"คุณหนูหลิน! คุณจาง! แย่แล้วครับ! ที่แปลงนาท้ายไร่ของคุณ... เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว!"
เสียงตะโกนแหบแห้งของเฒ่าหวัง ผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครองดังทะลุกำแพงดินอัดเข้ามา ก่อนที่ร่างผอมเกร็งจะผลุนผลายเข้ามาในลานบ้านโดยไม่รอให้เจ้าของบ้านอนุญาต หยดเหงื่อเม็ดโตไหลย้อยตามร่องรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกราวกับเห็นผีสางเทวดา
หลินเฟยวางตะหลิวไม้ในมือลงช้าๆ กลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อหมูผัดพริกแห้งและเต้าเจี้ยวยังคงลอยอวลอยู่เหนือเตาถ่าน เธอไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกตามผู้มาเยือนแม้แต่น้อย ดวงตาคู่คมกวาดมองผู้ใหญ่บ้านด้วยความนิ่งสงบ ขณะที่จางเหว่ย สามีร่างสูงใหญ่ที่กำลังนั่งเหลาไม้ไผ่อยู่ใต้ชายคา วางมีดในมือลงเสียงดัง 'ตุบ' บรรยากาศรอบตัวของอดีตทหารผ่านศึกแผ่ไอความกดดันออกมาโดยอัตโนมัติจนเฒ่าหวังต้องกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
"ใจเย็นๆ แล้วค่อยๆ พูดครับ ผู้ใหญ่หวัง" เสียงทุ้มต่ำของจางเหว่ยเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็น แต่น่าเกรงขาม "ที่แปลงนาท้ายไร่เกิดอะไรขึ้น ใครไปทำอะไรที่นั่น"
"ก็... ก็ไอ้พวกตระกูลหลินนะสิครับ!" เฒ่าหวังหอบหายใจถี่กระชั้น "พวกมันพากันยกโขยงไปที่ดินรกร้างเชิงเขาหลังนาของคุณน่ะสิครับ นำจอบและเสียมไปขุดคุ้ย รื้อแนวเขตที่ดิน แล้วประกาศลั่นทุ่งว่านั่นคือสมบัติของตระกูลหลินที่จะเอามาแบ่งให้ลูกหลาน พวกมันบอกว่าพวกคุณไม่มีสิทธิ์ครอบครองที่ดินผืนนั้น เพราะมันเป็นที่หลวงและติดกับเขตบรรพบุรุษของพวกมัน!"
หลินเฟยแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น แต่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันที่บาดลึกถึงกระดูก
ที่ดินรกร้างเชิงเขาหลังนั้น... ผืนดินแห้งแล้งที่เต็มไปด้วยหินก้อนใหญ่และวัชพืชรกเรื้อ ที่ตระกูลหลินเคยผลักไสให้เธอกับแม่ผู้ล่วงลับไปอยู่เมื่อหลายปีก่อน ด้วยข้อหาว่าเป็น "กาลกิณี" ที่นำพาความซวยมาสู่ตระกูล แต่ตอนนี้ เมื่อพวกมันเห็นเธอกลับมาพลิกฟื้นผืนนาแปลงเล็กจนออกผลผลิตงอกงาม แถมยังมีข่าวลือเรื่องสมุนไพรราคาสูง ความโลภก็เริ่มกัดกินหัวใจเน่าเฟะของพวกมันอีกครั้ง
"พวกมันช่างกล้าหาญเสียจริง..." หลินเฟยพึมพำเบาๆ แววตาวาววับด้วยประกายความเย็นชา "ปล่อยให้พวกมันเหนื่อยฟรีไปสักพักเถอะครับ เหว่ยเกอ เราไปดูกันหน่อยดีกว่า ว่าสุนัขที่หิวโหยพวกนั้นกำลังทำลายข้าวของอะไรบ้าง"
จางเหว่ยพยักหน้ารับ ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาคว้าเสื้อคลุมผ้าฝ้ายมาสวมทับด้วยท่าทีมั่นคง ดวงตาคมกราบมองภรรยาด้วยความห่วงใยเจือความดุดัน "ระวังตัวด้วยนะครับ อยู่ใกล้ผมไว้ อย่าให้พวกมันเข้ามาใกล้ตัวคุณได้"
การเดินเท้าไปยังแปลงนาท้ายไร่ใช้เวลาเพียงสنواتนิดๆ แต่ตลอดเส้นทาง เสียงโวยวายและเสียงเหล็กกระทบหินดังแว่วมาแต่ไกล เมื่อหลินเฟยและจางเหว่ยเดินมาถึง พวกเขาพบว่าพื้นที่รกร้างกว่าสิบไร่เชิงเขาถูกกลุ่มคนตระกูลหลินบุกรุกเข้ามาเหยียบย่ำจนเละเทะ
ลุงใหญ่หลินกั๋วเฉียงยืนเท้าสะเอวสั่งการลูกหลานด้วยใบหน้าแดงก่ำจากฤทธิ์สุราและชัยชนะ ข้างๆ กันคือหลินเฉียง ลูกชายคนโปรดที่ถือจอบแกว่งไปมาอย่างฮึกเหิม รอบบริเวณเต็มไปด้วยชาวบ้านที่มายืนมุงดูความวุ่นวายด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"เฮ้ย! หยุดมือเดี๋ยวนี้!" เสียงตะโกนก้องของจางเหว่ยดังกังวานราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ ทำให้ทุกคนในที่นั้นสะดุ้งโหยงและหันขวับมามองเป็นตาเดียว
หลินกั๋วเฉียงชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นด้วยความเย่อหยิ่ง เขาโยนจอบในมือลงพื้นแล้วเดินน치เข้ามาหาด้วยท่าทีหาเรื่อง "อ้าว! เจ้าหลานอกตัญญกับไอ้เขยใบ้โผล่หัวมาแล้วรึ! ดี! พวกแกจะได้รู้กันเสียทีว่าแผ่นดินตรงนี้ไม่ใช่ของพวกแก!"
หลินเฟยสาวเท้าก้าวผ่านหน้าจางเหว่ยออกไปยืนเผชิญหน้ากับลุงใหญ่ของตนเอง ร่างเพรียวบางในชุดเรียบง่ายไม่ได้ดูอ่อนแอเลยแม้แต่น้อย รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากของเธอกลับสร้างความหนาวเยือกให้ผู้พบเห็นได้อย่างประหลาด
"ลุงใหญ่พูดจาช่างน่าขันนักนะครับ" หลินเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กังวานชัดเจน "ที่ดินผืนนี้เป็นพื้นที่รกร้างนอกเขตโฉนดของตระกูลหลินมาตั้งแต่ยุคเปลี่ยนผ่านการปกครองแล้ว และเมื่อปีที่แล้ว ทางการก็ได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการว่า ผู้ใดที่สามารถพัฒนาและใช้ประโยชน์จากที่ดินรกร้างนี้ได้ จะมีสิทธิ์ยื่นเรื่องขอเช่าระยะยาวอย่างถูกต้องตามกฎหมาย... พวกท่านเอาสิทธิ์อะไรมาอ้างว่าเป็นสมบัติของตระกูลหลินครับ?"
"สิทธิ์เรอะ!" หลินกั๋วเฉียงถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างดูถูก "แกเป็นแค่ผู้หญิงคนเดียว พ่อแม่ก็ตายหมดแล้ว ตระกูลหลินเป็นผู้ให้กำเนิดสายเลือดในตัวแก ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่บนแผ่นดินนี้ ถือเป็นของตระกูลหลินทั้งสิ้น! วันนี้ฉันจะมาไถกลบเพื่อสร้างโรงเก็บเครื่องมือของตระกูล ใครหน้าไหนก็ห้ามขวาง!"
ชาวบ้านรอบข้างเริ่มซุบซิบกันเบาๆ หลายคนมองหลินเฟยด้วยสายตาสงสาร เพราะกฎหมายในยุคนี้เรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินยังมีความซับซ้อน และอิทธิพลของเครือญาติผู้ชายมักมีน้ำหนักมากกว่าผู้หญิงตัวคนเดียว
ทว่า หลินเฟยกลับไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย เธอยกมือขึ้นกอดอก ปรายตามองหลินกั๋วเฉียงราวกับกำลังมองตัวตลกที่กำลังแสดงละครสัตว์
"ถ้าเช่นนั้น... ลุงใหญ่คงจะลืมไปสินะครับ ว่าเอกสารฉบับนี้คืออะไร"
หลินเฟยหยิบกระดาษแผ่นพับสีเหลืองเก่าๆ ออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้านใน ชูขึ้นให้ทุกคนได้เห็นอย่างชัดเจน เอกสารที่มีตราประทับสีแดงสดของสำนักงานที่ดินอำเภอและลายเซ็นกำกับของผู้ใหญ่บ้านคนก่อน
ใบหน้าของหลินกั๋วเฉียงเปลี่ยนสีทันที รอยยิ้มเย่อหยิ่งแข็งค้างอยู่บนใบหน้า ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ
"นะ... นั่นมันอะไร?!"
"นี่คือสัญญาเช่าที่ดินรกร้างระยะยาวสามสิบปี ที่ฉันเพิ่งไปทำเรื่องชำระภาษีและลงนามถูกต้องตามกฎหมายเมื่อวานนี้ครับ ลุงใหญ่" หลินเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือนทุกคำ "พูดง่ายๆ ก็คือ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ดินผืนนี้มีเจ้าของอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว และการที่พวกท่านบุกรุกเข้ามาขุดคุ้ยทำลายทรัพย์สินในพื้นที่เช่า ถือเป็น 'การละเมิดทรัพย์สินส่วนบุคคล' มีโทษปรับและจำคุกตามกฎหมายอาญา"
สิ้นคำพูดของหลินเฟย บรรยากาศรอบบริเวณก็เงียบกริบลงทันที เสียงลมพัดผ่านยอดไม้ฟังดูวังเวงขึ้นมาถนัดใจ หลินกั๋วเฉียงหน้าซีดเผือด สลับกับแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว
"นัง... นังเด็กสารเลว! แกกล้าแจ้งทางการเล่นงานญาติสนิทตัวเองเรอะ!" หลินกั๋วเฉียงคำรามลั่นด้วยความเหลืออด เขาเงื้อมือขึ้นหมายจะพุ่งเข้ามาตบหน้าหลินเฟยด้วยความบันดาลโทสะ
แต่ทว่า... ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วหยาบกร้านจะเข้าใกล้ใบหน้าของหลินเฟย ร่างของจางเหว่ยก็พุ่งเข้ามาขวางราวกับกำแพงเหล็ก มือหนาคว้าข้อมือของหลินกั๋วเฉียงไว้แน่นด้วยแรงบิดมหาศาล จนเกิดเสียงกระดูกลั่นเบาๆ
*กร๊อบ!*
"อ๊ากกก! แขนฉัน! ไอ้สารเลวปล่อยนะโว้ย!" หลินกั๋วเฉียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าบิดเบี้ยวเหี่ยวย่น
จางเหว่ยไม่ได้พูดอะไรสักคำ ดวงตาสีนิลคมกริบมองหลินกั๋วเฉียงด้วยแววตาดุร้ายราวกับสัตว์ป่าที่ปกป้องอาณาเขต แรงกดดันมหาศาลจากร่างกายของอดีตทหารผ่านศึกทำให้หลินเฉียงและคนอื่นๆ ในตระกูลหลินไม่กล้าขยับตัวเข้ามาช่วยแม้แต่คนเดียว
หลินเฟยเดินเข้าไปใกล้ลุงใหญ่ที่กำลังทรุดตัวลงด้วยความเจ็บปวด เธอก้มตัวลงกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่น่ากลัว
"นี่เพิ่งเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้นนะครับ ลุงใหญ่... หนี้สินทั้งต้นทั้งดอกที่พวกท่านเคยทำไว้กับแม่และฉัน ทีละคน... เตรียมตัวชดใช้คืนให้หมดด้วยล่ะครับ"
ขณะที่ความตึงเครียดกำลังถึงขีดสุด สายตาของหลินเฟยก็เหลือบไปเห็นเงาร่างของใครบางคนกำลังขี่จักรยานยนต์ฝุ่นตลบเข้ามาทางปากทางเข้าหมู่บ้าน รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฟอร์เวิร์ดรุ่นหายากในยุคนี้หยุดลงตรงหน้าฝูงชน ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเทาเรียบร้อยถือแฟ้มเอกสารหนังเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาด้วยท่าทีเร่งรีบ
"ขอโทษนะครับ... มีใครชื่อ 'คุณหลินเฟย' หรือไม่ครับ?" ชายแปลกหน้าเอ่ยขึ้นเสียงดังท่ามกลางความเงียบ
หลินเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะยกมือขึ้น "ฉันเองค่ะ... เอ๊ย... ผมเองครับ มีธุระอะไรหรือครับ?"
ชายในชุดสูทยิ้มรับพร้อมกับโค้งตัวลงเล็กน้อยอย่างนอบน้อม ก่อนจะหยิบซองเอกสารตราครุฑสีทองออกมาจากกระเป๋า
"ผมได้รับคำสั่งด่วนจากสำนักงานเกษตรอำเภอและกองทุนพัฒนาชนบท ให้มาส่งมอบ 'หนังสืออนุมัติพิเศษ' สำหรับโครงการจัดตั้งฟาร์มต้นแบบแห่งแรกของอำเภอ... และผู้ที่ได้รับสิทธิ์ขาดในการครอบครองพื้นที่ทั้งหมด รวมถึงเงินสนับสนุนก้อนแรก ก็คือคุณหลินเฟยครับ!"
**************************************************
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนหมอภัทรคนนี้เสมอนะครับ)
คุณหมอผู้ถอนพิษร้าย กับฟาร์มท้ายไร่ในยุค 70•ตอนที่ 7
จัดระเบียบที่ดิน
ผลงานโดย หมอภัทรแก้ไขชะตา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอภัทรแก้ไขชะตา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหมอผู้ถอนพิษร้าย กับฟาร์มท้ายไร่ในยุค 70 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!