กลิ่นหอมของกำยานหมื่นลี้ยังคงลอยอวลอยู่ปลายจมูก ทว่าสัมผัสที่แนบอยู่กับแผ่นหลังนั้นหาใช่ความว่างเปล่าแห่งความตายไม่ หากแต่เป็นความแข็งกระด้างของหมอนหนุนปักลายหงส์ห้าเล็บที่นางคุ้นเคยจนแทบกระอัก
ปลายนิ้วที่เคยด้านชาและเปรอะเปื้อนด้วยโลหิตของตนเองในวาระสุดท้าย บัดนี้กลับเรียบเนียน นุ่มนวล และไร้ซึ่งร่องรอยแห่งการจองจำ
"พระชายา... ใกล้ถึงเวลาที่ฝ่าบาทจะเสด็จมาแล้วเพคะ เหตุใดจึงยังทรงเหม่อลอยเช่นนี้เล่าพเพคะ?"
เสียงกระซิบอันคุ้นเคยของ ‘ชุนอิ๋ง’ สาวใช้คนสนิทดังขึ้นแผ่วเบา พร้อมกับเงาร่างที่กำลังขยับเข้ามาจัดแต่งอาภรณ์ไหมปักดิ้นทองสีชาดบนร่างของนาง กระจกทองเหลืองบานใหญ่สะท้อนภาพสตรีผู้หนึ่งซึ่งงามหยาดเยิ้มจนน่าใจหาย ดวงหน้ารูปไข่รับกับเรียวคิ้วดั่งคันศร ดวงตาคู่หงส์ที่เคยหม่นหมองและเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความโง่เขลา บัดนี้กลับนิ่งสงบ เยือกเย็น และลึกล้ำดั่งบึงน้ำโบราณไร้ก้นบึง
หลินเฟยหงก้มลงมองมือคู่เดิมของตนเอง หัวใจในอกเต้นระส่ำเป็นจังหวะหนักหน่วง ไม่ใช่ด้วยความหวาดกลัว หากแต่เป็นความตื่นตระหนกของวิญญาณที่เพิ่งปีนป่ายขึ้นมาจากขุมนรกโลกันตร์
นางย้อนกลับมาแล้ว...
ย้อนกลับมาในวันก่อนหน้าที่แผ่นดินต้าเฉิงจะลุกเป็นไฟ วันก่อนที่ราชสำนักจะนองไปด้วยเลือดตระกูลหลิน และเป็นวันที่นางโง่เขลาที่สุดจนยอมมอบ ‘ตราประทับลับกองทัพพยัคฆ์’ ให้แก่บุรุษผู้สวมหน้ากากนักบุญอย่างองค์ชายเจิ้นหลง เพื่อแลกกับคำสัญญาจอมปลอมว่าจะปกป้องตระกูล
"วันนี้... วันที่เท่าใดของเดือนจันทร์เพ็ญ?" เสียงของนางแหบพร่าเล็กน้อย ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้ชุนอิ๋งถึงกับชะงักมือที่กำลังปักปิ่นหยกขาว
"ท... ทูลพระชายา วันนี้คือวันที่สิบห้า เดือนสิบค่ะ วันสำคัญที่องค์ชายสามจะทรงจัดงานเลี้ยงชมบุปผa... เอ๊ย ชมจันทร์ที่ตำหนักบูรพา เพื่อเฉลิมฉลองที่ฝ่าบาททรงมีพระเมตตาแต่งตั้งพระองค์ขึ้นเป็นรัชทายาทอย่างไรเล่าเพคะ" ชุนอิ๋งตอบด้วยความประหลาดใจระคนหวาดหวั่น เหตุใดนายหญิงของนางจึงดูแปลกไป ราวกับมิใช่คนเดิม
รัชทายาทงั้นหรือ... หึ เจิ้นหลง เจ้าสุนัขป่าหางโผล่ เร็วกว่าที่คิดเสียอีกนะ
ริมฝีปากอิบอิ่มแย้มยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา กลับงดงามเยือกเย็นราวกับดอกเหมันต์แรกแย้งท่ามกลางพายุหิมะ ในชาติภพก่อน นางกราบกรานอ้อนวอน ขอความเมตตาจากมัน ยอมแม้กระทั่งตัดขาดจากบิดาและพี่ชายเพื่อสนับสนุนมันขึ้นสู่บัลลังก์มังกร ผลลัพธ์ที่ได้คือตระกูลหลินถูกประหารเจ็ดชั่วโคตร บิดาถูกตัดหัวประจานหน้าประตูเมือง ส่วนนางถูกขังไว้ในตำหนักเย็น ดื่มสุราพิษที่มันเป็นผู้รินให้ด้วยมือของมันเอง
ชาตินี้... นางจะไม่ยอมให้โศกนาฏกรรมนั้นเกิดขึ้นอีกแม้แต่ปลายก้อย!
"ชุนอิ๋ง" เสียงเรียกนั้นราบเรียบ ทว่าเฉียบขาดจนสาวใช้ต้องรีบคุกเข่าลงทันทีโดยสัญชาตญาณ "เพคะพระชายา!"
"ไปหยิบกระดาษและพู่กันมาให้ข้า ข้าจะเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง... ส่งไปให้ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินอี้"
ชุนอิ๋งเบิกตากว้างด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว "พระชายา! จะ... จะเป็นการสมควรหรือเพคะ? ท่านอ๋องเฉินอี้ผู้นั้นคือน้องชายต่างมารดาขององค์รัชทายาท และทรงกุมอำนาจทหารครึ่งหนึ่งของแผ่นดิน อีกทั้งฝ่าบาทและองค์รัชทายาทยังทรงระแวงพระองค์ยิ่งนัก การที่พระองค์ซึ่งเป็นพระชายาในองค์รัชทายาททรงติดต่อกับเขา เกรงว่าจะ..."
"ถ้าข้าไม่ติดต่อเขา เกรงว่าหัวบนบ่าของเจ้าและข้าคงอยู่ไม่ถึงตะวันรุ่งดินแดนพรุ่งนี้หรอกนะ" หลินเฟยหงหันกลับมามองสาวใช้ สายตาคู่นั้นทรงพลังและกดดันจนชุนอิ๋งแทบไม่กล้าหายใจ "ไปหยิบมา! อย่าให้ข้าต้องพูดซ้ำสอง"
"บ... รับด้วยเกล้าเพคะ"
ขณะที่ปลายพู่กันขนกระต่ายกำลังจรดลงบนกระดาษซวนจื่อเนื้อดี น้ำหมึกสีดำสนิทก็ซึมซาบลงสู่เนื้อกระดาษอย่างรวดเร็ว ราวกับหยาดโลหิตที่ถูกดูดซับ หลินเฟยหงหลับตาลงชั่วพริบตา ทบทวนแผนการทั้งหมดในหัว ร่างกายของนางอาจจะยังเป็นเพียงสตรีในเรือนหลัง แต่วิญญาณของนางคือจักรพรรดินีผู้ผ่านการนองเลือดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
นางเขียนข้อความเพียงสั้นๆ ไว้ว่า: *‘หมากบนกระดานนี้ องค์รัชทายาททรงเดินผิดตาแรกแล้ว หากท่านอ๋องยังทรงนิ่งดูดาย เกรงว่าแผ่นดินต้าเฉิงคงเหลือเพียงเถ้าถ่าน คืนนี้ยามสาม พบกันที่ศาลาริมบึงมรกต’*
เมื่อเขียนเสร็จ นางก็พับกระดาษอย่างประณีต ประทับตราประจำตัวลงไป ก่อนจะยื่นให้ชุนอิ๋งด้วยท่าทีที่เด็ดเดี่ยว "ส่งให้ถึงมือเขาโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ หากพลาดแม้แต่นิดเดียว... เจ้าก็รู้ว่าจุดจบของคนทรยศคืออะไร"
"บ่าวเข้าใจแล้วเพคะ!" ชุนอิ๋งรับจดหมายนั้นด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะรีบเร้นกายหายออกไปจากห้องอย่างเงียบเชียบ
หลินเฟยหงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง อาภรณ์สีชาดสะท้อนแสงไฟจากตะเกียงสำริด ดูราวกับเปลวเพลิงที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งให้มอดไหม้ นางเดินไปหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าหน้าต่างไม้แกะสลัก เปิดออกรับสายลมยามค่ำคืนที่พัดพาเอาความหนาวเหน็บเข้ามาปะทะใบหน้า
ในขณะที่นางกำลังจะหันกลับไปเตรียมตัวสำหรับงานเลี้ยงลวงโลกในค่ำคืนนี้ สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่บนกำแพงสูงเบื้องนอก ท่ามกลางแสงจันทร์สลัว
บุรุษในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกซ่อนอยู่ภายใต้ความมืดของปีกหมวก ทว่าดวงตาคู่นั้นคมกริบดั่งใบมีด ดึงดูดสายตาของนางไว้ทันทีที่ประสานกัน เขาไม่ได้ขยับเขยื้อน แต่บรรยากาศรอบตัวกลับกดดันจนอากาศรอบกายแทบหยุดนิ่ง
และก่อนที่หลินเฟยหงจะทันได้เอ่ยปากทักทาย ร่างสูงสง่านั้นก็หายวับไปจากกำแพงราวกับภูตผี ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายจางๆ ของสนป่าและโลหิต... พร้อมกับวัตถุบางอย่างที่ตกอยู่บนขอบหน้าต่าง
นางก้าวเข้าไปหยิบมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
มันคือป้ายหยกดำสลักรูปพยัคฆ์คำราม... สัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุดของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬที่แม้แต่องค์รัชทายาทก็ไม่มีสิทธิ์ครอบครอง!
และด้านหลังของป้ายหยก มีรอยหมึกเพิ่งเขียนสดๆ ด้วยลายมือทรงพลังว่า: *‘หมากตานี้ พระชายาเป็นผู้เดิน หรือข้าเป็นผู้สนอง? คืนนี้ยามสาม เจอกัน’*
หัวใจของหลินเฟยหงกระตุกวูบ รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง
*ดูท่าว่า... ค่ำคืนนี้ จะไม่ได้มีเพียงแค่นางคนเดียวเสียแล้วที่ต้องการล้างกระดานนี้ใหม่ตั้งแต่ต้น*
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาและเผชิญหน้ากับคมดาบแห่งการล้างแค้นไปด้วยกันนะคะ หวังว่าจะชื่นชอบจุดเริ่มต้นนี้นะคะ!
ย้อนรอยคมดาบฝังแค้น เหนือบัลลังก์กาลเวลา•ตอนที่ 1
เถ้าถ่านที่เริ่มส่งเสียง
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนรอยคมดาบฝังแค้น เหนือบัลลังก์กาลเวลา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!