เสียงแก้วเซรามิกราคาแพงที่รวิเพิ่งประมูลมาเมื่อหลายปีก่อนกระทบกับพื้นไม้กระดานดังเพล้ง ก่อนจะแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ มันไม่ใช่เสียงที่ไพเราะ แต่มันคือเสียงเดียวที่ดูเหมือนจะหยุดความอื้ออึงในหัวของเขาได้ในขณะนี้
รวิหอบหายใจหนักหน่วง อกของเขาไหวสะท้าน มือที่เคยจับปากกาเซ็นอนุมัติโครงการหลักล้าน บัดนี้สั่นเทาด้วยแรงโทสะที่เขาไม่เคยอนุญาตให้มันพุ่งพล่านออกมาได้เช่นนี้ในโลกเบื้องหน้า รวิกวาดสายตามองเศษซากของความทรงจำที่เขาเคยยึดถือว่ามันคือ ‘ความสำเร็จ’ บนพื้นห้องโถงที่เงียบสงัด
เขากำลังโกรธ... โกรธธันวาที่ขุดคุ้ยความล้มเหลวในอดีตมาเยาะเย้ย โกรธความคาดหวังของครอบครัวที่ยังคงเกาะกินใจเหมือนเงาตามตัว และโกรธตัวเองที่แม้จะหนีมาอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใบหญ้า แต่ใจเขากลับยังคงเป็นเพียงเศษแก้วที่พร้อมจะบาดลึกทุกสิ่งที่ขวางหน้า
“พังให้หมดเลยสิรวิ... แล้วความโกรธนั่นมันจะพาเจ้าไปที่ไหนต่อล่ะ?”
เสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังดังขึ้นจากบริเวณประตูไม้เก่าๆ ของเรือนพัก รวิชะงักมือที่กำลังจะคว้าแจกันใบโปรดขว้างซ้ำ ยายแสงยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาของหญิงชราไม่ได้ฉายแววตำหนิ แต่มันมีความนิ่งสงบที่ทำให้รวิรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังทำเรื่องน่าอาย
“ยายมาทำไมครับ... ไม่สิ ยายเข้ามาทำไม” รวิเปลี่ยนสรรพนามอย่างยากลำบาก เขาไม่อยากให้ใครเห็นสภาพที่ไร้การควบคุมนี้
“ฉันมาดูว่า ‘เงา’ ที่เจ้าแบกมาด้วย มันหนักจนทำบ้านพังไปกี่หลังแล้ว” ยายแสงเดินเข้ามาใกล้ เศษแก้วบาดเท้าของเธอจนเกิดรอยเลือดจางๆ แต่นางกลับไม่สะทกสะท้าน “เจ้ารู้ไหมรวิ... ความโกรธมันเหมือนไฟ ไฟที่ไม่ได้เอาไว้ใช้หุงหาอาหาร แต่มันเอาไว้เผาตัวเองให้เป็นเถ้าถ่าน เจ้าคิดว่าทำลายข้าวของพวกนี้แล้ว ความว่างเปล่าในใจเจ้าจะถูกเติมเต็มด้วยอะไร... ความสะใจงั้นหรือ?”
รวิทรุดตัวลงนั่งท่ามกลางเศษแก้ว “ผมแค่... ผมแค่เหนื่อย ยายแสง ผมหนีมาไกลแค่ไหน สุดท้ายคนอย่างธันวาก็ตามมาถึงที่นี่ เขาทำให้ผมเห็นว่า ต่อให้ผมจะพยายามปล่อยวางแค่ไหน ตัวตนที่ผมเคยเป็นมันก็ไม่มีวันตายไปจากโลกนี้”
“ตัวตนไม่ได้ตายไปไหนหรอก มันแค่เปลี่ยนรูปร่างไปตามความยึดติด” ยายแสงนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่าที่วางอยู่ใกล้ๆ “เจ้าโกรธธันวา เพราะลึกๆ เจ้ารู้ว่าสิ่งที่เขาพูดมันมีส่วนจริง เจ้าโกรธตัวเอง เพราะเจ้ายังยอมรับไม่ได้ว่า ‘ความล้มเหลว’ ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตเหมือนกับ ‘ความสำเร็จ’ นั่นแหละ”
รวิกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความเงียบในห้องถูกแทรกด้วยเสียงจิ้งหรีดเรไรภายนอก ราวกับธรรมชาติกำลังเยาะเย้ยความวุ่นวายในใจของเขา ธันวาเพิ่งจากไปเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ทิ้งไว้เพียงคำพูดที่ว่า *‘นายก็แค่คนขี้ขลาดที่หนีความจริงมาแอบหลังต้นไม้’* คำพูดนั้นมันบาดลึกเสียยิ่งกว่าเศษแก้วบนพื้น
“ถ้าผมเลิกโกรธไม่ได้ล่ะยาย...” รวิถามเสียงแผ่ว
“ก็จงอยู่กับมันจนกว่าจะมองเห็นว่าความโกรธนั่นมีไว้เพื่ออะไร” ยายแสงลุกขึ้นยืนช้าๆ “มองดูเศษแก้วพวกนี้สิ รวิ เดิมทีมันเคยเป็นดินเหนียวที่ถูกหลอมด้วยความร้อน กว่าจะเป็นแก้วที่สวยงามมันผ่านอะไรมามากมาย ตอนนี้มันแตกสลาย... แต่มันก็ยังเป็นเศษแก้วที่คมกริบ พร้อมจะทำร้ายทั้งคนอื่นและตัวเจ้าเอง หากเจ้าไม่กวาดมันออกไปจากเส้นทางเดิน”
รวิมองดูเศษเสี้ยวของความโกรธบนพื้น ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางเดินหน้าบ้าน ไม่ใช่จังหวะการเดินที่นุ่มนวลแบบยายแสง และไม่ใช่จังหวะรีบร้อนของธันวา แต่มันคือจังหวะของคนที่ ‘รู้’ ว่าใครบางคนกำลังแตกสลายอยู่ภายใน
ร่างหนึ่งก้าวพ้นเงามืดของพุ่มไม้เข้ามาในระเบียงเรือน ใบหน้านั้นนิ่งเรียบจนน่ากลัว ในมือถือซองเอกสารสีน้ำตาลที่ประทับตราสำคัญเอาไว้ รวิจำมันได้ดี... มันเป็นเอกสารที่เขาเคยพยายามทิ้งมันไปพร้อมกับชีวิตเก่า
“คุณรวิคะ... ฉันเกรงว่าการหนีของคุณจะจบลงเพียงเท่านี้” เสียงของผู้หญิงที่เขาไม่คาดคิดว่าจะมาปรากฏตัวที่นี่เอ่ยขึ้น พร้อมกับวางซองเอกสารลงบนกองเศษแก้วที่แตกกระจาย “เพราะคนที่คุณพยายามลืม เขาเพิ่งเสียชีวิตลงเมื่อเช้านี้ และเขาทิ้ง ‘เงื่อนไข’ สุดท้ายไว้ให้คุณในนี้... ถ้าคุณไม่ยอมรับมัน ต้นไม้ที่คุณรักทุกต้นในที่แห่งนี้ จะไม่มีวันเป็นของคุณอีกต่อไป”
รวิเบิกตากว้าง ความโกรธที่เคยปะทุในใจกลับกลายเป็นความเย็นยะเยือกที่ไหลซ่านไปทั่วร่าง
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเปราะบางของใจรวิไปพร้อมกับต้นไม้ริมระเบียงนะคะ
เงาไม้ใต้แสงจันทร์: เส้นทางสู่ความว่างเปล่า•ตอนที่ 33
ร่องรอยของความโกรธ
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาไม้ใต้แสงจันทร์: เส้นทางสู่ความว่างเปล่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!