เงาไม้ใต้แสงจันทร์: เส้นทางสู่ความว่างเปล่า•ตอนที่ 27

ความทรงจำในงานเลี้ยง

ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
“ถ้ารวิไม่คว้ามันไว้ตอนนี้ อีกสิบปีข้างหน้า รวิจะไม่มีวันมีโอกาสได้ยืนจุดนี้อีกแล้วนะ” เสียงของธันวาดังแทรกผ่านเสียงดนตรีคลาสสิกที่บรรเลงคลอในห้องโถงกว้าง รวิในวัยที่ยังไร้ซึ่งรอยตีนกาบนใบหน้า มองเห็นตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนภาพชายหนุ่มในชุดสูทสั่งตัดเนี้ยบกริบ เขากำลังถือแก้วแชมเปญชั้นดีในมือ นิ้วโป้งวนอยู่บนขอบแก้วคริสตัลอย่างเหม่อลอย แสงไฟระยิบระยับจากโคมระย้าดุจหยาดเพชรที่ร่วงหล่นลงมาอาบไล้บนไหล่ของเขา ที่นี่คือความรุ่งโรจน์ที่ทุกคนต่างไขว่คว้า งานเลี้ยงกาล่าดินเนอร์ที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของน้ำหอมราคาแพงและคำลวงที่ห่อหุ้มด้วยถ้อยคำสุภาพ “ผมไม่ได้อยากยืนอยู่บนจุดที่ต้องแลกด้วยทุกอย่างหรอกนะ ธันวา” รวิสวนกลับ เสียงของเขาในความทรงจำนั้นดูแผ่วเบา ทว่ามั่นคง “ทุกอย่าง? รวิ... สิ่งที่นายเรียกว่าทุกอย่างน่ะ มันเป็นแค่เศษเสี้ยวของราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจต่างหาก” ธันวาหัวเราะหึในลำคอ ดวงตาคู่นั้นเย็นชาและลึกล้ำราวกับเหวที่มองไม่เห็นก้น “อย่าทำตัวเป็นนักปรัชญาในงานเลี้ยงเลย มันน่าขัน” รวิในปัจจุบันสะดุ้งสุดตัว เขาผุดลุกขึ้นจากเตียงไม้เก่าๆ ในกระท่อมน้อยกลางหุบเขา เหงื่อกาฬซึมตามไรผม ลมหายใจหอบถี่พยายามปรับเข้าสู่จังหวะปกติ ความเงียบงันของยามค่ำคืนที่นี่ต่างจากเสียงอึกทึกในความฝันราวกับโลกคนละใบ แต่ทว่า... ก้อนสะอื้นในลำคอกลับยังคงติดค้างอยู่เหมือนเงาที่ตามหลอกหลอน มันไม่ใช่ความเสียดายอำนาจ แต่มันคือความรู้สึกขยะแขยงตัวเองในอดีตที่รุ่งโรจน์จนน่าใจหาย รวิกอดอกแน่น ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงไอเย็นของอากาศที่แทรกผ่านรอยแตกของหน้าต่างไม้ เขาเดินไปที่ระเบียง แสงจันทร์สาดส่องลงบนใบไม้สีเขียวเข้มที่ดูอ่อนโยนกว่าแสงไฟในงานเลี้ยงวันนั้นนับพันเท่า “ความรุ่งโรจน์ที่เปราะบาง” เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงนั้นสั่นพร่า วันต่อมา ณ ร้านขายของชำของคุณยายแสง กลิ่นอายของสมุนไพรแห้งและฝุ่นไม้จางๆ ช่วยให้ใจของรวิสงบลงบ้าง ยายแสงนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ สายตาจับจ้องไปที่รวิราวกับจะอ่านหนังสือที่เขียนด้วยตัวอักษรล่องหนบนใบหน้าเขา “ฝันเห็นงานเลี้ยงอีกแล้วรึพ่อคุณ” ยายแสงเอ่ยขึ้นโดยไม่ต้องรอให้รวิสารภาพ เธอหยิบถ้วยชาอุ่นๆ วางลงตรงหน้า “ความทรงจำน่ะเหมือนแขกไม่ได้รับเชิญนะ ยิ่งเราพยายามผลักไส มันยิ่งเคาะประตูแรงขึ้น” “ผมแค่... รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังสูญเสียตัวตนไปทีละนิดครับคุณยาย บางครั้งผมก็เผลอโหยหาแสงสีพวกนั้น ทั้งที่รู้ดีว่ามันทำลายผม” รวิยอมรับ สายตาทอดมองออกไปที่ถนนลูกรังหน้าบ้าน “คนเรามักจะอาลัยอาวรณ์กรงทองที่เคยขังตัวเองไว้ ก็เพราะว่าในกรงนั้นมีอาหารหรูหราให้กินอย่างไรล่ะ” ยายแสงวางมือที่เหี่ยวย่นลงบนมือของรวิ “แต่รวิลองมองดูนกที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้หลังร้านนั่นสิ มันไม่มีกรง ไม่มีอาหารที่ถูกป้อน แต่มีท้องฟ้าที่กว้างใหญ่เท่าที่ปีกของมันจะโผบินไปได้ การร้องไห้ให้ความหลังไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอหรอกนะ มันแค่แปลว่าเราเพิ่งจะเริ่มมองเห็นความจริงว่า... ความรุ่งโรจน์ที่แท้จริง ไม่ได้มีไว้ให้คนอื่นมองเห็น แต่มีไว้ให้ตัวเราเองรู้สึกถึงความสงบ” บทสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น ทว่าในใจของรวิกลับพายุเริ่มตั้งเค้าอีกครั้ง เขาไม่ใช่คนโง่เขลาที่จะไม่รู้ว่าสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่แค่ความหลัง แต่มันคือการทดสอบสุดท้ายก่อนที่เขาจะละทิ้งตัวตนเดิมได้อย่างสมบูรณ์ ขณะที่รวิกำลังจะก้าวออกจากร้าน เงาของใครบางคนก็ทอดทับเข้ามาที่ธรณีประตู ร่างสูงโปร่งในชุดลำลองราคาแพงที่ดูผิดที่ผิดทางกับร้านของชำเล็กๆ แห่งนี้ยืนอยู่ตรงหน้าเขา ธันวา... เขามาที่นี่ได้อย่างไร “ไม่เจอกันนานเลยนะ รวิ” ธันวายิ้ม ยิ้มที่ดูราวกับมาจากงานเลี้ยงวันนั้นไม่ผิดเพี้ยน “ฉันตามหาตัวนายแทบพลิกแผ่นดิน... บริษัทกำลังจะล่มสลาย และนายคือคนเดียวที่กู้มันกลับมาได้” รวิชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก ความทรงจำที่แสนรุ่งโรจน์พุ่งเข้ามาประจันหน้ากับความว่างเปล่าที่เขากำลังโอบกอด ธันวาไม่ได้มาคนเดียว เขาขยับตัวหลีกทางเล็กน้อยเผยให้เห็นคนอีกคนที่ก้าวออกมาจากหลังรถหรู สายตาของคนผู้นั้นทำให้รวิหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ นั่นคือคนจากอดีตที่รวิไม่เคยคิดว่าจะได้พบอีกตลอดกาล... คนที่ถือชะตากรรมสุดท้ายของเขาไว้ในมือ ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงยืนหยัดและร่วมเดินทางผ่านเงาไม้ไปพร้อมกับต้นไม้ริมระเบียงนะคะ
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาไม้ใต้แสงจันทร์: เส้นทางสู่ความว่างเปล่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%