เสียงหมึกซึมจากปลายปากกาฟาวน์tain pen ราคาแพงระยับ เสียดสีลงบนกระดาษปอนด์เนื้อหนา มันเป็นเสียงที่แห้งแล้งและเด็ดขาด ราวกับเสียงของกรรไกรที่กำลังตัดผ่านเส้นด้ายเส้นสุดท้าย ซึ่งโยงใยชีวิตแต่งงานเจ็ดปีเข้าด้วยกัน
รินรดากดน้ำหนักมือลงบนปลายปากกาอย่างมั่นคง ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการสั่นไหว ปลายเล็บที่ถูกตัดแต่งอย่างไร้ที่ติบรรจงลากเส้นตัวอักษรชื่อสกุลของเธอลงไปบนช่องว่าง บรรทัดสุดท้ายของเอกสารหยขาดกระดาษแผ่นนั้น ไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าใบเสร็จรับเงินที่ระบุว่า ‘หมดหนี้สินต่อกัน’
“คุณแน่ใจแล้วใช่ไหมริน”
เสียงของธันวาดังขึ้นจากฝั่งตรงข้ามของโต๊ะทำงานไม้มะฮอกกานีตัวใหญ่ มันเป็นเสียงที่พยายามรักษาความราบเรียบเอาไว้ ทว่าเจือด้วยความหงุดหงิดระคนไม่เข้าใจอย่างปิดไม่มิด ชายหนุ่มในชุดสูทตัดเย็บเนี๊ยบกริบขยับตัวเล็กน้อย ดวงตาคมกริบมองเอกสารแผ่นนั้นสลับกับใบหน้าของอดีตภรรยาด้วยความรู้สึกที่ประเมินค่าไม่ได้ เขาคือผู้ทรงอิทธิพลในวงการอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของโครงการคอนโดมิเนียมหรูนับสิบแห่ง ผู้ชายที่ไม่เคยต้องพ่ายแพ้หรือเสียการควบคุมให้แก่สิ่งใด… ยกเว้นในวินาทีนี้
“ค่ะ—อ้อ ขออภัยครับ ผมติดปาก” รินรดาชะงักไปนิดเมื่อเกือบหลุดคำพูดเก่าๆ ออกมา เธอเงยหน้าขึ้นสบตาอดีตสามีด้วยแววตาที่ว่างเปล่าจนน่ากลัว “ฉันตรวจทานทุกถ้อยคำอย่างละเอียดแล้วครับ คุณธันวา ไม่มีอะไรตกหล่น ทรัพย์สินส่วนตัวของฉัน ฉันไม่เคยร้องขอ ส่วนหุ้นในบริษัทของคุณและบ้านหลังนี้… ฉันสละสิทธิ์ทุกประการตามที่คุณเคยประกาศกร้าวไว้เมื่อเดือนก่อน”
คำพูดนั้นทำให้สันจมูกของธันวากระตุกวูบ ภาพความทรงจำเมื่อสามเดือนก่อนย้อนกลับมาทิ่มแทงในอก ในวันที่เขาโยนเอกสารชุดนี้ใส่หน้าเธอด้วยความรำคาญใจ ในวันที่เขาตะโกนใส่หน้าภรรยาผู้เป็นมัณฑนากรไร้ชื่อเสียงว่า *‘ถ้าคิดจะหยارนัก ก็ไสหัวออกไปมือเปล่า อย่าได้แม้แต่เศษเงินของผมติดตัวไป’*
ธันวาไม่เคยคิดว่าผู้หญิงเงียบๆ ที่อยู่ใต้ชายคามาตลอดเจ็ดปี คอยจัดเตรียมเสื้อผ้าและดูแลบ้านให้อย่างไร้ที่ติ จะลุกขึ้นมาตบหน้าเขาด้วยการก้มหน้ารับข้อเสนออันแสนดูถูกนั้นอย่างไร้ความลังเล เธอไม่เรียกร้อง ไม่โวยวาย และไม่แม้แต่จะร้องไห้
“คุณพูดราวกับว่าบ้านหลังนี้ไม่มีค่าอะไรสำหรับคุณเลย” ธันวาเค้นเสียงลอดไรฟัน เขาวางมือประสานกันบนโต๊ะโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อกดดัน “เจ็ดปีนะรินรดา คุณทุ่มเทแรงกายแรงใจออกแบบตกแต่งทุกตารางเมตรของคฤหาสน์หลังนี้ด้วยมือคุณเอง แต่วันนี้คุณกลับเดินออกไปเหมือนคนแปลกหน้า… หรือคุณมีที่ไปที่ดีกว่านั้นแล้ว?”
รินรดายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา มันคือรอยยิ้มที่สะท้อนความสมเพชเวทนาจนธันวาต้องผะผะงาบ
“ที่ไปที่ดีกว่า… คงไม่มีที่ไหนแย่ไปกว่าการอยู่ในสถานที่ที่ตัวตนของเราถูกลบเลือนอีกแล้วล่ะครับคุณธันวา” เธอลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างระหงในชุดสูทกระโปรงสีเทาเข้มขับเน้นให้เห็นถึงความสง่างามที่ถูกกดทับไว้ใต้เงาของเขามาเนิ่นนาน “คุณบอกเองไม่ใช่หรือครับว่า ผมเป็นแค่ภรรยาในนาม เป็นแค่เฟอร์นิเจอร์มีชีวิตชิ้นหนึ่งที่ตั้งไว้ประดับบ้านเพื่อความสมบูรณ์แบบทางสังคม ตอนนี้ผมกำลังช่วยยกเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นออกไปให้คุณแล้ว คุณควรจะดีใจไม่ใช่หรือครับ”
“รินรดา!” ธันวาลุกขึ้นยืนตาม เสียงทุ้มต่ำตวาดกร้าวด้วยความฉุนเฉียวที่พุ่งทะลุขีดจำกัด เขาก้าวเท้าอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาประชิดตัวเธอในระยะประชิด กลิ่นน้ำหอมผู้ชายราคาแพงผสมผสานกับความคุ้นเคยที่รินรดาเคยสูดดมมาครึ่งค่อนชีวิตโชยเข้าแตะจมูก แต่มันไม่ได้ทำให้หัวใจเธอไหวหวั่นแม้แต่น้อย “อย่ามาเล่นลิ้นกับผม คุณคิดว่าตัวเองแข็งข้อขึ้นมาแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นเหรอ? ออกไปจากบ้านหลังนี้อย่างไร้เงินติดตัว คุณจะเอาปัญญาที่ไหนไปอยู่รอด ในเมื่อเจ็ดปีที่ผ่านมาคุณกินนอนอยู่บนหยาดเหงื่อของผม!”
รินรดาไม่ถอยหลังหนี เธอยืนนิ่งราวกับเสาหินอ่อนที่ตั้งตระหง่านรับลมพายุ ดวงตากลมโตสีนิลคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา สะท้อนภาพชายหนุ่มผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังดิ้นรนด้วยความหวาดกลัวบางอย่างที่เขาเองก็ยังไม่เข้าใจ
“หยาดเหงื่อของคุณเหรอครับ?” รินรดาเอ่ยทวนคำ เสียงของเธอนุ่มนวลทว่าบาดลึก “โครงการเดอะแกรนด์เรสซิเดนซ์ที่เพิ่งกวาดรางวัลยอดเยี่ยมแห่งปีไปเมื่อเดือนก่อน ใครเป็นคนร่างแบบแปลกภายในทั้งหมดจนลูกค้าเซ็นสัญญา? บริษัทออกแบบอินทีเรียร์ที่กวาดรายได้ให้คุณปีละหลายร้อยล้าน ใครเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้คุณมาตลอดเจ็ดปี? คุณลืมไปแล้วจริงๆ หรือครับคุณธันวา ว่าใบปริญญาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งด้านสถาปัตยกรรมภายในจากปารีส เป็นของใคร”
คำพูดนั้นกระแทกเข้าที่กลางแสกหน้าของธันวาอย่างจัง จนเขาชะงักงันไปชั่วขณะ
จริงอยู่… เขาเคยหลงลืมมันไป เขามองเธอเป็นแค่แม่บ้าน เป็นภรรยาที่ต้องอยู่ติดบ้านคอยปรนนิบัติ จนกระทั่งวันที่บริษัทเกือบเจาะกลุ่มลูกค้าระดับไฮเอนด์ไม่ได้ รินรดาคือคนที่ยื่นสมุดร่างแบบลับๆ ให้เขาอย่างไร้เงื่อนไข จนทำให้เขาพลิกสถานการณ์และก้าวขึ้นมาผูกขาดตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้ในปัจจุบัน
เขานึกว่าเธอทำเพราะความรัก… ความรักอันโง่เขลาที่ยอมถวายหัวให้เขาคนเดียว
“คุณ… คุณหมายความว่า…” ธันวาขยับริมฝีปากจะเอ่ยบางอย่าง แต่รินรดากลับยกมือขึ้นห้าม ปลายเรียวนิ้วของเธอแตะลงบนอกเสื้อสูทของเขาเบาๆ เพียงชั่วครู่ ก่อนจะผละออกอย่างรังเกียจ
“สายเกินไปแล้วครับคุณธันวา” เธอพูดเสียงกระซิบที่เยือกเย็นที่สุดเท่าที่เคยเอ่ยมา “คนเราถ้ารู้จักคำว่า ‘มองเห็นคุณค่า’ ช้าเกินไป มันก็มีค่าเท่ากับศูนย์”
รินรดาหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาถือไว้ เธอหันหลังเดินไปที่ประตูห้องทำงานโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองชายหนุ่มที่ยืนค้างเติ่งอยู่กลางห้อง แผ่นหลังนั้นเหยียดตรงและมั่นคง ราวกับนกที่เพิ่งหลุดพ้นจากกรงทองอันแน่นหนา
ธันวา Standing ตายอยู่ตรงนั้น ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีรวนขึ้นมาในช่องท้อง มันไม่ใช่แค่ความโกรธ แต่มันคือความเวิ้งว้าง โหวงเหวง และหวาดกลัวอย่างประหลาด ราวกับเขากำลังทำของสำคัญที่สุดในชีวิตหลุดมือไปตลอดกาล
*ปัง!*
เสียงปิดประตูห้องทำงานดังสนั่นกังไปทั่วคฤหาสน์หลังใหญ่ เป็นสัญญาณว่าโลกของธันวาได้สูญเสียเสาหลักที่ค้ำจุนมันมาตลอดเจ็ดปีไปแล้วอย่างสมบูรณ์
รินรดาก้าวเดินลงบันไดวนหินอ่อนทีละก้าวอย่างสง่างาม กระเป๋าเดินทางใบเล็กเพียงใบเดียววางอยู่ตรงโถงทางเข้า แม่บ้านเก่าแก่และเหล่าคนรับใช้ยืนก้มหน้าหลบสายตาด้วยความอาลัยอาวรณ์ ไม่มีใครกล้าส่งเสียงทักทายเธอสักคน เนื่องจากคำสั่งเด็ดขาดของนายใหญ่
เธอก้าวพ้นธรณีประตูบ้าน ออกมาสู่แสงแดดจ้าภายนอก ลมหนาวระลอกปลายฤดูพัดปะทะผิวหน้า รินรดาสูดหายใจเข้าลึกเต็มปอด กลิ่นอายของอิสรภาพช่างหอมหวานและชัดเจนเสียจนขอบตาร้อนผ่าว แต่มันไม่ใช่หยดน้ำตาแห่งความเสียใจ… มันคือหยดน้ำตาแห่งการเกิดใหม่
เธอเดินมาหยุดอยู่ที่รถเก๋งสีดำคันหรูที่จอดรออยู่ริมรั้ว ประตูรถเปิดออกโดยชายหนุ่มร่างสูงโปรดในชุดสูทลำลอง ธันวา… ไม่ใช่ ธันวาคนเก่า แต่เป็น ‘ธันว์’ เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อและหุ้นส่วนคนใหม่ในบริษัทออกแบบที่เธอกำลังจะเปิดร่วมกัน
“เรียบร้อยดีไหมครับคุณมัณฑนากรคนเก่ง” ธันว์ส่งยิ้มอบอุ่นมาให้ พร้อมกับยื่นแก้วกาแฟอุ่นๆ ให้เธอ “ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งความเป็นจริงครับ”
“เรียบร้อยดีครับ” รินรดารับแก้วกาแฟมาถือไว้ เธอยิ้มตอบรับเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน รอยยิ้มที่งดงามและเปี่ยมด้วยพลังอำนาจ “ไปกันเถอะครับ เรายังมีงานใหญ่อีกหลายโปรเจกต์ที่ต้องสะสาง”
รถยนต์เคลื่อนตัวออกไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งคฤหาสน์หลังใหญ่ไว้เบื้องหลัง ทว่าในขณะที่รถกำลังจะพ้นจากเขตประตูรั้ว สายตาของรินรดากลับเหลือบไปเห็นบางสิ่งผ่านกระจกมองข้าง
ที่ระเบียงชั้นสองของห้องนอนใหญ่… ร่างสูงของธันวายืนมองตามรถของเธอด้วยแววตาที่แทบคลุ้มคลั่ง เขากำลังถือกรอบรูปใบหนึ่งไว้ในมือ กรอบรูปที่บรรจุภาพถ่ายวันแต่งงานของเราสองคน… ภาพที่เขาเคยขยำทิ้งลงถังขยะ แต่ตอนนี้มันกลับถูกติดกาวประกอบใหม่อย่างทุลักทุเล
รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนี ไม่ใส่ใจอีกต่อไป
แต่ทว่า… ทันใดนั้นเอง สายตาของเธอกลับสะดุดเข้ากับร่างเล็กป้อมของเด็กชายคนหนึ่ง ที่วิ่งออกมาจากมุมตึกข้างบ้านเพื่อเรียกหาธันวา เด็กชายวัยราวสี่ขวบที่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่ง ใบหน้าจิ้มลิ้มถอดแบบพิมพ์เดียวกันกับธันวาออกมาไม่มีผิดเพี้ยน… เด็กน้อยที่ธันวาเคยบอกกับเธอเมื่อสามปีก่อนว่าเป็นเพียง ‘ลูกของญาติห่างๆ ที่ฝากเลี้ยงชั่วคราว’
รินรดาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย หัวใจที่เพิ่งสงบลงกลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง เมื่อความทรงจำในคืนฝนตกเมื่อสี่ปีก่อนผุดวาบขึ้นมาในหัว… คืนที่เธอแท้งลูกในครรภ์อย่างไร้สาเหตุ ขณะที่สามีของเธอกำลังยุ่งอยู่กับการดูแลเด็กชายคนนี้ในโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง!
—โปรดติดตามตอนต่อไป—
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและก้าวผ่านความเจ็บปวดนี้ไปด้วยกันนะครับ
มัณฑนากรไร้เงา กับอดีตสามีที่ถูกลบชื่อทิ้ง•ตอนที่ 1
ใบหย่าที่รอเวลา
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มัณฑนากรไร้เงา กับอดีตสามีที่ถูกลบชื่อทิ้ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!