จอกสุราหยกเขียวในมือขวาของไป๋ซืออวี้สั่นไหวเล็กน้อยตามจังหวะการกระแทกของกระบี่หักครึ่งเล่มที่ปักคาอยู่บนพื้นไม้เก่าคร่ำคร่าของโรงเตี๊ยมรกร้างชายแดน
"สุราสามจอกนี้ ข้าดื่มให้มิตรสหายผู้ล่วงลับ ดื่มให้ความอยุติธรรมของยุทธภพ… และดื่มให้ความโง่เขลาของพวกเจ้าที่เลือกมาตายในสถานที่อับโชคเช่นนี้"
สุราฤทธิ์แรงกล้าไหลรินผ่านลำคอ รสชาติเผ็ดร้อนบาดลึกดึงสติของชายหนุ่มให้ตื่นเต็มตา ดวงตาคู่คมกวาดมองร่างไร้ลมหายใจของมือสังหารพรรคมารหกศพที่นอนระเกะระกะอยู่เบื้องล่าง เลือดสีแดงฉานตัดกับพื้นไม้สีหม่นส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง ชวนให้คลื่นไส้ แต่มันกลับเป็นฉากหลังที่เหมาะสมยิ่งกับการร่ำสุราเคล้าเสียงลมหายใจรวยรินของเหยื่อรายสุดท้าย
กริ๊บ!
เสียงคมกระบี่กระทบฝักดังแว่วมาจากมุมมืดของบันไดชั้นสอง ไป๋ซืออวี้ไม่แม้แต่จะหันไปมอง เขายังคงรินสุราลงในจอกด้วยท่าทีเอื่อยเฉื่อยราวกับโลกใบนี้ไม่มีเรื่องใดน่าตื่น
"ฝีมือการสะบัดกระบี่ของเจ้าถือว่าไม่เลว 'กระบี่สุราไร้ลักษณ์' ไป๋ซืออวี้… แต่ทว่าความระแวดระวังกลับต่ำต้อยเสียยิ่งกว่าขอทานข้างถนน"
เสียงทุ้มต่ำแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่ร่อนลงมาจากคานไม้เบื้องบนอย่างเงียบเชียบ ปราศจากแม้แต่เสียงลมพัดผ่าน นางคือ 'ไป๋ซืออวี้'… มิใช่ นางคือมู่หรงเสวี่ย!
ผิดแล้ว… มู่หรงเสวี่ยยังไม่ปรากฏตัวในยามนี้ ร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาคือมือสังหารอันดับหนึ่งแห่งพรรคมารโลหิต 'เจี้ยนอู๋หลุน' ผู้ใช้กระบี่โลหิตทมิฬ
ไป๋ซืออวี้แค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ เขายกจอกสุราขึ้นจิบอีกครา ดวงตาเรียวรีมองสำรวจสตรีลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทที่เพิ่งเดินก้าวออกมาจากเงาเสา นางสวมหน้ากากเงินครึ่งซีก ปิดบังใบหน้าครึ่งบนไว้ ทว่ารังสีอำมหิตและกลิ่นอายปราณกระบี่เยือกเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างกลับทำให้บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมลดฮวบลงจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งบางๆ เกาะตามขอบหน้าต่าง
"แม่นาง… ยามวิกาลเช่นนี้ สตรีผู้สูงศักดิ์ไม่ควรเที่ยวเร่ร่อนในสถานที่อโคจรเช่นนี้หรอกนะครաբ" ไป๋ซืออวี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงกวนประสาท รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอย่างไม่ยี่หระ "หรือว่าเจ้าติดใจรสชาติสุราของข้า อยากจะลองดื่มร่วมกันสักจอกก่อนตาย?"
"ปากกล้าตายนัก!" เจี้ยนอู๋หลุนสะบัดข้อมือ กระบี่โลหิตในมือพลانเปล่งแสงสีแดงฉานดั่งโลหิตสดๆ อุณหภูมิรอบกายแปรเปลี่ยนเป็นร้อนระอุสลับกับหนาวเหน็บ นี่คือ 'เคล็ดวิชาเพลิงโลหิตผลาญวิญญาณ' อันเลื่องชื่อของพรรคมาร
พริบตาเดียว ร่างของเจี้ยนอู๋หลุนก็เลือนหายไปจากจุดเดิม เหลือไว้เพียงภาพติดตาและประกายแสงสีแดงที่พุ่งตรงมายังลำคอของไป๋ซืออวี้ เร็ว! เร็วจนแทบมองไม่ทันแม้แต่เงา!
ทว่า… ไป๋ซืออวี้กลับยังคงนั่งนิ่งราวกับรากไม้ ปล่อยให้ลมกระบี่แหลมคมพุ่งเข้ามาใกล้จนเส้นผมสีดำสนิทปลิวไสว
*เปรี้ยง!*
เสาไม้หลักของโรงเตี๊ยมขาดสะบั้นลงในพริบตา เศษไม้กระจายว่อน ฝุ่นตลบอบอวล แต่มือสังหารพรรคมารกลับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เพราะปลายกระบี่ของนางมิได้สัมผัสโดนเนื้อหนังของเป้าหมายแม้แต่น้อย มันกลับแทงทะลุผ่านเพียงภาพติดตาที่หลงเหลือไว้!
"เจ้ามองหาใครอยู่หรือ?"
เสียงกระซิบดังขึ้นที่ข้างหู เจี้ยนอู๋หลุนสะท้านเฮือก ขนลุกชันไปทั้งร่าง สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องลั่น นางหมุนตัวตวัดกระบี่กลับหลังฟันอย่างไร้ทิศทางทันที
*เคร้ง!*
ประกายไฟสว่างวาบยามที่เหล็กกล้าปะทะกันอย่างรุนแรง แรงกระแทกส่งผลให้เจี้ยนอู๋หลุนต้องกระถอยหลังไปสามก้าว ลมหายใจติดขัด เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง นางก็พบว่าไป๋ซืออวี้มายืนพิงกรอบหน้าต่างอยู่ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ มือข้างหนึ่งยังคงถือจอกสุราไว้มั่น ราวกับเขาไม่เคยขยับเขยื้อนไปไหนเลยด้วยซ้ำ
"วิชาตัวเบาไม่เลว… แต่อารมณ์ร้อนเกินไปหน่อย ย우ยยี่หระกับความแค้นมากเกินไป สุดท้ายกระบี่ในมือย่อมไร้ซึ่งความเที่ยงธรรม" ไป๋ซืออวี้เอ่ยสั่งสอนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยสัจธรรมอันลึกล้ำที่ทำให้มือสังหารสาวถึงกับคิ้วกระตุก
"เจ้า… เจ้าเป็นใครกันแน่! สำนักกระบี่สุราไร้ลักษณ์สูญสิ้นไปตั้งแต่สิบปีก่อนแล้ว เหตุใดวิชาของเจ้าจึงยังคงหลงเหลืออยู่!" เจี้ยนอู๋หลุนเค้นเสียงถามด้วยความเคียดแค้น ดวงตาภายใต้หน้ากากวาวโรจน์ด้วยจิตสังหาร
ไป๋ซืออวี้หุบยิ้มลงชั่วขณะ แววตาคู่คมทอประกายความเศร้าสร้อยที่ลึกล้ำยากหยั่งถึงออกมาชั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะถูกกลบฝังด้วยรอยยิ้มกวนประสาทตามเดิม
"คนตายไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อหรอกนะครաբ… รู้เพียงแค่ว่า วันนี้ สุราจอกนี้ของข้า จะต้องใช้เลือดของเจ้ามาเติมเต็มให้เต็มจอกก็พอ"
สิ้นคำพูด ประกายแสงสีฟ้าครามดั่งจันทราในคืนอับแสงก็พลานสว่างวาบออกจากฝักกระบี่เก่าๆ ที่เหน็บอยู่ข้างเอว
ไป๋ซืออวี้ยังมิได้ชักกระบี่ออกมาจากฝักอย่างเต็มตัว เป็นเพียงการขยับนิ้วโป้งดันโคนกระบี่ให้เลื่อนหลุดจากปากฝักเพียงหนึ่งนิ้ว… ทว่าอานุภาพปราณกระบี่ที่ระเบิดออกมากลับรุนแรงรากับคลื่นพายุที่พร้อมจะฉีกกระชากฟ้าดินให้ขาดเป็นสองท่อน!
เจี้ยนอู๋หลุนหวีดร้องด้วยความตื่นตระหนก นางรวบรวมลมปราณทั้งหมดที่มีหลอมรวมเข้ากับกระบี่โลหิตในมือ สร้างเป็นโล่โลหิตหนาทึบหมายจะต้านทานการโจมตีนี้
ทว่า… ในวินาทีที่ปลายกระบี่ของไป๋ซืออวี้หลุดออกจากฝักอย่างสมบูรณ์ เสียงคำรามดั่งอสนีบาตฟาดผ่าก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วผืนป่าชายแดน ท้องน้ายามราตรีที่เคยเงียบสงบพลันปรากฏรอยแยกสีดำสนิทของมิติที่ฉีกขาดออกจากกัน!
และก่อนที่คมกระบี่จะพุ่งปะทะร่างของมือสังหารพรรคมาร ประตูไม้เก่าแก่ของโรงเตี๊ยมก็ถูกพลังปราณภายนอกกระแทกจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง
เงาร่างระหงในชุดอาภรณ์สีฟ้าครามปักลายเมฆาและเกล็ดน้ำแข็งก้าวเท้าเดินเข้ามาท่ามกลางละอองฝุ่น กลิ่นอายความเย็นเยือกที่สะท้านไปถึงกระดูกดำแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ นางคือ 'มู่หรงเสวี่ย' นางพญาโลหิตกระบี่น้ำแข็งผู้เลื่องชื่อ… และนางไม่ได้มาเพื่อเจรจา!
"ไป๋ซืออวี้… หนี้เลือดสิบปีก่อน ระหว่างสำนักของเจ้ากับตระกูลข้า วันนี้เราต้องสะสรกันให้จบ!"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับ "เซียนสุราเมามาย" ในบทนี้นะครับ
กระบี่เย้ยจันทรากับนางพญาโลหิต•ตอนที่ 1
สุราหนึ่งจอก กระบี่หนึ่งเล่ม
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เย้ยจันทรากับนางพญาโลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!