เงาซ้อนเงา: รอยแยกในกระจกนิรันดร์•ตอนที่ 37

โลกหลังความจริงมืดบอด

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
"คุณกำลังโกหกตัวเองอยู่หรือเปล่าคะ ริน?" เสียงของอาคเนย์ต่ำพร่า ก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของฉัน ราวกับมันไม่ได้ออกมาจากลำคอของเขา แต่มันฝังตัวอยู่ในผนังห้อง ในฝุ่นผงที่ลอยคว้าง และในรอยร้าวของกระจกเงาที่บิดเบี้ยวอยู่ตรงหน้า ฉันไม่ได้ตอบโต้ ฉันทำเพียงจ้องมองเงาสะท้อนในกระจกบานนั้น—กระจกที่ควรจะสะท้อนภาพห้องนอนที่เรียบง่าย ทว่าสิ่งที่ปรากฏกลับเป็นรินอีกคนหนึ่งที่กำลังยกมือขึ้นแตะใบหน้าด้วยจังหวะที่ช้ากว่าฉันหนึ่งวินาทีเสมอ ความเงียบงันในโลกใบนี้ไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือเสียงกรีดร้องที่ถูกกดทับด้วยความหนาแน่นของสุญญากาศ ไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงรถยนต์ ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจของตัวเองที่ควรจะดังอยู่ในอก "โลกที่เงียบสนิทแบบนี้... มันคือสวรรค์หรือคุกกันแน่คะ?" ฉันถามกลับ เสียงของฉันแบนราบไร้อารมณ์ ทั้งที่ภายในใจกลับสั่นสะท้านราวกับใบไม้ที่ใกล้จะร่วงหล่น อาคเนย์ขยับตัวเข้ามาใกล้ผ่านเงาสะท้อน เขาสวมสูทสีเทาหม่นที่ดูราวกับหลุดออกมาจากฟิล์มภาพยนตร์เก่าๆ ที่ถูกลบภาพซ้อนทับจนพร่าเลือน เขายื่นมือผ่านขอบกระจก—ไม่ใช่ผ่านกระจก แต่มันคือการแทรกซึมผ่านมิติที่บิดเบี้ยว—มาวางไว้บนไหล่ของฉัน สัมผัสที่ได้รับนั้นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง "โลกนี้คือสิ่งที่คุณเลือกเอง ริน" เขาโน้มตัวลงมากระซิบข้างหู "คุณหนีจากความเป็นจริงที่แหลกสลายมาสู่พื้นที่ที่ไม่มีใครทำร้ายคุณได้... รวมถึงตัวคุณเองด้วย" ฉันปัดมือเขาออกอย่างแรงจนร่างของเขาสั่นไหวเหมือนสัญญาณภาพที่ขาดหาย ฉันก้าวถอยหลังไปชิดกำแพง ทุกย่างก้าวรู้สึกเหมือนกำลังเหยียบลงบนกองเถ้าถ่านที่พร้อมจะยุบตัวลงไปสู่ห้วงเหว ทว่าเมื่อฉันมองลงไปที่พื้น มันกลับกลายเป็นพื้นไม้ที่สะอาดสะอ้าน ราวกับไม่เคยมีรอยเท้าใดประทับลงไปมาก่อน "คุณไม่ใช่คนพาฉันมาที่นี่" ฉันกัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดที่ปลายลิ้น "คุณเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความคิดที่ฉันจงใจทิ้งไว้ เพื่อหลอกล่อให้ตัวเองเชื่อว่ายังมี 'ความจริง' หลงเหลืออยู่ข้างนอกนั่น" อาคเนย์ไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคือง เขากลับหัวเราะแผ่วเบา เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น แต่กลับมีเสน่ห์ดึงดูดจนน่าสะพรึงกลัว "ถ้าผมเป็นแค่ความคิด แล้วรอยแผลเป็นบนแขนคุณล่ะ? รอยแผลที่ผมเป็นคนกรีดลงไปในคืนที่โลกภายนอกล่มสลาย... ความคิดสามารถสร้างความเจ็บปวดที่สมจริงขนาดนี้ได้เชียวหรือ?" ฉันชะงัก สายตาเลื่อนไปมองที่แขนขวาของตัวเอง บนผิวเนียนละเอียดนั้นมีรอยแผลเป็นแนวยาวที่ยังคงดูสดใหม่และเต้นตุบๆ ตามจังหวะชีพจรของฉัน ฉันจำได้... ใช่ ฉันจำได้ว่ามันเจ็บเพียงใด แต่ทว่าภาพในหัวกลับพร่ามัวเหมือนฝันร้ายที่พยายามจะจดจำแต่ก็เลือนหายไปเมื่อลืมตา "หยุดพูดเสียที!" ฉันตะโกน ก้องไปทั่วห้องที่ว่างเปล่า ความว่างเปล่าที่ตอบรับด้วยความเงียบงันที่ลึกซึ้งกว่าเดิม รินในกระจกเงาหยุดขยับ เธอไม่ทำตามการเคลื่อนไหวของฉันอีกต่อไป เธอค่อยๆ คลี่ยิ้มกว้าง ยิ้มที่กว้างเกินกว่ามนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ ผิวหนังบริเวณมุมปากของเธอเริ่มปริแตกออก เผยให้เห็นบางสิ่งที่ดำมืดและหนืดเหนียวราวกับน้ำมันดินที่ไหลซึมออกมาจากเบ้าตา "เธอยังไม่เข้าใจอีกหรือ ริน" รินในกระจกเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงของฉันเอง ทว่ามันทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่ฉันไม่เคยมี "ที่นี่ไม่ใช่โลกหลังความจริง... แต่คือจุดจบของกระจกทุกบานที่คุณเคยข้ามผ่านไป" อาคเนย์เดินอ้อมมาข้างหน้าฉัน ใบหน้าของเขาเริ่มบิดเบี้ยว ดวงตาหนึ่งข้างกลายเป็นเพียงหลุมดำมืดสนิท เขาไม่ได้เป็นจิตแพทย์ที่แสนดีคนเดิมอีกต่อไป เขากลายเป็นเงาสะท้อนของสิ่งที่ฉันหวาดกลัวที่สุดในใจ "รินคะ..." เขาเรียกชื่อฉันด้วยเสียงที่นุ่มนวลจนน่าขนลุกขณะยื่นบางอย่างมาตรงหน้า มันคือเศษกระจกที่เปื้อนคราบสีเข้ม "จงยอมรับเสียเถอะว่าคนที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าของทุกวัน... ไม่ใช่รินคนเดิมตั้งแต่วันแรกที่มันเริ่มแตกสลาย" เขายัดเศษกระจกนั้นใส่มือฉัน สัมผัสของมันร้อนผ่าวราวกับถ่านไฟ ฉันมองดูมัน แล้วพลันเห็นภาพสะท้อนในเศษกระจกชิ้นเล็กๆ นั้น—มันไม่ใช่ห้องนอน ไม่ใช่บ้าน และไม่ใช่ใบหน้าของฉัน แต่มันคือ 'อาคเนย์' อีกคนหนึ่งที่กำลังยืนกุมมีดไว้เหนือร่างของฉันที่นอนไร้สติอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลจิตเวชที่ห่างไกล ลมหายใจของฉันสะดุดกึกเมื่อความจริงปะทะเข้ากับสติสัมปชัญญะอย่างจัง ที่นี่ไม่ใช่โลกที่เงียบสงบ แต่เป็นเพียง 'ห้องรอคอย' ของจิตวิญญาณที่ถูกขังอยู่ในรอยแตกของกาลเวลา ฉันเงยหน้าขึ้นมองอาคเนย์ที่กำลังแสยะยิ้มอยู่เบื้องหน้า ในขณะที่ประตูห้องที่เคยปิดตาย กลับค่อยๆ แง้มเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นแสงสีขาวโพลนที่แสบตาจนไม่อาจมองเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังได้ "ยินดีต้อนรับกลับสู่ความทรงจำอันเจ็บปวดนะคะ ริน" เขาพูดก่อนจะผลักฉันไปทางแสงสว่างนั้น "คราวนี้... อย่าลืมถามตัวเองนะคะว่า เงาที่ตามคุณมาตลอดทางน่ะ คือเงาของใครกันแน่" ก่อนที่เท้าของฉันจะก้าวข้ามผ่านประตูไป ฉันเหลือบเห็นรินในกระจกที่แตกละเอียดเธอกำลังก้าวออกมาจากกรอบกระจกนั้นด้วยท่าทางของนักล่า และในมือของเธอก็ถือรูปถ่ายใบหนึ่ง... รูปถ่ายที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน แต่กลับเห็นหน้าของตัวเองซ้ำซ้อนกันนับสิบคนอยู่ในรูปภาพนั้น พร้อมกับคำเขียนหลังภาพด้วยลายมือของฉันเองว่า 'คนที่ไม่ได้รอดชีวิตกลับมา' ขอบคุณที่เดินทางผ่านรอยร้าวของกระจกมาด้วยกันจนถึงตอนนี้นะคะ กระจกเงาต้องสาปจะรอคุณอยู่ในตอนถัดไปค่ะ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนเงา: รอยแยกในกระจกนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%