“ป้ายชื่อและตราประทับของสหกรณ์จัดซื้อจัดจ้างอำเภอ... ตรวจสอบเรียบร้อยแล้วค่ะ สหายหลิน สินค้าล็อตนี้ของคุณภาพเยี่ยมยอดจนคณะกรรมการถึงกับเอ่ยปากชมไม่ขาดปากเลยทีเดียว”
เสียงทุ้มห้วนของเจ้าหน้าที่พัสดุกรมการค้าภายในดังขึ้น พร้อมกับเสียงกระดาษปึกใหญ่ที่ถูกวางลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งอย่างหนักแน่น กลิ่นอายของหมึกจีนและกระดาษเก่าคละคลุ้งไปทั่วห้องทำงานแคบ ๆ ที่อัดแน่นไปด้วยแฟ้มเอกสาร ท่ามกลางสายตาอิจฉาริษยาแกมหมั่นไส้ของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าเจ้าเก่าที่ยืนออกันอยู่หน้าประตู
หลินหว่านแย้มยิ้มบางเบา นางไม่ได้แสดงท่าทีลำพองใจแม้แต่น้อย มือเรียวบางในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีครามสะอาดตาสอดเก็บใบอนุญาตจัดส่งสินค้าและสัญญาผูกขาดการส่งอาหารแปรรูปให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมและหน่วยงานราชการลงในกระเป๋าผ้าอย่างใจเย็น ดวงตาดอกท้อคู่งามกวาดมองเอกสารตราครุฑแดงฉานเหล่านั้นด้วยความพึงพอใจ
นี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะเหนือคู่แข่งทางการค้าหน้าเลือดในตลาดมืด แต่คือการก้าวขึ้นสู่แสงสว่างอย่างเต็มภาคภูมิในยุคที่การค้าเสรีเพิ่งเริ่มผลิ
“ขอบคุณท่านหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อมากค่ะ ทางเราจะรักษามาตรฐานความสะอาดและรสชาติให้คงที่ ไม่มีวันทำให้ทางหน่วยงานผิดหวังอย่างแน่นอนค่ะ” หลินหว่านกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น รอยยิ้มของนางทรงพลังพอที่จะทำให้ข้าราชการหนุ่มวัยกลางคนถึงกับพยักหน้ารับด้วยความชื่นชม
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูอาคารราชการ แสงแดดจัดจ้าของยามบ่ายก็สาดกระทบเข้ากับใบหน้าเรียบเนียน โจวอี้เฉินที่ยืนรออยู่ข้างรถจักรยานคันเก่าพ่วงท้ายด้วยลังไม้ไผ่สานขนาดใหญ่ รีบสาวเท้าเข้ามาหาภรรยาทันที ดวงตาคมกริบกวาดสำรวจทั่วร่างนางอย่างรวดเร็วราวกับจะตรวจสอบว่านางเหนื่อยล้าหรือถูกรังแกที่ไหนหรือไม่
“เรียบร้อยดีไหม?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม มือหนาที่ผ่านการจับอาวุธและทำไร่ไถนาเอื้อมไปรับกระเป๋าผ้าจากมือภรรยามาถือไว้เองอย่างเป็นธรรมชาติ
“เรียบร้อยดีค่ะท่านพี่... ต่อไปนี้ ‘เต้าหู้หม่าล่าสูตรพิเศษ’ และ ‘เนื้อหมูแดดเดียวคลุกเครื่องเทศสวรรค์’ ของเรา จะถูกส่งตรงเข้าโรงงานทอผ้าและกองร้อยทหารในเขตเหนืออย่างเป็นทางการแล้วค่ะ” หลินหว่านกระซิบเบา ๆ ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มกว้างอย่างสดใส นางยื่นมือไปจับแขนเสื้อของสามีเขย่าเบา ๆ อย่างออดอ้อน
โจวอี้เฉินชะงักไปเล็กน้อย ใบพักตร์คมคายที่มักจะเรียบเฉยราวน้ำแข็งสลายความเย็นชาลงทันทีเมื่อเห็นรอยยิ้มของภรรยา เขาใช้มืออีกข้างลูบศีรษะนางเบา ๆ ผ่านผ้าคลุมผมอย่างทะนุถนอม “เก่งมาก… เมียพี่เก่งที่สุด”
คำชมเรียบง่ายแต่จริงใจนี้ ทำให้หัวใจของหลินหว่านพองโต แม้ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความยากลำบากและความขาดแคลน ผู้คนต้องดิ้นรนปากกัดตีนถีบ แต่นางกลับรู้สึกว่าการได้มาทะลุมิติมาพบกับสามีผู้ซื่อสัตย์และมั่นคงเช่นนี้ คือของขวัญล้ำค่าที่สุดจากสวรรค์
ทั้งสองปั่นจักรยานลัดเลาะกลับมายังบ้านพักหลังน้อยที่ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน ระหว่างทาง กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศที่หมักซ่อนอยู่ในลังไม้ด้านหลังรถเริ่มโชยออกมาตามแรงกระแทกของล้อรถที่วิ่งผ่านถนนลูกรัง กลิ่นยี่หร่า พริกเสฉวน อบเชย และโป๊ยกั๊ก ผสมผสานกันจนกลายเป็นกลิ่นเอกลักษณ์ที่ชาวบ้านละแวกนั้นต่างคุ้นเคยและน้ำลายสอ
แต่ทว่า เมื่อมาถึงหน้าบ้านพัก บรรยากาศความสงบสุขกลับถูกทำลายลงด้วยเงาร่างคุ้นเคยที่ยืนกระสับกระส่ายอยู่หน้าประตูรั้วไม้ไผ่
“นังตัวดี! ในที่สุดก็โผล่หัวมาสักทีนะ!”
เสียงแหลมสูงตวาดลั่นด้วยความเกรี้ยวกราด ปรากฏร่างของ ‘สะใภ้รองจาง’ ภรรยาของพี่ชายร่างไร้ประโยชน์ของเจ้าของร่างเดิม ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความริษยา มือข้างหนึ่งเท้าเอว ส่วนอีกข้างชี้หน้าหลินหว่านที่เพิ่งก้าวลงจากรถจักรยาน ด้านข้างยังมีร่างอ้วนท้วนของป้าสะใภ้ใหญ่ยืนกอดอกทำหน้าถมึงทึงอยู่ด้วย
หลินหว่านหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าหายวับไปทันที ถูกแทนที่ด้วยแววตาเยียบเย็น นางไม่ได้ตกใจหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย กลับรู้สึกเบื่อหน่ายเสียมากกว่าที่สุนัขจิ้งจอกหิวกระหายเหล่านี้ตามมาตอแยไม่จบไม่สิ้น
“ลมอะไรหอบพวกท่านมาถึงนี่คะ? หรือว่าเสบียงที่บ้านหมด จนต้องมาขอทานข้าวต้มก้นหม้อจากบ้านฉันอีก?” หลินหว่านเอ่ยปากสวนกลับทันที น้ำเสียงราบเรียบแต่เชือดเฉือนจนคนฟังหน้าชา
“เจ้า! นังเด็กเนรคุณ!” ป้าสะใภ้ใหญ่กรี๊ดลั่น พุ่งตัวเข้ามาหมายจะตบสั่งสอน แต่ยังไม่ทันเข้าใกล้รั้ว โจวอี้เฉินก็ก้าวขามาบังหน้าภรรยาไว้ ร่างสูงใหญ่ราวกำแพงเหล็กแผ่รังสีอำมหิตออกมาโดยอัตโนมัติ ดวงตาคมดุจเหยี่ยวจ้องมองไปยังสองแม่ลูกตระกูลจางจนพวกนางต้องผถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัว สัญชาตญาณดิบของอดีตทหารผ่านศึกทำให้ผู้หญิงปากร้ายทั้งสองไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
“ใครกล้าแตะต้องภรรยาผม... ก้าวเข้ามาลองดูสิครับ” โจวอี้เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำลึก ทรงพลังและเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก
สะใภ้รองจางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นางสะบัดหน้าหนีสายตาน่ากลัวนั้น ก่อนจะหันมาใช้ไม้ตายสุดท้ายด้วยการกรีดร้องโวยวายให้ชาวบ้านแถว
“ดูเอาเถอะพี่น้อง! บ้านรองจางรวยเอา ๆ ขายอาหารร่ำรวยจนซื้อจักรยานคันใหม่ได้ แต่กลับปล่อยให้ญาติพี่น้องอดตาย! แถมสามีมันยังขู่จะทำร้ายคนแก่อีก ฟ้าดินมีตาไหมเนี่ย!”
เสียงโวยวายเริ่มดึงดูดสายตาของชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาให้หยุดมอง หลายคนเริ่มซุบซิบกันไปต่าง ๆ นานາ ตามประสาคนชอบสอดรู้เรื่องชาวบ้าน
หลินหว่านแค่นหัวเราะในลำคอ “รวยเหรอคะ? พวกเราหาเงินมาได้ทุกหยาดเหงื่อทุกหยดจากน้ำพักน้ำแรง ไม่เคยไปปล้นหรือขอทานใคร แล้วไอ้ที่บอกว่าปล่อยให้ญาติอดตายน่ะ... ตอนที่ฉันท้องหิวโซจนเกือบตายในห้องเช่าเมื่อปีก่อน พวกท่านเคยเอาข้าวต้มมาให้สักเมล็ดไหมคะ? ตอนที่สามีฉันบาดเจ็บกลับมาจากชายแดน พวกท่านเคยมาดูดำดูดีไหม? วันนี้มีหน้ามาทวงบุญคุณอะไรกับฉันอีก!”
คำพูดฉะฉานและเด็ดขาดของหลินหว่านทำให้ชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่เริ่มพยักหน้าเห็นด้วย หลายคนจำได้แม่นว่าตระกูลจางเคยรังแกและเอาเปรียบสองสามีภรรยาคู่นี้มานานแค่ไหน
สะใภ้รองจางหน้าซีดเผือด เถียงไม่ออก แต่ยังดึงดันจะเอาเงินให้ได้ “แก... แกต้องแบ่งสูตรอาหารและเงินครึ่งหนึ่งให้ตระกูลจาง ไม่อย่างนั้นฉันจะไปฟ้องคอมมูนหมู่บ้านว่าพวกแกค้ากำไรเกินควร!”
หลินหว่านยิ้มเยาะ นางก้าวเท้าเดินผ่านร่างของสามีออกมาเผชิญหน้ากับคนทั้งสองตรงๆ ดวงตาดอกท้อเปล่งประกายความเจ้าเล่ห์และเฉียบคม “ฟ้องเลยค่ะ เชิญตามสบาย... แต่อย่าลืมบอกท่านเลขาธิการคอมมูนด้วยนะคะ ว่าพวกท่านแอบอ้างชื่อฉันไปขโมยวัตถุดิบในคลังสินค้าหมู่บ้านเมื่อเดือนก่อน หรือจะให้ฉันงัดหลักฐานบัญชีลับที่ฉันบันทึกไว้ ไปยื่นให้ตำรวจสอบสวนการทุจริตดีคะ?”
สิ้นคำพูดนั้น สะใภ้รองจางและป้าสะใภ้ใหญ่ถึงกับหน้าถอดสี ร่างกายสั่นเทาด้วยความตกใจกลัวจนพูดไม่ออก ความลับดำมืดที่พวกนางคิดว่าไม่มีใครรู้ ถูกขุดขึ้นมากลางแสงแดดอย่างไม่ไว้หน้า
“แก... แกมันปีศาจ!” สะใภ้รองจางชี้หน้าสั่นระริก ก่อนจะรีบดึงแขนป้าสะใภ้ใหญ่วิ่งหนีหายลับไปจากตรอกอย่างไม่คิดชีวิต ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของชาวบ้าน
หลินหว่านถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ก่อนจะหันกลับมามองสามีที่ยืนมองนางด้วยแววตาเป็นประกายระยิบระยับ โจวอี้เฉินยื่นมือไปหยิบเศษใบไม้ที่ติดอยู่บนไหล่ของภรรยาออกอย่างเบามือ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
“เมียผมนี่... ร้ายกาจจริงๆ”
“ร้ายกาจแล้วรักไหมล่ะคะ?” หลินหว่านแกล้งเอียงคอถาม หยอกล้อสามีด้วยดวงตาพราวระยับ
โจวอี้เฉินไม่ตอบด้วยคำพูด แต่เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่ริมฝีปาก ก่อนที่เขาจะกระซิบด้วยเสียงแหบพร่าข้างใบหู “รักจนยอมตายให้ได้... แต่วันนี้ หิวข้าวแล้วครับ ทำให้กินหน่อยสิครับ เมียจ๋า”
นางหัวเราะคิกคัก ยอมเดินตามสามีเข้าบ้านเพื่อเตรียมตัวทำมื้อเย็นฉลองความสำเร็จ แต่ทว่า... ในขณะที่หลินหว่านกำลังจุดเตาไฟและเปิดมิติลับเพื่อหยิบเครื่องเทศล้ำค่าออกมาอยู่นั้น เสียงเคาะประตูก็ DANG! ดังขึ้นอีกครั้งอย่างกะทันหัน
ไม่ใช่เสียงเคาะประตูบ้าน... แต่เป็นเสียงทุบประตูกระแทกกระทั้นอย่างรุนแรงจากด้านนอก พร้อมกับเสียงตะโกนกระหึ่มด้วยน้ำร้อนรนของหัวหน้าสถานีตำรวจประจำอำเภอที่ยืนหอบแฮกอยู่หน้าบ้าน
“สหายหลิน! สหายโจว! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ! ผลการตรวจสอบอาหารแปกรูปส่งออกล็อตแรกของคุณ... มีปัญหาใหญ่หลวงแล้วครับ!”
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "หลินฮวายุคปฏิรูป" มาโดยตลอดนะคะ
เซียนเครื่องเทศกับสหายทหารผู้เย็นชา•ตอนที่ 13
ขยายอาณาจักรสู่การส่งออก
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเครื่องเทศกับสหายทหารผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!