เสียงสั่นเตือนจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่วางคว่ำอยู่บนโต๊ะหินอ่อนราคาแพง ไม่ได้ทำให้รัญธิดาละสายตาจากเปลวเทียนสีนวลที่กำลังหลอมละลายตัวเองอย่างเชื่องช้าเลยแม้แต่น้อย
มันคือข้อความแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันสนทนา... ข้อความเดิมๆ ประโยคเดิมๆ ที่เธออ่านจนขึ้นใจตลอดสามปีที่ผ่านมา
*[ภาคิน]: ติดประชุมด่วนที่ฮ่องกง กลับดึกหน่อยนะ ไม่ต้องรอทานข้าว*
รัญธิดายกแก้วคริสตัลบรรจุไวน์แดงรสชาติฝาดลึกขึ้นจิบช้าๆ ของเหลวสีทับทิมไหลผ่านลำคอทิ้งความร้อนผ่าวไว้เบาบาง ราวกับตอกย้ำความจริงอันแสนเยียบเย็นว่า บนโต๊ะอาหารยาวสิบที่นั่งในห้องอาหารเพนต์เฮาส์หรูหราใจกลางเมือง ซึ่งถูกเนรมิตขึ้นอย่างประณีตด้วยดอกกุหลาบสีขาวนับร้อยดอกและแสงเทียนโรแมนติกในค่ำคืนนี้ เธอกลับนั่งอยู่เพียงลำพัง... เป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงอีกชิ้นหนึ่งที่ถูกจัดวางไว้อย่างถูกต้องตามกาลเทศะ แต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณและความหมายในสายตาของเจ้าของบ้าน
สามปีของการแต่งงาน สามปีที่สถาปัตยกรรมแห่งความฝันถูกบดขยี้ด้วยความเงียบงันและความห่างเหิน
รัญธิดาวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะ เสียงกระทบกันเบาๆ สะท้อนก้องในความเงียบสงัด เธอปรายตามองสเต็กเนื้อซี่โครงออสเตรเลียที่ถูกปรุงอย่างพิถีพิถันจนตอนนี้เย็นชืดจนไขมันสีขาวเริ่มจับตัวแข็ง พลอยทำให้เธอนึกถึงความพยายามทั้งหมดของตัวเองตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มันช่างคล้ายคลึงกับอาหารจานนี้เสียเหลือเกิน... ร้อนรุ่ม หอมหวน และเต็มไปด้วยความคาดหวังในตอนเริ่มต้น ก่อนจะค่อยๆ เย็นชา แห้งผาก และไร้ซึ่งรสชาติในยามที่ถูกปล่อยให้รอคอย
เธอลุกขึ้นยืนช้าๆ ชุดราตรีผ้าไหมสีดำสนิทแนบเนื้อขับเน้นทรวดทรงระหงที่ผ่านการดูแลอย่างดี แต่กลับไม่มีสายตาคู่ไหนชื่นชมมัน นอกเหนือจากเงาสะท้อนในกระจกเงาบานใหญ่สูงจรดเพดานที่สะท้อนภาพหญิงสาวผู้โดดเดี่ยว
รัญธิดาเดินไปหยุดอยู่หน้ากระจกเงาบานนั้น นิ้วเรียวยาวที่มีรอยแผลเป็นจางๆ จากการจับดินสอเขียนแบบในอดีตค่อยๆ แตะลงบนพื้นผิวเย็นเฉียบ เงาในกระจกมองตอบเธอกลับมาด้วยแววตานิ่งสนิท ปราศจากหยาดน้ำตา ปราศจากความฟูมฟาย เพราะโควตาของการร้องไห้ให้กับผู้ชายที่ชื่อ "ภาคิน" ได้หมดลงไปตั้งแต่ปีที่สองของการแต่งงานแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ภายในอกข้างซ้ายตอนนี้ไม่ใช่ความเจ็บปวดอีกต่อไป หากแต่มันคือความว่างเปล่าอันน่ากลัว... ความว่างเปล่าที่พร้อมจะแปรเปลี่ยนเป็นคมมีด พร้อมกรีดแทงทุกสิ่งที่ขวางหน้าหากมีใครกล้าเข้ามาท้าทาย
"สุขสันต์วันครบรอบแต่งงานนะรัญ..." เธอกระซิบบอกกับเงาของตัวเองด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ เจือปน ราวกับกำลังอวยพรให้คนแปลกหน้า
ติณณ... เสียงปลดล็อกประตูห้องชุดกว้างขวางดังขึ้นในความเงียบ
รัญธิดายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ปรายตามองผ่านเงาสะท้อนในกระจก ร่างสูงโปรดในชุดสูทสีเข้มยับยู่ยี่เล็กน้อยปรากฏขึ้นที่โถงทางเข้า ภาคินก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าเร่งรีบ ใบหน้าคมคายที่มักจะฉายแววเย่อหยิ่งและมั่นอกมั่นใจในโลกธุรกิจ ปรากฏริ้วรอยความเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด เขาดึงเนกไทออกอย่างไร้ความปรานีพร้อมกับโยนกระเป๋าเอกสารลงบนโซฟาหนังราคาแพง
"ผมกลับมาแล้ว..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นโดยไม่ได้มองหาเธอเป็นเป้าหมายแรก ภาคินเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์บาร์เพื่อรินน้ำเย็นจัดดื่มอึกใหญ่ ราวกับกระหายบางสิ่งบางอย่างมาตลอดทั้งวัน "การประชุมที่ฮ่องกงวุ่นวายชะมัด... พวกบอร์ดบริหารหัวโบราณพวกนั้นเล่นเอาผมปวดหัวไม่หยุด"
รัญธิดาหมุนตัวช้าๆ เธอยังคงรักษารอยยิ้มบางเบาไว้ที่มุมปาก รอยยิ้มที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีให้ดูสมบูรณ์แบบในฐานะภรรยาออกงานสังคม แต่กลับไร้ซึ่งความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง
"คุณไม่ได้ไปฮ่องกงนี่คะ... ภาคิน"
เสียงหวานเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่ทรงพลังพอกที่จะทำให้ร่างสูงที่กำลังยกแก้วน้ำดื่มถึงกับชะงักกึก
ภาคินลดแก้วลงช้าๆ เขาหันขวับมามองภรรยาด้วยแววตาไหววับระคนตกใจครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยตามวิสัยของนักธุรกิจผู้เจนจัดสนามการค้า
"เธอพูดอะไรของรัญ? ผมบอกเธอแล้วนี่ว่าติดประชุมด่วนที่นั่น หรือว่าเธอหึงเรื่องไร้สาระอะไรอีก?" น้ำเสียงของเขามีความหงุดหงิดเจือปนตามความคุ้นชิน ที่มักจะใช้ความกดขี่ทางคำพูดกลบเกลื่อนความผิดพลาดของตนเองเสมอ
รัญธิดาย่างสามขุมเข้าไปใกล้สามี กลิ่นน้ำหอมของผู้ชายผสมผสานกับกลิ่นไวน์ราคาแพงและกลิ่นอายความเหนื่อยล้าลอยเข้าจมูกเธอ แต่สิ่งที่เด่นชัดกว่ากลิ่นน้ำหอม กลับเป็นกลิ่นแป้งเด็กอ่อนจางๆ ที่ติดอยู่บริเวณปกเสื้อสูทด้านใน... กลิ่นที่ไม่มีวันมาจากห้องประชุมเคร่งเครียดที่ฮ่องกงอย่างแน่นอน และไม่มีทางมาจากสนามบินนานาชาติ
ดวงตากลมโตภายใต้แพขนตางอนงามช้อนขึ้นสบตาภรรยาผู้ชายตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างปิดไม่มิด
"ประชุมด่วนที่ฮ่องกง... แต่ทำไมรอยลิปสติกสีแดงกุหลาบที่ปกเสื้อด้านในของคุณ ถึงเป็นเฉดสีเดียวกับที่ดาราสาวดาวรุ่งคนนั้นเพิ่งใช้โปรโมทละครเรื่องใหม่เมื่อวานนี้ล่ะคะ?"
คำถามนั้นพุ่งตรงราวกับลูกศรอาบยาพิษ ปักฉึกเข้ากลางใจของภาคินจนลมหายใจของเขาสะดุดกึก ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นตระหนก เขาเผลอยกมือขึ้นแตะปกเสื้อสูทโดยสัญชาตญาณ ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งคู่ทันที ความเงียบที่ดังเสียยิ่งกว่าเสียงฟ้าผ่า
ภาคินอ้าปากคล้ายจะเอ่ยแก้ตัว แต่ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากริมฝีปากที่แห้งผาก ความลับที่เขาคิดว่าปกปิดไว้อย่างมิดชิด กลับถูกรัญธิดาลอกคราบออกอย่างไร้ความปรานีภายใต้แสงเทียนวับแวม
รัญธิดาไม่ได้ร้องไห้ เธอไม่ได้ตบตี เธอไม่ได้กรีดร้องเหมือนผู้หญิงไร้สติในละครน้ำเน่า เธอยืนหยัดอยู่ตรงนั้นด้วยท่าทีสง่างามราวกับราชินีผู้ถือไพ่เหนือกว่าทุกใบในมือ
"สามปีที่ผ่านมา ฉันยอมเป็นเงาให้คุณ ยอมทิ้งความฝัน ยอมอยู่ในบ้านหลังนี้เพื่อรอคอยเศษAความสนใจจากคุณ..." รัญธิดาก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาอีกก้าวหนึ่ง กระซิบถ้อยคำด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นที่บาดลึกถึงกระดูกดำ "แต่วันนี้... ความอดทนของฉันหมดลงแล้วครับ ภาคิน"
เธอยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลแผ่นเรียบที่ซ่อนไว้ข้างหลัง ออกมาวางลงบนโต๊ะรับแขกตรงหน้าเขาอย่างแผ่วเบา
ภาคินก้มมองซองเอกสารนั้น หัวใจกระตุกวูบสังหรณ์ใจอย่างรุนแรง มือหนาที่เคยหยิบจับเงินหลักร้อยล้านสั่นเทาเล็กน้อยยามเอื้อมไปหยิบมันขึ้นมาเปิดออก
เอกสารแผ่นแรกที่เลื่อนหลุดออกมาไม่ใช่ใบหย่าอย่างที่เขาคาดคิด... แต่มันคือรายงานผลการตรวจสอบเส้นทางการเงินและกรรมสิทธิ์ที่ดินมูลค่ามหาศาลของบริษัท ที่ถูกโอนย้ายไปยังบุคคลที่สามอย่างเงียบเชียบ... และชื่อของบุคคลนั้น ก็คือ "ชยพล" คู่แข่งทางธุรกิจคนสำคัญที่กำลังจะเข้ามาฮุบกิจการของเขาในไม่ช้า
ดวงตาของภาคินเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกขีดสุด เขาดึงภาพถ่ายอีกใบขึ้นมาดู เป็นภาพของรัญธิดากำลังยืนเคียงข้างกับชยพลอย่างสนิทสนม ณ งานประมูลการกุศลเมื่อคืนก่อน รอยยิ้มบนใบหน้าของภรรยาเขาในภาพนั้น... มันงดงาม สดใส และมีชีวิตชีวาอย่างที่เขาไม่เคยได้รับมันมานานนับปีแล้ว
ติณณ... เสียงข้อความเข้าจากโทรศัพท์มือถือของภาคินดังขึ้นทำลายความเงียบงัน
เขาก้มลงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยมืออันสั่นเทา หน้าจอปรากฏข้อความจากเบอร์แปลกปลอม พร้อมกับไฟล์วิดีโอความยาวสิบวินาที
ภาคินกดเปิดมันด้วยความลังเล... ภาพในวิดีโอคือประตูห้องทำงานส่วนตัวที่บริษัทของเขาเอง ในยามวิกาลที่ควรจะว่างเปล่า แต่กลับมีร่างของชายหญิงคู่หนึ่งกำลังนัวเนียกันอย่างเร่าร้อนบนโต๊ะทำงานของผู้บริหาร และผู้หญิงคนนั้น... คือเลขาฯ ส่วนตัวที่เขาเพิ่งเลื่อนขั้นให้เมื่อเดือนก่อน
ยังไม่ทันที่ภาคินจะได้ตั้งสติจากความช็อกระลอกแรก เสียงเคาะประตูก็กรีดแทวงAความเงียบขึ้นที่หน้าห้องชุดหรูหรา... *ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
รัญธิดายิ้มบางๆ ให้สามีที่กำลังหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม ก่อนจะเป็นคนเดินไปเปิดประตูด้วยตนเอง
ร่างสูงโปรดของชายหนุ่มในชุดสูทเนี๊ยบก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่น ชยพลกวาดสายตามองภาคินด้วยแววตาสมเพชแกแกมเย้ยหยัน ก่อนจะเอ่ยประโยคทำลายล้างที่ทำให้โลกทั้งใบของภาคินพังทลายลงในพริบตา
"ผมมารับคุณตามนัดแล้วครับ... คุณรัญธิดา หุ้นส่วนคนใหม่ของผม"
**************************************************
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวแห่งความทรงจำนี้ไปด้วยกันนะครับ — บันทึกคนจร
รอยร้าวบนกระจกเงา: เศษซากชีวิตหลังคำขอโทษที่สายเกิน•ตอนที่ 1
เงาบนโต๊ะอาหาร
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวบนกระจกเงา: เศษซากชีวิตหลังคำขอโทษที่สายเกิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!