กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรมรุ่งโรจน์•ตอนที่ 15

พิสูจน์ใจท่านอ๋องในร่างนายทหาร

ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
กลิ่นอายของดินประสิวและคราบน้ำมันเครื่องจักรไอน้ำที่ลอยอบอวลอยู่รอบค่ายทหารหลวงยามวิกาล มิอาจกลบกลิ่นคาวเลือดที่เริ่มโชยจางมาจากมุมมืดของโรงหลอมอาวุธหมายเลขสามได้เลยแม้แต่น้อย "กุนซือหลิน... ถอยไปอยู่ด้านหลังสวี่เสียเสียเดี๋ยวนี้!" เสียงคำรามต่ำทุบทะลวงโสตประสาท ดุดันดั่งพญาเสือโคร่งที่กำลังปกป้องอาณาเขต สวี่เฟิงในชุดเกราะเหล็กกล้าดำสนิทพ่นลมหายใจร้อนผ่าวออกมาอย่างเกรี้ยวกราด มือหนาที่หยาบกร้านจากการจับดาบและเฟืองจักรกล คว้าต้นแขนเรียวบางของหลินจื่อเวยไว้แน่นจนเนื้อผ้าแพรต่วนสีครามเข้มยับยู่ยี่ ร่างสูงใหญ่ของนายทหารหนุ่มก้าวเข้ามาบังร่างอรชรไว้มิดชิด ราวกับกำแพงเหล็กที่พร้อมจะรับคมดาบมรณะจากเงามืดแทนสตรีเบื้องหลัง หลินจื่อเวยมิได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย ดวงตาดอกท้อคู่คมกวาดมองรอยลูกศรอาบยาพิษที่ปักอยู่บนเสาไม้สนจีนข้างกายอย่างรวดเร็ว สมองของนางหมุนวนวิเคราะห์วิเคราะห์ทิศทางแรงลมและมุมองอาวุธในเสี้ยววินาที นางย่อมรู้ดีว่าการลอบสังหารครั้งนี้มิใช่ฝีมือของสายลับต่างแคว้นธรรมดา หากแต่มีกลิ่นอายของอำนาจในราชสำนักที่ต้องการตัดแขนขาของท่านอ๋องผู้กุมกำลังพล "ท่านอ๋อง..." น้ำเสียงหวานใสแต่เยือกเย็นราวกับหยกขาวสลักเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ท่ามกลางความตึงเครียด "ลูกศรดอกนี้เคลือบด้วยพิษกู่จากแดนใต้... ผู้ที่สั่งการย่อมไม่ใช่คนโง่เขลา พวกมันรู้ว่าท่านกำลังปฏิรูปอุตสาหกรรมอาวุธ จึงต้องการให้ท่านสูญเสียทั้งคนคุมกฎและกุนซือไปพร้อมกัน" *ฉับพลัน!* ประกายไฟจากการเชื่อมโลหะที่ยังค้างอยู่ในเตาหลอมด้านนอกวับวาบขึ้นสะท้อนกับคมดาบคาตานะที่พุ่งแหวกอากาศเข้ามาอย่างเงียบเชียบ สวี่เฟิงไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง มืออีกข้างชักดาบประจำกายออกจากฝักด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว *เคร้ง!* ประกายไฟสีส้มสาดกระเซ็นไปทั่วห้องโถงมืดทึบ แรงปะทะทำให้เงาร่างของมือสังหารชุดดำถอยร่นไปสามก้าว แต่สวี่เฟิงกลับยืนหยัดมั่นคงราวนายทหารผู้สลักศิลา "บังอาจนัก!" สวี่เฟิงคำรามก้อง นัยน์ตาคมกริบทอประกายอำมหิตจนน่ากลัว บรรยากาศรอบตัวเขาเย็นเยียบลงจนหยาดเหงื่อบนขมับของมือสังหารกลุ่มนั้นเริ่มไหลยิน "ในอาณาเขตของเป่ยจิง สุนัขรับใช้ตัวใดกล้าอาจหาญถึงเพียงนี้!" จื่อเวยแอบสูดลมหายใจเข้าลึก ภายใต้ความเยือกเย็นที่แสดงออก นางสัมผัสได้ถึงหัวใจของนายทหารหนุ่มที่เต้นโครมครามอยู่ใกล้แผ่นหลังของนาง แม้เขาจะแสดงออกว่าเป็นยอดขุนศึกผู้ไร้หัวใจและเคร่งครัดในระเบียบวินัย แต่ยามที่นางตกอยู่ในอันตราย สวี่เฟิงกลับเอาชีวิตของตนเองมาเป็นเกราะกำบังโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกว้างกำเข้าหากันแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งและมั่นคงดั่งหินผาเริ่มก่อตัวขึ้นในใจอย่างเงียบเชียบท่ามกลางกลิ่นอายสงคราม "ท่านสวี่ ระวังด้านซ้าย!" จื่อเวยเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดเมื่อเห็นเงาดำอีกร่างหนึ่งพุ่งทะยานลงมาจากคานหลังคาพร้อมตาข่ายเหล็กหนาม สวี่เฟิงไม่ถามคำถามใดๆ ทั้งสิ้น ความไว้วางใจที่มีต่อสตรีผู้นี้ลึกซึ้งเกินกว่าจะกล่าววาจา เขาหมุนตัวตวัดดาบสวนกลับไปอย่างแม่นยำ ปลายคมดาบเฉียดผ่านใบหูของมือสังหารผู้นั้นจนเลือดสดๆ กระเซ็นติดผนังปูนฉาบปูนขาว พร้อมกับที่เท้าหนาเตะเข้าที่ลิ้นปี่ของอีกฝ่ายจนกระเด็นทะลุประตูไม้สักทองออกไปนอนแน่นิ่งสนิทที่ลานกว้างด้านนอก ความเงียบสงัดกลับคืนสู่โรงหลอมอาวุธอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจเบาๆ ของสวี่เฟิงที่ยืนค้ำดาบยันพื้นเพื่อพยุงร่าง รอยแผลถากที่ต้นแขนซ้ายเริ่มมีเลือดซึมออกมาเป็นวงกว้างย้อมชุดเกราะสีดำให้เข้มขึ้น จื่อเวยรีบก้าวออกมาจากด้านหลัง นางหยิบผ้าเช็ดหน้าแพรไหมปักลายดอกเหมยออก1 ผืนจากอกเสื้ออย่างรวดเร็ว ก้าวเข้าไปประชิดตัวร่างสูงใหญ่ แล้วใช้ปลายนิ้วเรียวบรรจงกดลงบนจุดห้ามเลือดที่ต้นแขนของเขาอย่างแม่นยำตามตำราแพทย์โบราณที่นางร่ำเรียนมา "ท่านบ้าบิ่นเกินไปแล้ว..." จื่อเวยเอ่ยพبرพำ ดวงตาดอกท้อคู่คมเงยขึ้นสบกับนัยน์ตาเยือกเย็นของชายหนุ่มในระยะประชิด จนได้ยินเสียงลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะทะเข้ากับพวงแก้มของนาง สวี่เฟิงก้มลงมองสตรีตรงหน้า แววตาดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำอ่อนโยนอย่างหาได้ยากยิ่ง มือหนายื่นออกไปประคองเอวบางของนางเข้ามาชิดร่างโดยไม่สนว่าบาดแผลที่แขนจะปริแตกอีกครั้ง น้ำเสียงทุ้มต่ำเอמהลอดไรฟันด้วยความดื้อรั้นและจริงจัง "ต่อให้ข้าต้องแลกด้วยลมหายใจ... ข้าก็ไม่มีวันยอมให้ปลายนิ้วของเจ้าต้องมีรอยแผลแม้แต่น้อย, หลินจื่อเวย" ทว่า ก่อนที่บรรยากาศหวานล้ำท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดจะทันได้ลึกซึ้งไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นที่หน้าค่าย พร้อมกับเสียงตะโกนรายงานจากรองแม่ทัพด้วยความตื่นตระหนก "ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! มีพระราชโองการด่วนจากท้องพระโรง... ตราประทับหยกขาวขององค์จักรพรรดิถูกขโมยหายไปอย่างไร้ร่องรอย และ... และหลักฐานทั้งหมดชี้ว่าผู้บงการคือกุนซือหลิน!" สวี่เฟิงชะงักกุนซือสาวในอ้อมแขนทันที นัยน์ตาคมกริบหันขวับกลับไปมองประตูทางเข้าค่ายที่บานประตูเพิ่งถูกผลักเปิดออก พร้อมกับเงาร่างของราชองครักษ์เสื้อแพรนับสิบชีวิตที่เดินเรียงแถวเข้ามาพร้อมหมายจับในมือ! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรมรุ่งโรจน์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%