กระบี่เย็นโอบไออุ่น กุนซือสาวสยบขุนพลทมิฬ•ตอนที่ 2

คมดาบที่ไร้ปรานี

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
กลิ่นอายจางๆ ของสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นจากคุกใต้ดินโชยปะทะนาสิก ทว่าหลี่ซูเหยียนกลับมิได้แสดงอาการสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย นิ้วเรียวดราวหยกขาวที่เพิ่งสัมผัสกับถ้วยสำริดเย็นเฉียบเมื่อครู่ ค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาประสานกันไว้ที่หน้าตักอย่างสงบ เสื้อคลุมผ้าแพรต่วนสีครามปักลายเมฆาขอบดิ้นเงินเคลื่อนไหวตามจังหวะการหายใจที่สม่ำเสมอ ท่ามกลางความมืดสลัวของห้องโถงลับ ณ ค่ายทหารบูรพา ที่ซึ่งกฎแห่งความตายถูกกำหนดขึ้นด้วยปลายนิ้วของผู้ประทับนั่งอยู่เบื้องบน "เจ้ากล้าดียังไงถึงยังจิบชานิ่งเช่นนั้น... ซูเหยียน" น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ร้ายในฤดูหนาวดังขึ้นทำลายความเงียบ อ๋องเฉินอี้ประทับอยู่บนเก้าอี้พนักสูงแกะสลักรูปหัวเสือ ทรงฉลองพระองค์ชุดเกราะหนังสีดำสนิท ไร้ซึ่งเครื่องประดับประดา มีเพียงรอยแผลเป็นจางๆ ที่พาดผ่านพระปรางค์ข้างขวา ซึ่งขับเน้นให้พระพักตร์คมคายดุจเทพสลักนั้นดูน่าเกรงขามและไร้ซึ่งความปรานี พระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองลงมา ราวกับต้องการทะลวงเข้าไปถึงก้นบึ้งจิตใจของสตรีเบื้องล่างที่อาจหาญเข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ หลี่ซูเหยียนเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว ดวงพักตร์รูปไข่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะหยั่งถึง "ท่านอ๋องทรงทดสอบสติปัญญาของหม่อมฉันด้วย 'ชาสลายกระดูก' ที่ผสมอยู่ในถ้วยสำริดใบนี้ หากหม่อมฉันโง่เขลาเบาปัญญา รีบดื่มเข้าไปเพื่อแสดงความจงรักภักดี ป่านนี้คงได้ไปยมโลกเพื่อรายงานตัวต่อพญายมแล้วกระมังครับ... อภัยด้วยที่หม่อมฉันรักตัวกลัวตาย มากกว่าความอยากพิสูจน์ความจงรักภักดีอย่างไร้เหตุผล" สิ้นคำพูดอันอาจหาญ บรรยากาศภายในห้องโถงพลันเย็นเยียบลงจนแทบกลายเป็นน้ำแข็ง ทหารองครักษ์เงาที่ซ่อนตัวอยู่ตามมุมมืดต่างกลั้นหายใจ มือกระชับด้ามดาบแน่น พร้อมจะพุ่งเข้าปลิดชีพสตรีสามห้าวผู้นี้ได้ทุกเมื่อหากท่านอ๋องมีเพียงกระแสรับสั่งเดียว ทว่า อ๋องเฉินอี้กลับมิได้กริ้วโกรธดังที่คาด ตรงกันข้าม มุมพระโอษฐ์หยักลึกกลับกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม พระองค์ทรงโน้มพระวรกายมาข้างหน้าเล็กน้อย เงาสะท้อนจากคบเพลิงวับแวมอยู่ในดวงเนตรที่ผ่านการฆ่าฟันมานับร้อยสนามรบ "ปากกล้า... สมกับที่เป็นบุตรีของอดีตราชองครักษ์หลี่ผู้ล่วงลับ แต่เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า... นี่คือการทดสอบเดียวที่เจ้ารอดพ้นได้?" ฉับพลันนั้นเอง เสียงกลไกโลหะหนักอึ้งก็ดังขึ้นจากเบื้องหลังกำแพงศิลา ผนังห้องด้านทิศตะวันออกค่อยๆ แยกตัวออกเผยให้เห็นลานประลองมรณะที่กั้นด้วยลูกกรงเหล็กกล้า ด้านในขังพยัคฆ์ลายพาดกลอนตัวมหึมาที่กำลังแยกเขี้ยวคำรามด้วยความหิวกระหาย น้ำลายสีขาวข้นหยดลงบนพื้นหินจนเกิดเสียงดังซู่ ประกายตาของสัตว์ร้ายวับโรจน์ด้วยจิตสังหารอันดิบเถื่อน "ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งก้านธูป... ในการหาทางออกจากคุกใต้ดินแห่งนี้ด้วยมันสมองของเจ้า หากเจ้าหาทางออกไม่พบ หรือแม้แต่ก้าวขาผิดพลาดเพียงครึ่งนิ้ว กรงเล็บของพยัคฆ์ตัวนั้นจะฉีกร่างเจ้าออกเป็นชิ้นๆ เพื่อเป็นอาหารมื้อค่ำ" อ๋องเฉินอี้ตรัสด้วยพระสุรเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความลังเล พระองค์ทรงหยิบถ้วยชาขึ้นจิบเองอย่างใจเย็น ราวกับกำลังชมการแสดงงิ้วชุดโปรดในยามว่าง หลี่ซูเหยียนมิได้แสดงความตื่นตระหนกออกมาแม้แต่น้อย แม้ในใจจะตระหนักดีว่าสถานการณ์นี้แขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม ชายเสื้อยาวลากพื้นกวาดผ่านฝุ่นผงอย่างไม่สะดุ้งสะเทือน สมองอันชาญฉลาดเริ่มหมุนวนประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ *พยัคฆ์หิวโขรก... กลิ่นคาวเลือดจากซากสัตว์ที่มุมห้อง... และทิศทางลมที่พัดผ่านช่องระบายอากาศด้านบน...* นางก้าวถอยหลังสามก้าวอย่างแม่นยำ ขณะที่กรงเหล็กถูกปลดล็อกด้วยกลไกภายนอก เสียงคำรามกึกก้องสะท้อนไปทั่วห้องใต้ดิน เจ้าพยัคฆ์ร้ายพุ่งทะยานออกมาจากความมืดด้วยความเร็วปานสายฟ้า กรงเล็บอันแหลมคมตะปบลงยังจุดที่นางยืนอยู่เมื่อครู่จนพื้นศิลาแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ทว่า หลี่ซูเหยียนมิได้หลบหนีไปทางประตูทางออกที่อยู่ไกลลิบ นางกลับพุ่งตัวเข้าหาเสาหินอัคนีโบราณที่ตั้งอยู่ใจกลางห้อง มือเรียวคว้าคบเพลิงที่ปักอยู่ข้างเสาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แล้วสะบัดเปลวไฟเข้าใส่กองฟางชุบน้ำมันหอมระเหยที่นางสังเกตเห็นตั้งแต่แรกเข้ามารวมไว้ในจุดอับสายตา *ฟึบ!* เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นอย่างรวดเร็ว กลิ่นฉุนของควันไฟและสมุนไพรขับไล่สัตว์ป่าพุ่งเข้าใส่จมูกของพยัคฆ์ร้ายอย่างจัง สัตว์ใหญ่ที่หวาดกลัวต่อประกายไฟชะงักกะทันหัน มันส่งเสียงครางฮื่อในลำคอแล้วถอยร่นกลับไปยังมุมห้องด้วยสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด หลี่ซูเหยียนยืนหอบหายใจเล็กน้อย เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามกรอบหน้าผากเนียน ทว่าดวงตากลับเปล่งประกายความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม นางหันกลับไปสบพระเนตรกับอ๋องเฉินอี้ที่ประทับทอดพระเนตรการกระทำทั้งหมดด้วยความประหลาดใจที่ปิดไม่มิด "ท่านอ๋องทรงใช้พยัคฆ์ทดสอบความกล้า... แต่ทรงลืมไปว่า สัตว์ป่าย่อมกลัวไฟที่แผดเผา เช่นเดียวกับศัตรูที่ย่อมพินาศต่ออุบายที่แยบยล หม่อมฉันผ่านบททดสอบนี้แล้วกระมังครับ?" เสียงหวานใสดังกังวานไปทั่วห้องโถง ท้าทายอำนาจมืดของผู้บัญชาการสูงสุดอย่างไม่เกรงกลัว อ๋องเฉินอี้ทรงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น พระองค์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พระวรกายสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดตัวนางในระยะประชิด กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นอายสงครามแผ่ซ่านกดดันจนแทบหยุดหายใจ พระหัตถ์หนายื่นไปคว้าคางมนของนางไว้เบื้องพระพักตร์ บังคับให้เงยขึ้นสบตาตรงๆ "เจ้าช่างกล้าหาญและชาญฉลาดเกินกว่าที่ข้าคิดไว้จริงๆ หลี่ซูเหยียน..." อ๋องเฉินอี้กระซิบชิดริมฝีปากของนาง น้ำเสียงทุ้มต่ำระคนความชื่นชมและประกายอันตรายลึกล้ำ "แต่จำไว้... ในสนามแห่งอำนาจนี้ ความฉลาดเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอที่จะทำให้เจ้ารอดชีวิตจากเงื้อมมือของข้า" ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบของทหารม้าเร็วก็ดังขึ้นทำลายความเงียบงันจากนอกประตูลับ ตามมาด้วยเสียงตะโกนรายงานด้วยความตื่นตระหนกที่ทำให้บรรยากาศพลิกผันในพริบตา "กราบGราบทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชองครักษ์หลวงนำ 'พระราชโองการลับ' จากเมืองหลวงมาถึงค่ายพักแล้ว โดยมีราชโองการสั่งปลดท่านอ๋องจากการบัญชาการกองทัพบูรพา... และให้ประหารชีวิตกุนซือคนใหม่ทันทีข้อหากบฏ!" -------------------------------------------------- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคมดาบและเล่ห์กลอันลุ่มลึกนี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เย็นโอบไออุ่น กุนซือสาวสยบขุนพลทมิฬ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%