท่านกล้าพอที่จะเดิมพันอนาคตของแผ่นดินกับสตรีผู้นี้... สักคราหรือไม่เล่า ท่านแม่ทัพ" จ้าวซานหลางมองหยดเลือดบนคมดาบสลับกับดวงตาดำขลับคู่นั้น หัวใจที่เคยด้านชาและไร้ความรู้สึกมาเนิ่นนาน กลับกระตุกวูบอย่างรุนแรงท่ามกลางลมหนาว ... ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่มหากาพย์บทนี้ไปพร้อมกันนะครับ (พงศาวดารมีชีวิต)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%