“หากพวกท่านคิดจะเข้ามาเหยียบเรือนหลังนี้โดยไม่มีมารยาท ก็เชิญกลับออกไปทางเดิมเสียเถอะค่ะ!”
เสียงหวีดใสแต่ก้องกังวานตบหน้าความเงียบงันในยามสายได้อย่างเจ็บแสบ ลู่เหวินอวี่ไม่ได้ถอยร่นแม้แต่ก้าวเดียว ร่างเพรียวระหงในชุดผ้าฝ้ายสีซีดแต่สะอาดสะอ้านยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูห้องครัว มือเรียวยังคงถือตะหลิวเหล็กขึ้นสนิมไว้มั่น ปลายเหล็กสะท้อนแสงไฟอ่อนๆ จากเตาฟืนด้านหลัง ขับเน้นให้ดวงตาคู่สวยที่เคยดูโง่เขลาและเอาแต่ใจในอดีต บัดนี้กลับเปล่งประกายคมกริบดั่งใบมีดที่เพิ่งผ่านการลับคม
แม่สามีอย่าง ‘นางเฉิน’ ชะงักกึก ไม้เรียวในมือที่เงื้อมขึ้นเตรียมจะฟาดลงมาค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ริมฝีปากที่อ้าออกเพื่อเตรียมด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายสั่นระริกด้วยความตกตะลึง นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าสะใภ้รองผู้ขี้ขลาดตาขาวและมักจะก้มหน้ารับกรรมอยู่เสมอ จะกล้าลุกขึ้นมาจ้องตานางตรงๆ แถมยังมีรัศมีกดดันบางอย่างที่ทำให้นางรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง
“นัง... นังเด็กเหลือขอ!” นางเฉินกรีดร้องออกมาด้วยความโกรธเกลียวที่ถูกขัดใจ ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด “กล้าดียังไงมาขึ้นเสียงกับฉัน! แกมันตัวกินข้าวเปล่าประโยชน์ สามีไปเป็นทหารส่งเงินมาให้ก็ผลาญจนเกือบหมดบ้าน แถมยังทำตัวเกียจคร้าน วันนี้ถ้าฉันไม่สั่งสอนแกให้หลาบจำ อย่ามาเรียกฉันว่าแม่!”
บรรดาเครือญาติที่แห่แหนกันมาเป็นมุงและเตรียมจะเข้ามาขนย้ายข้าวของต่างส่งเสียงฮือฮาผสมโรง บ้างก็ทำปากยื่นปากยาวรอสมน้ำหน้า บ้างก็ชี้ไม้ชี้มือเข้ามาในเขตบ้านด้วยความโลภที่ปิดไม่มิด พวกเขาจ้องมองไปยังแปลงผักแห้งแล้งและห้องครัวทรุดโทรม ราวกับมันเป็นสมบัติชิ้นงามที่รอวันแบ่งสรรปันส่วน
ลู่เหวินอวี่แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและสมเพชเวทนา ส่งผลให้ผู้คนที่กำลังส่งเสียงดังรอบตัวถึงกับเงียบเสียงลงโดยอัตโนมัติ
“สั่งสอนหรือคะ?” เหวินอวี่ย่างสามขุมเข้ามาใกล้ประตู สายตากวาดมองร่างท้วมของแม่สามีไล่ลงมาถึงไม้เรียวในมือด้วยความเหยียดหยามอย่างไม่คิดจะปิดบัง “ด้วยสิทธิ์อะไรคะ? ในเมื่อทะเบียนสมบัติและการแบ่งเรือนของพวกเราถูกแยกขาดจากกันตั้งแต่สามปีก่อนตามพินัยกรรมของท่านพ่อแล้ว หรือว่าท่านแม่ความจำเสื่อม จนลืมไปหมดแล้วว่าพวกเราไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันมานานแล้ว?”
คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้าเป้าอย่างจัง นางเฉินหน้าถอดสีทันที ริมฝีปากขยับพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ เพราะเรื่องพินัยกรรมนั้นเป็นความจริงที่นางพยายามปกปิดและบิดเบือนมาตลอด เพื่อที่จะได้สูบฉีดเงินทองและเสบียงจากส่วนของสามีเธอมาจุนเจือครอบครัวลูกชายคนโต
“เหลวไหล! แกอย่ามาพูดจาพล่อยๆ นะนังสารเลว!” นางเฉินแผดเสียงกลบเกลื่อนความผิด “ถึงจะแยกบ้าน แต่แกก็ยังอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินของตระกูลเฉิน ข้าวทุกเม็ด น้ำทุกหยดที่แกกินเข้าไปก็มาจากหยาดเหงื่อของพวกเรา!”
“หยาดเหงื่อของพวกท่านหรือคะ?” เหวินอวี่เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง รอยยิ้มเยาะเย้ยปรากฏขึ้นที่มุมปาก “ตั้งแต่ฉันแต่งเข้ามาในบ้านหลังนี้ สามปีที่ผ่านมา มีวันไหนบ้างที่พวกท่านไม่ส่งคนมาขนข้าวสารออกไปจนเกือบหมดถัง มีวันไหนบ้างที่ฉันไม่ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานหนักจนมือแตกเป็นแผลเพื่อหาเลี้ยงพวกท่าน ความอดทนของฉันมีขีดจำกัดนะคะ และวันนี้... ฉันหมดความอดทนแล้วค่ะ”
บรรยากาศรอบตัวราวกับลดฮวบลงจนหนתาวเหน็บ ลู่เหวินอวี่สูดหายใจเข้าลึกๆ สมองที่ผ่านการเป็นเชฟมือหนึ่งในภัตตาคารระดับมิชลินมาแล้ว พลิกฟื้นความทรงจำและการคำนวณต้นทุนกำไรอย่างรวดเร็ว ในยุคสมัยที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ การอยู่ร่วมกับปลิงดูดเลือดรังแต่จะทำให้ชีวิตพังทลาย ทางเดียวที่จะรอดและสร้างอาณาจักรความมั่งคั่งขึ้นมาได้ คือการตัดเนื้อร้ายทิ้งเสียตั้งแต่ตอนนี้
“วันนี้ ฉัน ‘ลู่เหวินอวี่’ ขอประกาศต่อหน้าธารกำนัล ณ ที่นี้” เสียงหวานใสแต่หนักแน่นกังวานไปทั่วบริเวณ ทำให้ทุกคนถึงกับอ้าปากค้าง “พวกเราขอ ‘แยกบ้าน’ อย่างเด็ดขาดในวันนี้! ทรัพย์สินทุกชิ้น ข้าวของทุกอย่างในอาณาเขตเรือนหลังนี้เป็นสิทธิ์ขาดของฉันแต่เพียงผู้เดียว ห้ามผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นญาติสนิทมิตรสหายหน้าไหน เข้ามาเหยียบย่างหรือฉวยโอกาสเอาทรัพย์สินไปแม้แต่ชิ้นเดียว!”
“นัง... นังสะใภ้ตัวดี แกฝันไปเถอะ!” นางเฉินปรี่เข้าไปใกล้ประตูเงื้อมไม้เรียวหมายจะฟาดลงมาสั่งสอนความอวดดีให้หลาบจำ
แต่ทว่า... ลู่เหวินอวี่เร็วกว่า เธอไม่หลบ แต่กลับก้าวเท้าไปข้างหน้า มือเรียวคว้าจับปลายไม้เรียวไว้ได้อย่างแม่นยำ แรงกระชากอันเฉียบขาดทำให้นางเฉินเสียหลักเซถลาเกือบล้มหน้าคะมำ ท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความตกใจของบรรดาญาติโยม
เหวินอวี่โน้มตัวลงกระซิบข้างหูแม่สามีด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่ได้ยินกันเพียงสองคน “ถ้าไม่อยากให้เรื่องที่ท่านแอบยักยอกเงินบำเหน็จทหารของลูกชายตัวเองไปเล่นการพนันแพร่สะพัดไปทั่วกองอำนวยการอำเภอ... ก็ไสหัวออกไปจากเขตบ้านของฉันเดี๋ยวนี้ค่ะ!”
ดวงตาของนางเฉินเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือดราวกับกระดาษ ไร้ซึ่งความฮึกเหิมเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง ร่างอ้วนท้วมสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก นางไม่นึกเลยว่าความลับดำมืดที่สุดจะถูกสะใภ้ผู้เคยโง่งงล่วงรู้ได้อย่างไร
ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดจนแทบระเบิด และทุกคนกำลังอึ้งงันกับความเด็ดขาดของสะใภ้ตัวแสบนั้นเอง
*แอ๊ด...*
เสียงประตูรั้วไม้หน้าบ้านที่ปิดสนิทถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวเข้มที่คุ้นตา กลิ่นอายความดุดันและบรรยากาศอันเคร่งขรึมแผ่ซ่านออกมาจากตัวชายหนุ่มผู้เพิ่งก้าวเข้ามา ใบหน้าคมคายไร้รอยยิ้ม ดวงตาลึกล้ำกวาดมองสถานการณ์ตรงหน้าด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
“เกิดอะไรขึ้นที่นี่?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทำเอาทุกคนในบริเวณนั้นถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ทว่าลู่เหวินอวี่กลับนิ่งค้างไปชั่วขณะเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมกริบของสามีหนุ่มผู้ซึ่งควรจะยังปฏิบัติภารกิจอยู่ที่ชายแดน!
ฝากติดตามและเป็นกำลังใจให้นักเขียน "ชาเขียวแก้วร้าย" ด้วยนะคะ
มื้อพิเศษของสะใภ้ตัวแสบ: พลิกฟาร์มร้างให้เป็นอาณาจักรล้ำยุค•ตอนที่ 2
ประกาศกร้าว! ใครว่าฉันยอมแพ้
ผลงานโดย ชาเขียวแก้วร้าย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชาเขียวแก้วร้าย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มื้อพิเศษของสะใภ้ตัวแสบ: พลิกฟาร์มร้างให้เป็นอาณาจักรล้ำยุค นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
