“หลักฐานตำตาอยู่เพียงนี้ เจ้ายังจะปฏิเสธหน้าตายอีกหรือ หลินชุนฮวา! เงินในห่อผ้าที่ซุกอยู่ใต้ฟูกของเจ้า มันงอกออกมาเองได้หรืออย่างไร!”
เสียงตวาดกร้าวของจ้าวฟางดังทะลุโสตประสาทที่ยังคงมึนงง ไป๋ลี่หลิน—ในนามของหลินชุนฮวา—ค่อยๆ ปรือตาขึ้น ความรู้สึกเหมือนถูกม้าศึกเหยียบทับทรวงอกแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย กลิ่นอับชื้นของบ้านดินและกลิ่นดินโคลนที่คลุกเคล้ากับกลิ่นสาบของฟางข้าวตีรวนขึ้นมาในจมูก นางไม่ได้อยู่ในค่ายทหารที่รายล้อมด้วยกลิ่นคาวเลือดของสมรภูมิอีกต่อไป ทว่าความทรงจำที่แตกกระจัดกระจายกลับพรั่งพรูเข้ามาดุจน้ำป่าหลาก
นางคือกุนซือผู้กุมชะตากรรมของแคว้น ทว่าบัดนี้กลับกลายเป็นหญิงสาวขี้โรคในหมู่บ้านชนบทที่กำลังถูกแม่เลี้ยงใส่ร้ายว่าลักขโมยเงินกองกลางของครอบครัว
“ข้าถามเจ้าว่าอย่างไร!” จ้าวฟางพุ่งเข้ามาจิกเส้นผมของร่างบางอย่างแรงจนหลินชุนฮวาต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด
ไป๋ลี่หลิน—ผู้ผ่านการวางกลยุทธ์ในราชสำนักมานับสิบปี—ไม่กรีดร้อง ไม่วิงวอน ดวงตาสงบนิ่งคู่นั้นค่อยๆ เปลี่ยนจากความมึนงงกลายเป็นความเยือกเย็นดั่งบ่อน้ำลึกที่ไม่มีก้นบึ้ง นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบตากับหญิงวัยกลางคนด้วยแววตาที่ทำให้จ้าวฟางถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
“ท่านแม่ ท่านบอกว่าเงินเหล่านั้นอยู่ในห่อผ้าใต้ฟูกข้า…” น้ำเสียงของนางแหบพร่าทว่ากังวานและหนักแน่น “แต่หากข้าจำไม่ผิด เงินจำนวนนั้นควรจะอยู่ในหีบไม้ที่ล็อกกุญแจแน่นหนาในห้องท่านไม่ใช่หรือ เหตุใดมันจึงย้ายที่มาอยู่ในจุดที่ ‘ใครบางคน’ ต้องการให้ข้ากลายเป็นแพะรับบาปได้ง่ายดายถึงเพียงนี้?”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องคับแคบ จ้าวฟางหน้าถอดสีไปวูบหนึ่งก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราด “เจ้า! เจ้ายังจะปากดี! ขโมยของในบ้านยังไม่พอยังจะใส่ร้ายผู้ใหญ่หรือ! ตบมัน! ใครก็ได้มาจัดการนาง!”
ในจังหวะที่ลูกสะใภ้คนรองกำลังเงื้อมมือจะฟาดลงมาที่ใบหน้าของนาง ไป๋ลี่หลินขยับตัวเพียงเล็กน้อยด้วยทักษะการป้องกันตัวที่หลงเหลืออยู่ในสัญชาตญาณ นางคว้าข้อมือของอีกฝ่ายไว้ได้อย่างแม่นยำแม้เรี่ยวแรงจะน้อยนิด พลังกดทับที่จุดชีพจรทำให้หญิงสาวอีกคนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นด้วยความเจ็บปวดที่หาสาเหตุไม่ได้
“สติปัญญาที่มืดบอด มักนำพาความพินาศมาสู่เรือนตน” นางกล่าวเบาๆ ราวกับร่ายบทกวี แต่น้ำเสียงนั้นกลับเย็นยะเยือกจนทุกคนในห้องต้องขนลุกชัน “หากใครคิดจะใช้เล่ห์เหลี่ยมชั้นต่ำเช่นนี้กับข้าอีกครั้ง จงจำไว้ว่าทางเดินของข้าจากนี้ไป... จะไม่มีที่ว่างให้กับคนโง่เขลา”
ขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงของรองเท้าบูททหารก็ดังก้องมาจากหน้าบ้าน แรงกดดันมหาศาลจากผู้มาเยือนทำให้บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนไปทันที ประตูไม้ถูกผลักออกอย่างแรง เผยให้เห็นร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบสีเขียวขี้ม้าใบหน้าคมสันราวกับรูปสลัก ดวงตาคู่นั้นดุร้ายดั่งพยัคฆ์ในเงามืด เขาคือเสิ่นจ้านถิง นายทหารผู้กุมอำนาจในเขตนี้
เขาเหลือบมองสถานการณ์เบื้องหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย แววตาคมกริบกวาดผ่านจ้าวฟางที่ตัวสั่นงันงก ก่อนจะมาหยุดลงที่ใบหน้าของหลินชุนฮวาที่ยังคงนั่งสงบนิ่งอยู่บนพื้น
“เกิดเรื่องอันใดขึ้นที่นี่?” น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท แต่มันกลับทำให้คนในห้องแทบหยุดหายใจ
จ้าวฟางรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น “ท่านสหายเสิ่น! ท่านมาก็ดีแล้ว! นาง... นังเด็กนี่มันลักขโมยเงินครอบครัว เรากำลังจะสั่งสอนคนอกตัญญูท่านช่วยจัดการนางด้วยเถิด!”
เสิ่นจ้านถิงปรายตามองห่อผ้าที่วางอยู่บนพื้น เขาเดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมา ก่อนจะจ้องมองไปยังหลินชุนฮวาอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้มองด้วยความรังเกียจอย่างที่ควรจะเป็น แต่เขากลับสังเกตเห็นประกายบางอย่างในดวงตานาง... ประกายของสตรีที่ไม่ยอมก้มหัวให้แก่โชคชะตา ประกายที่เขาไม่เคยพบในหญิงสาวชาวบ้านคนใด
เขาย่อตัวลงวางห่อเงินคืนตรงหน้าหลินชุนฮวา แววตาพยัคฆ์นั้นวูบไหวราวกับพบของหายากในกองขยะ “เงินนี่เป็นของเจ้าจริงหรือไม่?”
หลินชุนฮวาสบตาเขา ไม่หลบเลี่ยง ไม่สะทกสะท้าน “ไม่ใช่ของข้า และข้าไม่ได้ขโมย สิ่งที่ข้าต้องการคือความยุติธรรม... ซึ่งดูเหมือนในบ้านหลังนี้จะไม่มีสิ่งนั้นให้”
เสิ่นจ้านถิงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและท้าทาย “ความยุติธรรมงั้นหรือ? ในที่แห่งนี้ คนที่มีอำนาจเท่านั้นจึงจะกำหนดว่าสิ่งใดคือความจริง”
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะก้าวเข้าหาจ้าวฟางจนหญิงวัยกลางคนถอยหลังไปชนฝาผนัง “แต่ในเมื่อข้าอยู่ที่นี่ ความจริงจะต้องปรากฏ หากข้าพบว่ามีการใส่ร้ายป้ายสีเกิดขึ้น... ต่อให้เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน ข้าก็จะไม่เว้น”
เขาหันกลับมามองหลินชุนฮวาอีกครั้ง ทว่าในจังหวะนั้นเอง นายทหารติดตามคนหนึ่งรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาเขา “ท่านรอง! มีโทรเลขด่วนจากกองบัญชาการ... ท่านต้องรีบไปเดี๋ยวนี้ครับ มีคำสั่งลับเรื่องการโยกย้ายกำลังพลในพื้นที่!”
เสิ่นจ้านถิงชะงัก เขาคว้าซองเอกสารมาเปิดอ่านเพียงครู่เดียว คิ้วหนาก็ขมวดเข้าหากันจนเป็นปม เขาส่งสายตาคมปลาบไปที่หลินชุนฮวาราวกับจะฝากฝังบางอย่างไว้ ก่อนจะหันหลังกลับเดินออกไปจากบ้านอย่างรวดเร็ว
หลินชุนฮวานั่งมองแผ่นหลังของเขาที่ลับไป พร้อมกับความรู้สึกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นในอก นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา และการปรากฏตัวของเขาคือสัญญาณเริ่มต้นของพายุใหญ่ที่กำลังจะพัดผ่านหมู่บ้านแห่งนี้
แต่สิ่งที่ทำให้นางต้องหยุดชะงัก คือถุงจดหมายสีน้ำตาลที่ตกอยู่บนพื้น ซึ่งเสิ่นจ้านถิงทำหล่นไว้ในจังหวะที่รีบเร่ง นางเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาเปิดออกอ่านเพียงบรรทัดเดียว... และทันใดนั้นเอง ลมหายใจของนางก็ขาดห้วงไปทันที
ข้อความในจดหมายระบุชื่อของ ‘นาง’ ในอดีตชาติ... พร้อมกับตราประทับลับของราชวงศ์ที่ไม่มีวันปรากฏในยุค 80 นี้อย่างเด็ดขาด!
ห้วงเวลานั้นหยุดหมุนหลินชุนฮวาตระหนักได้ทันทีว่า... การทะลุมิติมาครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือกับดักที่ถูกวางไว้ข้ามกาลเวลา!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับส้มหวานมิติลับในตอนแรกนี้ แล้วมาพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะคะ
กาลเวลาร้อยรัก ทะลุมิติสู่ยุคสหายแห่งหัวใจ•ตอนที่ 1
สายลมแห่งกาลเวลาพัดผ่าน
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กาลเวลาร้อยรัก ทะลุมิติสู่ยุคสหายแห่งหัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
