เสียงหัวเราะเยาะหยันที่ดังระคนกับเสียงซุบซิบนินทาภายในห้องจัดเลี้ยงหรูหราของโรงแรมระดับห้าดาวราวกับเข็มพิษนับร้อยเล่มที่กำลังพุ่งตรงเข้าปักทุกลารางสังหรณ์ของมินตรา ใบหน้าเรียวสวยซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริกขณะที่มือเรียวบางกำชายกระโปรงเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์จนยับยู่ยี่ เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอเบ้า ไม่ใช่เพราะความเสียใจที่ตนเองต้องตกเป็นจำเลยสังคม แต่เป็นเพราะผู้ชายที่ยืนเคียงข้างเธอในฐานะ “เจ้าบ่าว” กำลังตกเป็นเป้าของการรุมทึ้งจากฝูงไฮโซจอมปลอมเหล่านี้ต่างหาก
“ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าเธอเอาสมองส่วนไหนคิดนะมินตรา ถึงได้เลือกผู้ชายกระจอกๆ ที่แม้แต่ค่าเช่าชุดแต่งงานยังต้องผ่อนส่งมาเป็นสามี”
เสียงแหลมสูงของกุลธิดา แม่แท้ๆ ของเจ้าสาวดังแทรกทะลุเสียงดนตรีคลอเบาๆ ในงาน ผู้เป็นแม่กอดอกเชิดหน้าขึ้นด้วยความรังเกียจ สายตาดุจดั่งมองมดปลวกกวาดมองภคินตั้งแต่หัวจรดเท้า สูทสีดำราคาถูกตัดเย็บด้วยเนื้อผ้าโหลๆ ไร้ซึ่งป้ายแบรนด์เนมปรากฏบนปกเสื้อ คือหลักฐานชิ้นเอกที่ตอกย้ำความยากจนข้นแค้นในสายตาของตระกูลผู้ดีตีนเปล่าอย่างพวกเธอ
ภคินยังคงยืนนิ่งสงบ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราบเรียบไร้ระลอกคลื่นแห่งความโกรธเกรี้ยว ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบขนตาดกหนาทอดมองไปยังแม่ยายด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก มันไม่ใช่ความหวาดกลัว หรือความอับอาย แต่มันคือสายตาสุดท้ายของนักล่าที่กำลังมองเหยื่อผู้โง่เขลาเดินตกลงไปในหลุมพรางที่ขุดไว้ด้วยความเต็มใจ
“คุณแม่คะ... คินเขาตั้งใจทำงานเก็บเงินมาตลอดเพื่อเราสองคนนะคะ” มินตราเอ่ยเสียงสั่นเครือ แม้ในยามวิกฤตเช่นนี้ เธอก็ยังคงก้าวออกมาบังร่างของสามีไว้ด้วยความปกป้อง สองปีที่ผ่านมา มีเพียงผู้ชายคนนี้ที่จับมือเธอฝ่าฟันมรสุมชีวิต ทั้งหนี้สินของครอบครัวที่แม่ผลาญเล่น และการดูถูกเหยียดหยามจากสังคมรอบข้าง สำหรับเธอแล้ว ภคินคือบ้าน... คือพื้นที่ปลอดภัยเดียวในโลกอันโหดร้ายนี้
“ทำงานเก็บเงินเหรอ? หึ! อย่ามาตลกหน่อยเลยมินตรา” ธนวินท์ ทายาทหนุ่มตระกูลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ผู้เป็นอดีตคู่หมั้นที่ถูกเขี่ยทิ้ง ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน เขาสวมสูทแบรนด์เนมสั่งตัดพิเศษ ประดับเข็มกลัดเพชรเม็ดโตที่ส่องประกายล้อกับแสงไฟระยิบระยับ ธนวินท์ยกมือขึ้นกอดอก ปรายตามองภคินด้วยความสมเพชเวทนา
“ดูสภาพมันสิ มินตรา นาฬิกาข้อมือก็ไม่มีใส่ รองเท้าหนังก็หัวทู่ราคาไม่กี่บาท แกนี่มันตัวถ่วงชีวิตของมินตราจริงๆ ไอ้จนตรอก!” ธนวินท์จงใจกระแทกเสียงใส่หน้าภคิน หวังจะให้ชายหนุ่มเกิดอาการอับอายขายหน้าจนต้องซมซานหนีออกไปจากงาน แต่น่าแปลกที่ภคินกลับเพียงแค่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบานั้นเย็นเยียบเสียจนธนวินท์รู้สึกเสียวสันหลังวาบอย่างไม่มีสาเหตุ
“แล้วคุณธนวินท์คิดว่า... คนที่ใส่สูทราคาหลักแสน แต่งตัวดูภูมิฐาน แต่เบื้องหลังบริษัทกำลังจะล้มละลายเพราะเอาเงินไปหมุนในบ่อนการพนันอย่างคุณ มีสิทธิ์มาตัดสินใครเหรอครับ?”
น้ำเสียงนุ่มทุบแต่ทรงพลังเอ่ยขึ้นราบเรียบ ทว่าทุกคำกลับคมกริบราวกับใบมีดโกนที่กรีดลงบนกลางใจของธนวินท์ รอยยิ้มเยาะบนใบหน้าของทายาทหนุ่มแข็งค้างทันที ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว
“แก... แกพูดบ้าอะไรวะ! อย่ามาปากพล่อยนะไอ้ไพร่!” ธนวินท์แผדเสียงลั่นด้วยความร้อนตัว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด
“ปากพล่อยอย่างนั้นหรือ?” ภคินก้าวเท้าออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างสูงสง่าแผ่ซ่านบรรยากาศกดดันบางอย่างออกมาอย่างเงียบเชียบ ทว่ากลับทรงอิทธิพลจนแขกเหรื่อรอบข้างถึงกับต้องถอยร่นโดยอัตโนมัติ “บริษัท ธนวินวินจำกัด กำลังขาดสภาพคล่องสุทธิสามร้อยล้านบาท หุ้นกู้ชุดใหม่กำลังจะครบกำหนดไถ่ถอนในสัปดาห์หน้า และบัญชีลับที่คุณใช้ยักยอกเงินบริษัทไปปรเปอเรอเด็กในสต็อก... ผมต้องการให้ผมเอ่ยชื่อเด็กคนนั้น ออกไมโครโฟนตรงนี้ไหมครับ คุณธนวินท์?”
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องจัดเลี้ยงทันที ราวกับมีคนกดปุ่มปิดเสียงรอบตัว แขกเหรื่อต่างหันมามองหน้ากันด้วยความตกตะลึง กุลธิดาหน้าถอดสี หันขวับไปมองหน้าธนวินท์สลับกับภคินด้วยความไม่เชื่อหู
“วะ... ไร้สาระ! แกมันก็แค่ไอ้กระจอกไม่มีหัวนอนปลายเท้า จะไปรู้เรื่องวงการธุรกิจได้ยังไง! รปภ.! รปภ. อยู่ไหน! ลากตัวไอ้บ้านี่ออกไปจากงานเดี๋ยวนี้!” กุลธิดาแผดเสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก เธอทนไม่ได้ที่งานแต่งงานหน้าตาทางสังคมของตนเองต้องมาพังทลายลงเพราะคำพูดของไอ้ลูกเขยยากจนคนนี้
ทว่า... ไม่มีรปภ. คนไหนขยับตัวเข้ามาสักคน ทุกคนต่างยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสะกดจิต
ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นจำนวนมากก็ดังขึ้นจากด้านนอกประตูห้องจัดเลี้ยง ประตูไม้บานคู่แกะสลักลวดลายวิจิตรถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของชายชุดดำไม่ต่ำกว่าสิบคน สวมสูทสากลเรียบร้อย ใบหน้าเคร่งขรึมจริงจัง และที่สำคัญที่สุดคือ... เบื้องหน้าของพวกเขาคือชายวัยกลางคนสวมแว่นตาทองคำ ท่าทางนอบน้อมราวกับเลขาธิการมืออาชีพ ผู้ซึ่งถือกระเป๋าเอกสารหนังแท้สีดำสนิทเดินตรงดิ่งเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของภคิน
ก่อนที่ทุกคนในห้องจะทันได้ตั้งตัว เลขาธิการวัยกลางคนผู้นั้นก็โค้งคำนับลงเก้าสิบองศาอย่างสุดซึ้ง จนหน้าผากเกือบจะแตะพื้น ท่ามกลางความตกตะลึงตาค้างของแขกเหรื่อทั้งห้อง
“ท่านประธานครับ... เอกสารการเข้าซื้อกิจการทั้งหมดของตระกูลธนวินท์ และสัญญาโอนกรรมสิทธิ์โรงแรมแห่งนี้ พร้อมให้ท่านเซ็นอนุมัติเรียบร้อยแล้วครับ”
เสียงทุ้มต่ำของเลขาธิการดังชัดเจนก้องกังวานไปทั่วทั้งห้อง หัวใจของมินตรากระตุกวูบ เธอหันขวับไปมองสามีข้างกายด้วยดวงเบิกกว้าง ลมหายใจสะดุดกักค้างอยู่ที่ลำคอ
ภคินค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบปากกาหมึกซึมราคาแพงมหาศาลจากมือเลขาขึ้นมาอย่างใจเย็น ดวงตาคมกริบทอดมองไปยังกุลธิดาและธนวินท์ที่ยืนตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากของมหาเศรษฐีผู้กุมชะตาชีวิตของทุกคนไว้ในกำมือ
“ยินดีต้อนรับสู่ความพินาศ... ของจริงครับ แม่ยาย”
ต้นไม้ริมระเบียง
(ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมา ณ จุดเริ่มต้นอันเข้มข้นนี้นะคะ)
ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน•ตอนที่ 1
วันวิวาห์แห่งความอัปยศ
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานสายเปย์กับเลขาหน้าเงิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!