แม่ครัวพริกแกงกับนายทหารพกมีดทำครัว•ตอนที่ 15

เมนูเฉพาะกิจของคนป่วย

ผลงานโดย ครัวคุณยาย
เสียงปิดประตูดังกengสนั่นจนกรอบหน้าต่างไม้สักสั่นสะเทือน รินรดาถึงกับชะงักทัพพีในมือที่กำลังเคี่ยวพริกแกงเผ็ดใต้สะเดียง ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความฉงน นางมองตามแผ่นหลังกว้างของผู้กองศิลาที่ก้าวฉับๆ ออกจากเรือนครัวไปอย่างรวดเร็ว—นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! ปกติแล้วพ่อคุณทหารพกมีดทำครัวผู้นี้ ต่อให้บ้านแตกฟ้าถล่มก็ไม่เคยแสดงอารมณ์ฉุนเฉียวใส่พะนอเช่นนี้มาก่อน หรือว่าจดหมายฉบับนั้นจากค่ายทหารชายแดนเมื่อช่วงเช้าจะมีพิรุธ? "เหอะ คิดว่าเดินหนีแล้วปัญหาจะจบหรือไงคะพ่อคุณ" รินรดาพึมพำกับตัวเองด้วยความหมั่นไส้ แต่ลึกๆ ในอกด้านซ้ายกลับมีความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีรวนขึ้นมา—ความกังวลใจอย่างไม่มีสาเหตุ คล้อยหลังไปเพียงสองชั่วยาม ข่าวลือในหมู่บ้านก็แพร่สะพัดยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง บ่าวไพร่และชาวบ้านต่างซุบซิบกันให้แซดว่า นายทหารพรานศิลาผู้แข็งแกร่งปานเสือสมิง กลับล้มฟุบลงหมดสติคาแปลงผักสวนครัวหลังบ้านของตนเอง หลังจากฝืนร่างกายตรากตรำทำงานหนักติดต่อกันสามวันสามคืนโดยไม่ยอมนอนหลับพักผ่อน เนื่องจากต้องเตรียมเสบียงเนื้อแห้งส่งกองร้อยชายแดนให้ทันกำหนด รินรดาได้ยินดังนั้น นางก็ตบโต๊ะฉาดใหญ่จนถ้วยพริกแกงกระเด็น "ให้ตายสิ! ผู้ชายคนนี้นี่มันดื้อด้านเสียจนน่าจับตีให้ก้นลายจริงๆ!" แม้ปากจะบ่นอุบอิบ แต่มือเรียวบางกลับรีบคว้าผ้ากันเปื้อนผืนใหม่มาผูกเอวอย่างคล่องแคล่ว นางไม่รอช้า พุ่งตรงไปยัง 'ห้องครัวกาลเวลา' มิติลับคู่กายที่ซ่อนวัตถุดิบระดับตำนานไว้มากมาย ดวงตาคู่งามกวาดมองชั้นวางสมุนไพรจีนและไทยโบราณที่ส่งกลิ่นหอมอบอวล ก่อนจะหยิบ *โสมป่าอายุร้อยปี, เห็ดถั่งเช่าสีทอง, ขิงแก่ดอยภูคา, และรากสามสิบ* ออกมาวางเรียงรายบนเขียงไม้ไผ่ "ในเมื่อรั้นนัก ก็ต้องโดนยาฤทธิ์ร้อนของฉันซัดเข้าไปเสียให้เข็ดนะคะผู้กอง" รินรดายิ้มมุมปาก รอยยิ้มของอดีตเชฟมิชลินผู้กุมความลับเรื่องรสชาติอาหารบำบัดร่างกาย บรรยากาศภายในเรือนพักของศิลายามบ่ายแก่ๆ ออบอวลไปด้วยกลิ่นอายความเงียบงัน รินรดาก้าวเท้าเข้ามาพร้อมกับถาดกระเบื้องเคลือบสีฟ้าคราม ในนั้นมีชามดินเผาใบย่อมที่ส่งควันกรุ่นสีขาวพวยพุ่งออกมา พร้อมกับกลิ่นหอมละมุนล้ำลึกของสมุนไพรนานาชนิดที่เตะจมูกทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตู บนเตียงไม้ไผ่ ศิลานอนหลับตาพริ้ม ใบหน้าคมคายที่ปกติมักจะเรียบเฉย บัดนี้กลับซีดเซียวจนน่าใจหาย ริมฝีปากแห้งผากระแหง และมีรอยคล้ำใต้ดวงตาชัดเจน ร่างกายกำยำที่เคยแผ่ซ่านไอความอบอุ่น กลับนอนซมอยู่ใต้ผ้าห่มฝ้ายทอมืออย่างน่าเวทนา "รู้ตัวว่าร่างกายเป็นทรราช แต่ยังทำตัวเป็นฮีโร่ขี่ม้าขาวอยู่อีกนะคะ" รินรดาวางถาดลงบนโต๊ะข้างเตียง น้ำเสียงของนางแม้จะเจือแววประชดประชัน แต่ทว่าแววตากลับอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ศิลาค่อยๆ ปรือตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นฉายแววระAระอายระคนดื้อรั้น เขายันกายพยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่ความวิงเวียนศีรษะก็ทำให้เขาต้องนิหน้าเซถลาลงไปนอนราบตามเดิม "ผม... ไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่พักผ่อนน้อยไปหน่อย..." "หุบปากไปเลยค่ะ!" รินรดาตัดบทเสียงเฉียบขาด นางขยับเข้าไปใกล้ มือเรียวเอื้อมไปแตะหน้าผากกว้างเพื่อวัดไข้โดยไม่เกรงใจ "ตัวร้อนจี๋ขนาดนี้ ยังมีหน้ามาบอกว่าไม่เป็นอะไร ถ้าฉันมาช้ากว่านี้อีกสักชั่วยาม คุณคงได้กลายเป็นวิญญาณเฝ้าแปลงผักไปจริงๆ แน่" ความใกล้ชิดกะทันหันทำให้ศิลาชะงัก ลมหายใจอุ่นๆ ของนางที่เจือกลิ่นหอมอ่อนๆ ของขิงและพริกไทยอ่อน ลอยมาปะทะนาสิก กลิ่นกายสะอาดสดชื่นที่เป็นเอกลักษณ์ของรินรดาทำเอาหัวใจที่เต้นรัวระรัวของนายทหารหนุ่มยิ่งปั่นป่วนหนักขึ้นไปอีก เขาเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อซ่อนใบหน้าที่เริ่มขึ้นสีแดงเรื่อ—ไม่ใช่เพราะพิษไข้ แต่เป็นเพราะความเขินอายที่ถูกภรรยา (ที่เพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นาน) ดุว่าต่อหน้า "กินเสียนะคะ..." รินรดาตักน้ำซุปสีอำพันใสแจ๋วขึ้นมาเป่าเบาๆ จนควันจางลง ช้อนกระเบื้องเคลือบถูกยื่นไปจ่อตรงริมฝีปากแห้งผากของเขา "นี่คือ 'ต้มจืดสมุนไพรตุ๋นโสมไก่ดำ' ฉันเคี่ยวด้วยไฟอ่อนนานกว่าสี่ชั่วยาม ใส่ขิงแก่ดอยและรากสามสิบเพื่อขับลมบำรุงธาตุหยาง น้ำซุปนี่จะช่วยล้างพิษความเหนื่อยล้าในเส้นเลือดของคุณให้หมดเกลี้ยง" ศิลามองช้อนในมือรินรดา สลับกับใบหน้าเรียวที่เชิดขึ้นเล็กน้อยด้วยความถือดี ดวงตาคู่นั้นสะท้อนความห่วงใยที่พยายามปิดบังไว้อย่างไม่เนียนเอาเสียเลย เขาอ้าปากรับน้ำซุปร้อนๆ เข้าไป รสชาติแรกที่สัมผัสลิ้นคือความหวานกลมกล่อมล้ำลึกของเนื้อไก่ดำที่เคี่ยวจนเปื่อยนุ่ม ตามด้วยความเผ็ดร้อนนุ่มนวลของขิงแก่ที่ซ่านลึกไปถึงลำคอ กลิ่นหอมของสมุนไพรป่ากระจายวาบไปทั่วโพรงจมูก ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านจากกระเพาะอาหารพุ่งตรงเข้าสู่เส้นเลือดฝอยทั่วร่าง ราวกับมีมือวิเศษมากวาดล้างความอ่อนล้าสะสมออกไปจนหมดสิ้น ร่างกายที่เคยหนาวสะท้านกลับอบอุ่นขึ้นมาทันตาเห็น "อร่อยไหมคะ?" รินรดาเลิกคิ้วถาม น้ำเสียงติดจะภูมิใจอยู่ไม่น้อย "อืม... อร่อยมาก" ศิลาตอบเสียงแหบพร่า สายตาคมกริบทอดมองนางด้วยความลึกซึ้งที่ยากจะหยั่งถึง "ขอบคุณนะ... ริน" "ไม่ต้องมาทำปากหวานเลยค่ะ กินให้หมดชามนี่เดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะจับคุณกรอกยาขมหม้อใหญ่ให้เข็ดหลาบไปสามวันแปดวัน" นางขู่เสียงเขียว แต่ก็ยอมตักคำที่สองป้อนเขาต่ออย่างไม่ขาดตอน บรรยากาศในห้องเงียบสงบลง มีเพียงเสียงซดน้ำซุปเบาๆ และเสียงลมหายใจที่เริ่มสม่ำเสมอขึ้นของศิลา รินรดาคอยดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำ พลิกตัว เช็ดหน้าเช็ดตาให้ชายหนุ่มด้วยความเอาใจใส่ แม้ภายนอกนางจะดูเป็นคนปากร้ายและสู้คน แต่เนื้อแท้แล้วกลับมีจิตใจที่อ่อนโยนและละเอียดอ่อนยิ่งนัก ผ่านไปครู่ใหญ่ จนกระทั่งชามต้มจืดว่างเปล่า ศิลารู้สึกมีเรี่ยวแรงกลับคืนมามาก ร่างกายที่หนักอึ้งเมื่อครู่เบาสบายขึ้นราวกับปาฏิหาริย์ เขาเอนหลังพิงหมอน มองดูรินรดากำลังเก็บถ้วยชามใส่ถาดด้วยความรวดเร็ว "ริน..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกขึ้น ทำให้นางชะงักมือ "มีอะไรอีกคะ? จะกินเพิ่มหรือไง ต้มจืดหมดหม้อแล้วนะคะ" รินรดาหันมาเลิกคิ้วมอง ศิลาไม่ได้ตอบคำถามนั้น ทว่าดวงตาคมกริบกลับหรี่ลงเล็กน้อย เขายื่นมือหนาออกไปคว้าข้อมือเรียวของนางไว้เบาๆ ด้วยแรงที่รั้งไม่ให้เดินหนี รินรดาอุทานเบาๆ หันขวับมามองด้วยความตกใจ "นี่! คุณจะทำอะไรน่ะ ปล่อยนะ เดี๋ยวแผลก็ปริหรอก!" ชายหนุ่มไม่ปล่อย ทว่ากลับออกแรงดึงเบาๆ จนร่างบางเซถลาเข้าไปใกล้เตียงนอน ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของนางอย่างจริงจัง จนรินรดาต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามราวกับกลองศึก "ที่ผมโมโหจนเดินหนีคุณเมื่อเช้า..." ศิลาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ใบหน้าคมเข้มขยับเข้าไปใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน "ไม่ใช่เพราะรำคาญคุณ... แต่เป็นเพราะผมได้รับจดหมายลับจากชายแดน แจ้งว่ากลุ่มพรานป่าเถื่อนกำลังวางแผนจะบุกปล้นเสบียงเนื้อแห้งที่เราตากไว้ล็อตใหญ่... และผมกลัวว่า..." ศิลาเว้นจังหวะไปชั่วอึดใจ นัยน์ตาคู่นั้นฉายแวววาวโรยด้วยความกังวลอย่างที่รินรดาไม่เคยเห็นมาก่อน "ผมกลัวว่า... ถ้าผมเป็นอะไรไป ใครจะดูแลคุณ ใครจะทำอาหารอร่อยๆ ให้ผมกินแบบนี้ทุกวัน" รินรดาเบิกตากว้าง สมองประมวลผลคำพูดของสามีหนุ่มอย่างรวดเร็ว—กลุ่มพรานป่าเถื่อนงั้นหรือ? คิดจะมาฮุบสินค้าและทรัพย์สินที่นางเหนื่อยยากสร้างมากับมืออย่างนั้นสินะ! ทว่า ก่อนที่รินรดาจะได้ทันเอ่ยปากต่อว่าหรือวางแผนจัดการกับเจ้าพวกโจรป่าพวกนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังโครมครามขึ้นที่หน้าประตูเรือน พร้อมกับเสียงถีบประตูไม้เก่าๆ จนพังผึ่งกระเด็นหลุดจากวงกบ! ร่างของชายฉกรรจ์ร่างยักษ์สามคน สวมเสื้อผ้าคลุมด้วยหนังสัตว์ หน้าตาบูดบึ้งน่ากลัว ในมือถือมีดดาบเล่มโตขึ้นสนิมเขรอะ กวาดสายตาดุร้ายเข้ามาในห้องนอน พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังสะท้านไปทั่วเรือน... --- *รี้ดเดอร์ที่รักคะ... งานนี้ดูท่าทางแปลงผักและเสบียงเนื้อแห้งของบ้านเรากำลังจะเจอแขกไม่ได้รับเชิญเสียแล้วล่ะค่ะ! แต่คิดหรือว่าอดีตเชฟมิชลินมือฉมังอย่างรินรดาจะยอมให้ใครมาปล้นของกินไปง่ายๆ? โปรดติดตามตอนต่อไปว่านางเอกของเราจะงัดแผนเด็ดอะไรมาซัดหน้าโจรป่ากลุ่มนี้ รับรองว่าสะใจจนวางไม่ลงแน่นอนค่ะ!* (ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "ครัวคุณยาย" มาโดยตลอดนะคะ!)
สารจากนักเขียน (ครัวคุณยาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ครัวพริกแกงกับนายทหารพกมีดทำครัว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%