กลิ่นกำยานหอมกรุ่นที่อบอวลอยู่ในห้องนอนใหญ่ไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกอึดอัดที่บีบคั้นอยู่ในทรวงอกของรวิศจางหายไปแม้แต่น้อย มันคือกลิ่นของไม้กฤษณาเกรดดีที่เขาเคยโปรดปราน... กลิ่นที่ควรจะกลายเป็นเถ้าถ่านไปพร้อมกับร่างของเขาและคนในตระกูลเมื่อห้าปีก่อนในเหตุการณ์กบฏที่ถูกจัดฉากขึ้นอย่างแยบยล
มือที่สั่นเทาเล็กน้อยของรวิศเอื้อมไปสัมผัสกับพื้นผิวเย็นเยียบของโต๊ะไม้จันทน์หอม ผิวสัมผัสที่เรียบเนียนละเอียดช่างชัดเจนจนน่าใจหาย เขาไม่ใช่ดวงวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ในความมืดมิดของนรกภูมิอีกต่อไปแล้ว แต่คือรวิศคนเดิม... รวิศผู้เป็นขุนนางหนุ่มอนาคตไกล เจ้าของดวงตาที่ยังไม่ผ่านการกรำศึกแห่งความแค้น
“ท่านขุนนางครับ... อีกหนึ่งชั่วยามจะถึงเวลาเข้าเฝ้าหน้าพระที่นั่งแล้ว ท่านยังไม่ได้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเลยนะครับ”
เสียงของบ่าวรับใช้คนสนิทที่ดังขึ้นจากด้านนอกประตูห้องบรรทมทำให้รวิศชะงัก ลมหายใจของเขาติดขัดอยู่ในลำคอ ความทรงจำสุดท้ายก่อนที่ความตายจะมาเยือนคือเสียงดาบที่เสียดแทงทะลุหัวใจโดยชายที่เขาเรียกว่า ‘พี่น้อง’ ผู้ร่วมอุดมการณ์เดียวกัน
อัครเดช...
แค่ชื่อนี้แล่นเข้ามาในหัว ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศก็กรีดลึกราวกับคมมีดที่เพิ่งปักลงมาสดๆ รวิศลุกขึ้นจากเตียงนอนช้าๆ ขาของเขายังสั่นเทาจากการหวนกลับมาของห้วงเวลาที่ควรจะเป็นอดีตที่ฝังกลบไปนานแล้ว เขาเดินไปหยุดที่หน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ ภาพสะท้อนในนั้นคือชายหนุ่มที่ยังดูอ่อนต่อโลก แววตาเต็มไปด้วยความหวังและศรัทธาที่ไร้เดียงสา ช่างเป็นภาพที่น่าสมเพชเสียจริง
“ข้ารู้แล้ว” รวิศตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ แต่แฝงด้วยความเยือกเย็นที่เขาเพิ่งสร้างขึ้นใหม่
เขาสังเกตเห็นซองจดหมายที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง ตราประทับขี้ผึ้งสีชาดรูปอินทรีสยายปีกนั้นช่างคุ้นตา มันคือจดหมายจากอัครเดชที่ส่งมานัดแนะเรื่องการหารือลับเกี่ยวกับแผนการปฏิรูปการคลังในราชสำนัก... แผนการที่เป็นจุดเริ่มต้นของการใส่ร้ายป้ายสีจนตระกูลของเขาต้องกลายเป็นกบฏในอีกห้าปีต่อมา
มือเรียวยาวของรวิศหยิบจดหมายฉบับนั้นขึ้นมา นิ้วหัวแม่มือลูบไล้ไปตามตราประทับเบาๆ ก่อนจะฉีกมันออกช้าๆ โดยไม่รอให้ถึงเวลาอ่านตามธรรมเนียมดั้งเดิม
*‘รวิศ เพื่อนรัก... ข้าได้ข้อมูลลับเกี่ยวกับการทุจริตในคลังหลวงแล้ว หากเจ้าจัดการเรื่องนี้ได้สำเร็จ ตำแหน่งเสนาบดีคลังคงไม่หนีไปไหนแน่นอน’*
มุมปากของรวิศยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ไม่ได้ส่งไปถึงดวงตา แต่กลับเปี่ยมไปด้วยไอสังหารที่เย็นเยียบ อัครเดช... เจ้ายังคงเล่นหมากตานี้อย่างเดิมสินะ วางล่อด้วยเหยื่อที่ข้าต้องการ เพื่อให้ข้าก้าวลงไปในกับดักที่เจ้าขุดไว้ แต่คราวนี้... กระดานหมากนี้ไม่ได้มีแค่ข้าที่เดินหมากเป็นคนเดียว
รวิศวางจดหมายลง แล้วเดินไปหยิบชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มปักดิ้นทองขึ้นมาสวมใส่ ทุกจังหวะการแต่งกายของเขาเต็มไปด้วยความสงบนิ่งราวกับผู้ที่มองเห็นอนาคตทะลุปรุโปร่ง เขาไม่ได้กำลังสวมชุดเพื่อไปรับตำแหน่งขุนนางอีกต่อไป แต่เขากำลังสวมชุดเกราะเพื่อออกไปทำสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของบ่าวรับใช้ที่เดินห่างออกไปทำให้ห้องกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง รวิศเดินไปที่ตู้เก็บของลับใต้พื้นเรือน เขาสัมผัสได้ถึงหีบเหล็กที่ซ่อนอยู่ภายใน ที่นั่นคือที่เก็บตราประจำตระกูลและเอกสารลับที่เขาเคยพยายามปกปิดในอดีต แต่วันนี้... มันจะกลายเป็นอาวุธที่เขาใช้ทำลายคนทั้งตระกูลที่ทรยศเขา
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูที่ดูรีบร้อนผิดวิสัยดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของเขา
“ท่านรวิศครับ มีคนส่งของขวัญมาให้ท่านจากจวนของท่านอัครเดช เป็นเหล้าองุ่นหมักพิเศษที่ท่านอัครเดชบอกว่าต้องการให้ท่านดื่มเพื่อฉลองล่วงหน้าสำหรับตำแหน่งใหม่ในวันนี้ครับ”
รวิศนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง เขารู้ดีว่าเหล้าองุ่นนั่นคืออะไร มันคือยาพิษที่ไร้สีไร้กลิ่นซึ่งจะทำให้ผู้ดื่มค่อยๆ ตายอย่างช้าๆ ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เพื่อให้ดูเหมือนว่าเขาทนรับความกดดันจากการเป็นกบฏไม่ไหวจนต้องปลิดชีพตัวเอง
เขาก้าวเดินไปที่ประตูช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับจังหวะหัวใจให้คงที่ เมื่อเขาเปิดประตูออก บ่าวรับใช้หนุ่มที่ดูหน้าตาตื่นตระหนกก็ก้มหัวลงต่ำ ถือถาดที่มีจอกเหล้าสีทองอร่ามวางอยู่ตรงหน้า
รวิศมองจอกเหล้านั้นด้วยแววตาว่างเปล่า ก่อนจะเอื้อมมือไปรับมันมาไว้ในมือ
“ท่านอัครเดชช่างมีน้ำใจงามยิ่งนัก...” รวิศเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่เต็มไปด้วยความนัย ก่อนจะค่อยๆ ยกจอกเหล้านั้นขึ้นจ่อที่ริมฝีปาก สายตาของเขาเหลือบมองไปยังบ่าวรับใช้ที่แอบชำเลืองมองด้วยความลุ้นระทึก
ทันใดนั้นเอง มือของรวิศกลับหมุนข้อมือปล่อยจอกเหล้าให้ร่วงลงพื้นจนแตกกระจาย เหล้าองุ่นสีแดงฉานอาบย้อมผืนพรมราคาแพงดั่งเลือดสดๆ บ่าวรับใช้ตกใจจนหน้าถอดสี แต่ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้เอ่ยปาก รวิศกลับโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูของเขาด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบจนอีกฝ่ายขนลุกซู่
“กลับไปบอกเจ้านายของเจ้าว่า... เหล้าจอกนี้ยังไม่ถึงเวลาดื่ม แต่ถ้าเขาอยากจะดื่มมันจริงๆ ข้าจะเป็นคนป้อนให้เขาเอง... ด้วยมือของข้าที่คอยเฝ้ารอคอยจะกระชากลมหายใจเขาทุกวินาที”
ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะผลักบ่าวผู้นั้นออกไป สายตาของรวิศก็เหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงสุดปลายระเบียงทางเดิน ชายหนุ่มในชุดสีขาวบริสุทธิ์ดูสง่างามดั่งเทพบุตร แต่กลับมีดวงตาที่แฝงไว้ด้วยความเหี้ยมโหดดุจพยัคฆ์ร้ายที่กำลังจ้องเหยื่อ
นั่นคืออัครเดช... และในมือของเขา ไม่ใช่จอกเหล้าเหมือนที่บ่าวคนนั้นถือ แต่เป็นราชโองการลับสีเหลืองอร่ามที่เพิ่งถูกส่งตรงมาจากวังหลวงในยามเช้าตรู่เช่นนี้
รวิศตัวแข็งทื่อ... ราชโองการฉบับนี้ไม่เคยมีอยู่จริงในเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อน มันคือตัวแปรใหม่ที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนในชีวิตที่แล้ว!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาไปพร้อมกับรวิศนะคะ มนตรากรรมสะท้อนสัญญาว่าจะถ่ายทอดทุกความแค้นให้เข้มข้นถึงใจที่สุดค่ะ
หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน•ตอนที่ 1
ลมหายใจในอดีตที่ค้างคา
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!