"ถ้าคุณอยากจะอยู่ที่นี่ต่อ ก็เลิกตั้งคำถามถึงคนที่หายไปได้แล้วนะริน เพราะในห้องนี้... มีแค่เราสองคนเท่านั้น"
เสียงของอาคเนย์ราบเรียบราวกับผิวน้ำที่ไม่มีวันกระเพื่อม เขาขยับแว่นสายตาเพียงเล็กน้อยขณะที่มืออีกข้างกำลังรินชาลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวสะอาดตา กลิ่นหอมของดอกลาเวนเดอร์แห้งอบอวลไปทั่วห้องรับแขกที่ดูเป็นระเบียบจนน่าอึดอัด รินจ้องมองของเหลวสีอำพันนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า เธอไม่ได้ยินเสียงที่เขาพูดหรอก สิ่งที่เธอได้ยินในโสตประสาทกลับเป็นเสียงกระจกที่แตกละเอียดซ้ำๆ เหมือนกับภาพในมิติที่บิดเบี้ยวเมื่อครู่ที่ยังคงหลอกหลอนอยู่ข้างในใจ
"ทำไมคุณถึงดูใจเย็นนักคะ?" รินเอ่ยขึ้นเบาๆ มือของเธอสั่นเทาขณะที่พยายามหยิบช้อนเงินขึ้นมา ก้านช้อนกระทบกับขอบถ้วยจนเกิดเสียงดังเคร้งที่บาดลึกเข้าไปในความรู้สึก
อาคเนย์เงยหน้าขึ้นมอง เธอเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในแว่นตาของเขา แต่ทว่า... เงาสะท้อนนั้นกลับไม่ได้กำลังถือช้อน มันกำลังกรีดร้องอย่างเงียบงันอยู่ข้างในดวงตาของเขา รินรีบละสายตาหลบ พยายามหายใจให้เป็นจังหวะตามที่เคยถูกฝึกมา
"ใจเย็นงั้นหรือ?" เขาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น "ริน... คนเรามักจะกลัวสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ แต่ถ้าเรายอมรับว่าความจริงที่เราเคยจำได้น่ะ คือ 'ความเท็จ' ที่เราปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเอง ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นเยอะ ไม่ใช่หรือคะ?"
ความทรงจำที่บิดเบี้ยวเริ่มแทรกซึมเข้ามาเหมือนหมึกที่หยดลงในแก้วน้ำใส รินพยายามนึกถึงใบหน้าของ 'อาคเนย์' คนเดิม คนที่เคยสัญญาว่าจะช่วยเธอตามหาความจริง แต่ภาพเหล่านั้นกลับค่อยๆ เลือนหายไปแทนที่ด้วยภาพของผู้ชายตรงหน้าที่ดูแปลกตาไปทุกขณะ เขาดูสง่างามขึ้น ดูเยือกเย็นขึ้น และดูเหมือนคนที่ไม่เคยรู้จักเธอมาก่อน... หรือบางที อาจเป็นเธอเองที่เพิ่งสูญเสีย 'รินคนเก่า' ไปในกระจกบานนั้น
"ฉัน... ฉันจำได้ว่าเคยมีคนบอกว่ากระจกไม่เคยโกหก" รินพึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับความเงียบของห้อง
"กระจกน่ะโกหกเก่งที่สุดในโลกต่างหาก" อาคเนย์วางถ้วยชาลงอย่างนุ่มนวล "มันหลอกให้เราเห็นสิ่งที่อยากเห็น แต่มันไม่เคยบอกเราเลยว่าจริงๆ แล้ว... ใครกันแน่ที่ยืนอยู่ฝั่งนี้ของกระจก"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องรับแขกอีกครั้ง รินรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวเบาบางลงจนหายใจลำบาก เธอสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากผนังห้อง เธอก้มลงมองมือตัวเอง เห็นรอยนิ้วมือที่จางหายไปครึ่งหนึ่งราวกับภาพถ่ายที่ถูกลบเลือน ความวิตกกังวลที่เคยเป็นเสี้ยนหนามในใจกลับถูกแทนที่ด้วยความชาด้านที่น่ากลัวกว่า เธอไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองคือ 'ริน' ที่เป็นเจ้าของร่างกายนี้อีกต่อไป เธอเป็นเพียงผู้ชมที่กำลังดูชีวิตของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังค่อยๆ ถูกกลืนกินโดยความว่างเปล่า
"ฉันควรจะออกไปจากที่นี่" รินลุกขึ้นยืนกะทันหัน เก้าอี้ไม้โอ๊คครูดกับพื้นจนเกิดเสียงดังแสบแก้วหู
"คุณจะไปไหนล่ะคะ?" อาคเนย์ถามโดยไม่แม้แต่จะหันมามอง "โลกข้างนอกนั่นไม่ได้ทิ้งพื้นที่ไว้ให้คนที่สูญเสียตัวตนไปนานแล้วนะ กลับมานั่งเถอะ... พักผ่อนซะ แล้วพรุ่งนี้เราจะเริ่มบทเรียนเรื่อง 'ตัวตนใหม่' กัน"
รินไม่ฟังเสียงของเขา เธอเดินโซเซไปที่ผนังห้องที่มีกระจกเงาบานใหญ่ตั้งอยู่ เธอไม่ได้หวังจะเห็นเงาของตัวเอง เธอแค่ต้องการจะยืนยันว่ายังมีอะไรที่หนักแน่นพอให้เธอได้พิง แต่ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับพื้นผิวกระจกที่เย็นเฉียบ เธอก็ชะงักงัน
ในกระจกไม่มีเงาของเธอ
ไม่มีเงาของอาคเนย์
ไม่มีแม้แต่ห้องรับแขกที่เธอยืนอยู่
สิ่งที่เธอเห็นมีเพียงความมืดมิดที่เป็นทางเดินยาวเหยียดไร้จุดจบ และในปลายทางนั้น... เธอเห็นร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่สวมชุดเดียวกับเธอ กำลังยืนหันหลังให้ เธอกำลังก้มลงเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษด้วยท่าทางที่ดูคุ้นเคยอย่างประหลาด รินพยายามจะทุบกระจก แต่ร่างกายของเธอกลับแข็งทื่อเหมือนถูกตรึงด้วยความกลัว
"เห็นหรือยังริน?" เสียงของอาคเนย์ดังขึ้นจากด้านหลัง... แต่คราวนี้เสียงของเขาไม่ได้มาจากทางโต๊ะอาหาร แต่มันมาจาก 'ในกระจก'
รินหันขวับกลับมา แต่สิ่งที่เธอเห็นไม่ใช่ชายหนุ่มผู้เป็นจิตแพทย์ หากแต่เป็นกระจกอีกบานที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกัน และในกระจกบานนั้น... ร่างของอาคเนย์ที่เธอเห็นในตอนแรกกำลังยิ้มให้เธอ เป็นยิ้มที่บิดเบี้ยวจนน่ากลัว ในมือของเขาถือเศษกระจกที่แหลมคม และเขากำลังค่อยๆ ปาดมันลงบนรอยแยกของเงาสะท้อนตัวเอง
"รินที่แท้จริงน่ะ หายไปตั้งแต่วินาทีที่เธอก้าวเข้ามาในห้องนี้แล้วล่ะค่ะ"
รินเบิกตากว้างเมื่อเห็นภาพในกระจกเงาสะท้อนหญิงสาวที่ยืนอยู่อีกฝั่งหันกลับมา เผยให้เห็นใบหน้าที่สมบูรณ์แบบของ 'ตัวเธอเอง' ที่กำลังฉีกยิ้มกว้างจนถึงใบหู ก่อนที่เงาในกระจกจะยื่นมือทะลุผ่านผิวแก้วออกมาคว้าข้อมือของเธอไว้แน่น! ความเย็นจัดที่กัดกินถึงกระดูกทำให้รินกรีดร้องออกมา แต่ไม่มีเสียงใดหลุดรอดออกมาจากลำคอของเธอได้เลย ในวินาทีนั้นเอง ประตูห้องรับแขกที่ถูกล็อคไว้อย่างแน่นหนาก็เปิดออก พร้อมกับเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่เดินเข้ามาด้วยจังหวะที่หนักแน่นและคุ้นเคยอย่างเหลือเชื่อ
"หมอคะ... ฉันกลับมาแล้ว" เสียงนั้นดังขึ้น... เสียงของเธอเองที่เดินเข้ามาในห้อง พร้อมกับรอยยิ้มที่เยือกเย็นในกระจกที่ยังคงยึดข้อมือเธอไว้ไม่ยอมปล่อย!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทสุดท้ายนี้ด้วยกันนะคะ
เงาซ้อนเงา: รอยแยกในกระจกนิรันดร์•ตอนที่ 39
เงาที่หายไปตลอดกาล
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนเงา: รอยแยกในกระจกนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!