เสียงกระแทกจานกระเบื้องเคลือบราคาแพงลงบนโต๊ะไม้สักเก่าครึ่งใบดัง *เพล้ง* จนน้ำซุปกระดูกหมูสีงาช้างกระฉอกเปรอะผ้ากันเปื้อนสีสะอาดตา แต่รินรดากลับไม่แม้แต่จะชายตามองจานใสนั้น เธอเพียงแค่ขยับทัพพีไม้ในมือวนน้ำซุปเคี่ยวเค็มหวานอ่อนละมุนช้าๆ กลิ่นหอมของรากผักชี กระเทียมดอง และกระดูกเอียว์เล้งที่เคี่ยวมาข้ามคืนลอยอวลตลบอบอวลไปทั่วตรอกเล็กๆ ตัดกับบรรยากาศความรีบเร่งของผู้คนที่เดินผ่านไปมาในยามเที่ยงวันอย่างสิ้นเชิง
"ทำตัวโอ้้เอ้แบบนี้ คิดจะเปิดร้านแข่งกับโรงแรมห้าดาวหรือไง รินรดา! ลูกค้ารอนานจนหนีไปหมดแล้ว เห็นไหมว่าป้ากับพวกญาติๆ ต้องมานั่งทนอับอายขายขี้หน้าชาวบ้านเขาอยู่ตรงนี้!"
เสียงแหลมสูงของป้าสะใภ้ใหญ่ดังแทรกเสียงฉู่ฉ่าของน้ำมันในกระทะขึ้นมาทันที หญิงวัยกลางคนในชุดเสื้อผ้าไหมราคาแพงแต่ยับยู่ยี่เพราะนั่งรอคอยด้วยความหงุดหงิด ยืนเท้าสะเอวหน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความโมโห
รินรดายกมุมปากขึ้นน้อยๆ รอยยิ้มนั้นบางเบาเสียจนแทบเรียกว่าเป็นเพียงเส้นตรง แต่กลับแฝงความเยือกเย็นที่ทำให้ป้าสะใภ้ชะงักไปชั่วขณะ เธอวางทัพพีไม้ลงอย่างเป็นจังหวะ ไม่รีบร้อน ไม่ตื่นตระหนก และไม่มีร่องรอยความเกรงกลัวแม้แต่น้อย
"ถ้าคุณป้ารู้สึกอับอายและรอนานจนทนไม่ไหว... ทางออกที่ง่ายที่สุดและประหยัดเวลาที่สุดในโลกใบนี้ คือการเดินออกไปจากตรอกนี้ครับ... เอ๊ย หมายถึง เดินออกไปหาร้านอาหารติดแอร์กินเองได้เลยนะครับ ไม่มีใครเอาโซ่ล่ามขาพวกท่านไว้สักหน่อย" รินรดาตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่ทุกคำพูดคมกริบราวกับใบมีดโกนที่อาบน้ำผึ้ง
"นัง... นังเด็กปากดี!" ป้าสะใภ้หน้าดำคร่ำเครียด ชี้หน้าหมายจะพุ่งเข้ามาเอาเรื่อง แต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะแตะโดนชายเสื้อของหญิงสาว ร่างสูงโปรสง่าในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปสีเทาเข้มก็ก้าวเข้ามาขวางกลางไว้เสียก่อน
ศิลาไม่ได้เอ่ยคำขู่ใดๆ เขาเพียงแค่ปรายตามองญาติผู้ใหญ่จอมวุ่นวายด้วยแววตาเย็นชาเฉียบคมราวกับน้ำแข็งขั้วโลก แค่รัศมีกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่มผู้กุมบังเหียนอาณาจักรธุรกิจพันล้าน ก็ทำให้ป้าสะใภ้ต้องกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ถอยกรูดไปสามก้าวโดยอัตโนมัติ
"ภรรยาผมกำลังยุ่งกับการทำอาหารให้ *ลูกค้าตัวจริง* รับประทาน ถ้าไม่อยากให้ผมสั่งคนเคลียร์พื้นที่และแบนธุรกิจครอบครัวพวกคุณจนหมดเนื้อหมดตัว... เชิญนั่งเงียบๆ หรือไม่ก็ไสหัวไปให้พ้นสายตาครับ" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ กังวาน และทรงอำนาจจนคนฟังขนลุกซู่
บรรยากาศรอบโต๊ะอาหารริมทางพลันเงียบกริบลงทันตาเห็น รินรดาแอบอมยิ้มขำกับท่าทีหวงภรรยาของสามีหนุ่มสายเปย์ ก่อนที่เธอจะหันกลับมาสนใจหม้อดินเผาตรงหน้าต่อ
ความจริงแล้ว กลยุทธ์ที่เธอเลือกใช้ในวันนี้ไม่ใช่การเร่งรีบทำอาหารให้ทันใจคนเห็นแก่ตัวเหล่านั้น แต่มันคือ "ศิลปะแห่งความช้า" ต่างหาก
ในยุคที่ผู้คนต่างวิ่งวุ่นแข่งขันกับเวลา อาหารฟาสต์ฟู้ดและบริการด่วนจี๋กลายเป็นบรรทัดฐานของสังคมเมือง รินรดาเลือกทำตรงกันข้าม เธอกลับมาใช้เตาถ่านโบราณ ใช้เวลาเคี่ยวซุปสามชั่วโมงเต็ม ปั้นก้อนหมูสับผสมรากผักชีพริกไทยทีละปั้นด้วยมืออย่างประณีต และปล่อยให้กลิ่นหอมกรุ่นของน้ำซุปค่อยๆ ลอยฟุ้งกระจายไปตามสายลม ชักชวนให้ผู้คนในย่านนั้นที่เหนื่อยล้าจากการทำงาน ได้หยุดพักสูดกลิ่นอายความอบอุ่นในวัยเด็ก
มันคือการตลาดที่ไม่มีในตำราเล่มไหน — การตลาดที่ใช้ *ความสุขและความทรงจำ* เป็นตัวดึงดูดลูกค้า
"คุณครับ... บะหมี่แห้งหมูตุ๋นยาจีนสองที่ น้ำซุปแยกถ้วยใหญ่ๆ นะครับ" เสียงทุ้มคุ้นเคยของศลาดังขึ้น เขากลับมานั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกตัวเล็กๆ ข้างกายเธออย่างไร้ซึ่งความถือตัว ทั้งที่ขาส้อยๆ ของเขาแทบจะยัดไม่ใต้โต๊ะตัวนั้นด้วยซ้ำ
"สั่งเก่งจริงนะคะ สามีสายเปย์" รินรดาแกล้งแซวพลลวกเส้นบะหมี่ไข่เส้นแบนสีเหลืองทองในกระชอนลวกด้วยความคล่องแคล่ว สะบัดน้ำออกเบาๆ สองครั้งก่อนคลุกเคล้ากับน้ำมันกระเทียมเจียวหอมกรุ่นที่เจียวเองใหม่ๆ เสียงฉ่าเบาๆ และกลิ่นหอมเย้ายวนเตะจมูกจนคนนั่งรอรอบข้างกลืนน้ำลายดังเอือก
"ก็ผมอยากสนับสนุนกิจการของภรรยาคนเก่งนี่ครับ... ว่าแต่ ถ้าผมเหมาหม้อนี้ทั้งหมด วันนี้เราจะปิดร้านแล้วไปเที่ยวกันสองคนได้หรือยังครับ" ศิลาเอ่ยพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก สายตาที่เขามองเธอนั้นเต็มไปด้วยความคลั่งรักจนคนเป็นภรรยาต้องแสร้งทำเป็นดุกลบเกลื่อนความเขินอาย
"ไม่ได้ค่ะ หม้อนี้มีเจ้าของจองไว้หมดแล้ว... อ๊ะ นั่นไง ลูกค้ามาพอดี"
รินรดาเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาหยุดหน้าร้าน ลูกค้ากลุ่มใหม่ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นกลุ่มนักธุรกิจชื่อดังระดับแนวหน้าของเมืองที่เพิ่งเดินออกจากตึกสำนักงานใหญ่ฝั่งตรงข้าม นำโดยประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเรื่องมากเรื่องอาหาร
"กลิ่นหอมนี่... แม่นาง รบกวนทำบะหมี่สูตรพิเศษให้ผมสักชามเถอะครับ ได้ยินชื่อเสียงความสโลว์ไลฟ์ของร้านคุณมาสามวัน วันนี้ผมยอมโดนเลื่อนประชุมเพื่อสิ่งนี้เลยนะ" ประธานเฒ่าเอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี
ป้าสะใภ้และญาติๆ ที่นั่งหน้าหงออยู่มุมร้านถึงกับอ้าปากค้าง ตาโตด้วยความไม่เชื่อ เมื่อเห็นว่าลูกค้าระดับเศรษฐีพันล้านยอมยืนต่อแถวรอคอยบะหมี่ริมทางชามละไม่กี่บาทอย่างเต็มใจ โดยไม่มีใครกล้าปริปากบ่นสักคำ
รินรดายิ้มรับอย่างเป็นกันเอง มือเรียวยังคงบรรจงจัดเรียงหมูตุ๋นชิ้นโตที่เปื่อยนุ่มละลายในปากลงบนชามบะหมี่อย่างประณีต บรรยากาศความอบอุ่น คลุกเคล้ากับกลิ่นอายอาหารโบราณ และสายตาที่เปี่ยมด้วยความรักและการสนับสนุนจากสามี ทำให้ร้านข้างทางเล็กๆ แห่งนี้กลายเป็นจุดศูนย์กลางความสนใจของย่านธุรกิจไปโดยปริยาย
แต่ทว่า... ในจังหวะที่รินรดากำลังจะส่งมอบชามบะหมี่ชามแรกให้แก่ลูกค้ารายสำคัญ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังแทรกเข้ามาจากมุมมึกของตรอก พร้อมกับเงาร่างของชายแปลกหน้าในชุดสูทสีดำสนิทที่เดินตรงดิ่งเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าร้านด้วยท่าทางคุกคาม
"คุณรินรดาใช่ไหมครับ... นายใหญ่ของเราให้มาเชิญคุณไป 'คุยธุระ' ส่วนตัวหน่อยครับ"
--------------------------------------------------
*ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความอบอุ่นและรสชาติอาหารของรินรดานะครับ*
กับข้าวร้านข้างทาง กับคุณชายสายเปย์ผู้หิวโหย•ตอนที่ 18
กลยุทธ์การตลาดที่ไม่มีใครเลียนแบบ
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับข้าวร้านข้างทาง กับคุณชายสายเปย์ผู้หิวโหย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!