กระบี่เย้ยจันทรากับนางพญาโลหิต•ตอนที่ 21

เบาะแสสุดท้าย

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
"หากข้าก้าวพลาดไปเพียงครึ่งชốn ศพของเฒ่าชราเช่นข้าคงกลายเป็นปุ๋ยบำรุงรากท้อหลังโรงเตี๊ยมไปนานแล้ว... ไป๋ซืออวี้ เจ้าเด็กเวร สุราดีในไหของเจ้า ยังเหลือให้คนใกล้ตายได้ดื่มส่งท้ายอีกสักจอกหรือไม่?" เสียงแหบแห้งราวกระดาษทรายถูกขัดถู ดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องพักยับเยิน ภายในหอพักร้างริมชายป่าทึบ เขตแดนรอยต่อระหว่างยุทธจักรฝ่ายธรรมะและอธรรม กลิ่นอายคาวเลือดและกลิ่นอับชื้นของหยาดฝนเมื่อยามค่ำคืนยังคงลอยอบอวลอยู่ในบรรยากาศ ไป๋ซืออวี้ไม่เอ่ยวาจาใด ร่างเพรียวระหงในชุดคลุมสีขาวเปื้อนฝุ่นนั่งไขว่ห้างอยู่บนขอบหน้าต่างที่พังทลาย ดวงตาคมกริบดั่งใบกระบี่ทอดมองไปยังความมืดมิดเบื้องล่าง ในมือข้างหนึ่งถือไหสุราหอมกรุ่นที่เพิ่งกระดกย้อมใจ ปล่อยให้รสชาติเผ็ดร้อนบาดคอแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์ ก่อนที่เขาจะโยนไหสุราอีกใบในมือขวาลงไปเบื้องล่างอย่างไม่แยแส *แปะ!* จอมยุทธ์เฒ่าชีวาโรจน์ ผู้มีฉายา 'กระบี่ไร้พ่ายร้อยบูรพา' ในอดีต ปัจจุบันเหลือเพียงร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์จากลมปราณมารสวรรค์คว้าจับไหสุรากลางอากาศไว้ได้อย่างแม่นยำ แม้ลมหายใจจะรวยริน แต่แววตายังคงฉายแววหวาดผวาเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสามวันก่อนที่เขาเกือบเอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่นั่น "สำนักมารสวรรค์..." ไป๋ซืออวี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็ง ดึงบรรยากาศรอบตัวให้กดดันลงอย่างฉับพลัน "สถานที่ที่แม้แต่เงาของยมทูตยังต้องเดินอ้อม เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าเบาะแสคัมภีร์สวรรค์และร่องรอยการล่มสลายของสำนักกระบี่เย้ยจันทราเมื่อสิบปีก่อน อยู่ที่ก้นหุบเหวอเวចนั้นจริง?" จอมยุทธ์เฒ่าเปิดจุกไหซดสุราอึกใหญ่สำลักออกมาเป็นลิ่มเลือดสีดำ ก่อนจะหัวเราะแหบแห้งอย่างน่าเวทนา "แคะ! แค่ก! เจ้าคิดว่าคนอย่างข้าจะเอาชีวิตเกือบครึ่งร้อยปีไปเสี่ยงเล่นๆ เพื่อหลอกลวงเจ้าหรือ? ไป๋ซืออวี้... เจ้ารู้จักข้าดีน้อยไป หากไม่ใช่เพราะข้าแอบลอบเข้าไปถึงเขตหวงห้ามชั้นในของ 'ตำหนักโลหิตทมิฬ' และเห็นกับตาตัวเองว่า 'มัน' ผู้เป็นประมุขสำนักมารสวรรค์กำลังฝึกฝนเคล็ดวิชาดูดกลืนวิญญาณที่ใช้คัมภีร์สวรรค์เป็นสื่อกลาง ข้าคงไม่ถูกตามล่าจนหอบสังขารมาตายรังที่นี่หรอก!" สิ้นคำพูดนั้น ภายในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันอีกครา มุมห้องมืดสลัว ร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเทพเซียนผู้สูงส่ง กำลังยืนนิ่งสงบราวกับรูปสลักน้ำแข็ง มู่หรงเสวี่ย (นางพญาโลหิตกระบี่น้ำแข็ง) ปรายตามองจอมยุทธ์เฒ่าด้วยแววตาไร้ซึ่งความปรานี ปราณไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกจากร่างของนางจนหยดน้ำฝนที่เกาะอยู่ตามขอบหน้าต่างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตา "คนของสำนักมารสวรรค์... พวกมันสมควรตายหมดยุทธภพ" น้ำเสียงหวานใสแต่เย็นชาดั่งมาจากขุมนรกเอ่ยขึ้น นางกุมด้ามกระบี่น้ำแข็งประจำกายแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด ความแค้นร้าวลึกในการสังหารล้างบางตระกูลมู่หรงเมื่อหลายปีก่อนยังคงฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของนาง ดั่งไฟสุมำที่ไม่มีวันดับมอดลงได้ ไป๋ซืออวี้หันกลับมามองสตรีผู้เป็นทั้งคู่ปรับและสหายร่วมเป็นร่วมตายในยุทธภพ แววตากวนประสาทที่มักปรากฏอยู่เป็นนิจในยามปกติบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังลึกซึ้ง เขายกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย ยื่นมือไปตบไหล่บางของมู่หรงเสวี่ยเบาๆ เป็นเชิงปลอบประโลม "เสวี่ยเอ๋อร์ อย่าเพิ่งรีบเดือดดาลจนกระบี่ในมือเจ้าสูญเสียความเยือกเย็นไป" ไป๋ซืออวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทรงพลัง "การไปเยือนสำนักมารสวรรค์ครั้งนี้ มิใช่การเดินทางไปท่องเที่ยวชมจันทร์ แต่เป็นการไปทวงคืนความยุติธรรมที่พวกเราต่างรอคอยมานานนับทศวรรษ หากพวกมันซ่อนตัวอยู่ในดินแดนอสูรโลหิตจริง ต่อให้เป็นขุมนรกอเวจี ข้า... ไป๋ซืออวี้ผู้นี้ก็จะใช้กระบี่ในมือฟันผ่ามันออกมาให้ดู" จอมยุทธ์เฒ่ามองคนทั้งสองด้วยแววตาทึ่งระคนหวาดหวั่น พลังลมปราณของคนหนุ่มสาวคู่นี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก คนหนึ่งคือผู้สืบทอดกระบี่สุราไร้ลักษณ์ผู้ลึกล้ำคาดเดาไม่ได้ อีกคนคือนางพญาผู้ครอบครองเคล็ดวิชาเยือกแข็งไร้เทียมทาน หากพลังของทั้งสองผสานกัน เกรงว่าฟ้าดินในยุทธภพครานี้คงต้องสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างแน่นอน "ข้อมูลทั้งหมดที่ข้ารวบรวมมา... อยู่ในแผ่นหยกนี้แล้ว" จอมยุทธ์เฒ่าล้วนหยิบแผ่นหยกสีเขียวมรกตที่เปรอะเปื้อนคราบเลือดออกมาจากอกเสื้อ ส่งมอบให้แก่ไป๋ซืออวี้ด้วยมือที่สั่นเทา "แผนที่ค่ายกลปกป้องหุบเขาอสูรโลหิต เวลาที่กองกำลังหลักของสำนักมารสวรรค์ออกลาดตระเวน รวมถึง... ทางลับที่สามารถลอบเข้าไปถึงตำหนักชั้นในได้โดยไม่ถูกค่ายกลตรวจจับ... ข้าฝากทุกอย่างไว้กับพวกท่านแล้ว" ทว่า... ในวินาทีที่ไป๋ซืออวี้ยื่นมือไปรับแผ่นหยกนั้น *ตูมมมม!* เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ดังขึ้นจากบริเวณชั้นล่างของหอพักร้าง แรงปะทะมหาศาลซัดสาดจนผนังไม้และเสาเรือนพังทลายลงมาเป็นจุล เศษฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วทิศทาง ลมปราณมารอันชั่วร้ายและดุดันสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับอสูรกายร้ายที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหล "ฮ่าๆๆๆ! ช่างเป็นภาพที่น่าซาบซึ้งใจเสียจริง เหล่าหนอนแมลงที่หลบซ่อนอยู่ในซากปรักหักพัง พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่าหนีพ้นสายตาของท่านประมุขแห่งสำนักมารสวรรค์มาได้?" เสียงหัวเราะเยือกเย็นก้องกังวานเสียดแก้วหู ดังทะลุผ่านม่านฝุ่นควันเข้ามา ไป๋ซืออวี้หรี่ตาลงคมกริบ ร่างของเขากระโดดถอยหลังมาคุ้ม กันมู่หรงเสวี่ยและจอมยุทธ์เฒ่าไว้ในพริบตา กระบี่สุราไร้ลักษณ์ในฝักเริ่มสั่นระริกส่งเสียงร้องคำรามเบาๆ ราวกับตื่นเต้นที่จะได้ลิ้มรสโลหิตของศัตรู ทว่า สิ่งที่ทำให้แม้แต่ไป๋ซืออวี้ต้องชะงักงันและแววตาฉายแววตกตะลึงเป็นครั้งแรก คือเงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทที่ค่อยๆ ก้าวเดินผ่านกลุ่มควันเข้ามาอย่างเชื่องช้า ไอสังหารสีดำทมิฬที่แผ่พุ่งออกมาจากตัวบุคคลผู้นั้น ทำให้บรรยากาศรอบกายหนתาวเหน็บจนถึงกระดูกดำ และเมื่อเงาร่างนั้นเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้หมวกคลุม... ลมหายใจของไป๋ซืออวี้ก็พลอยสะดุดลงทันที "ทะ... ท่านอาจารย์?!" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าสายลมและคมกระบี่มาด้วยกันจนถึงบทนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เย้ยจันทรากับนางพญาโลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%