ปัง!
เสียงประตูกระจกนิรุกติ์ของห้องทำงานเพนต์เฮาส์ชั้นบนสุดถูกผลักเปิดออกด้วยแรงเหวี่ยงที่มากเกินความจำเป็น รณกรก้าวฉับๆ เข้ามาภายในห้องโดยไม่1รอสัญญาณอนุญาตจากเลขานุการหน้าห้อง ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสะท้อนภาพของชายหนุ่มร่างสูงเจ้าของห้อง ที่กำลังนั่งไขว่ห้างเซ็นเอกสารอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้วอลนัทราคาแพงลิบลิ่ว
ธันวาเงยหน้าขึ้นช้าๆ ริมฝีปากหยักได้รูปเหยียดขึ้นเป็นรอยยิ้มเยັນชาที่ทำเอาต่อมความอดทนของสถาปนิกหนุ่มพุ่งปรี๊ดถึงขีดสุด
"มารยาทในการเคาะประตูก่อนเข้าห้องของสถาปนิกชื่อดัง คงถูกพายุพัดหายไปตอนขึ้นลิฟต์มาสินะครับ คุณรณกร" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่แฝงความกวนประสาทไว้ทุกอณูคำ
"เลิกเล่นลิ้นแล้วหยุดทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาได้แล้วครับคุณธันวา!" รณกรพ่นลมหายใจพรืด เดินดุ่มๆ ไปหยุดยืนท้าวสะเอวอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ "ส่งจดหมายยกเลิกสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหายบ้าบออะไรมาให้ทางบริษัทผมอีก คุณว่างมากจนไม่มีงานทำหรือไง ถึงได้หาเรื่องปั่นป่วนโปรเจกต์นี้ไม่เว้นแต่ละวัน"
ธันวาค่อยๆ วางปากกาในมือลง ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาประชิดตัวรณกรทีละน้อย บรรยากาศรอบตัวกดดันจนอากาศในห้องแทบเจือจางลงถนัดตา
"ผมไม่ได้ว่างครับ..." ธันวาโน้มใบหน้าลงมาหาคนที่เตี้ยกว่าเล็กน้อย ดวงตาสีเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่กำลังฉายแววท้าทาย "แต่ผมแค่รู้สึกว่า... สถาปนิกบางคนกำลังทำงานโดยเอาแต่อารมณ์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง มากกว่าจะสนใจความต้องการของเจ้าของตึก"
"ผมเนี่ยนะเอาแต่อารมณ์!" รณกรสวนกลับทันควันโดยไม่ยอมถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว ใบหน้าคมคายแดงก่ำด้วยความโกรธ "แบบแปลนโครงสร้างที่ผมแก้ให้คุณไปรอบล่าสุด มันสมบูรณ์แบบไร้ที่ติทั้งในแง่สถาปัตยกรรมและวิศวกรรม แต่คุณกลับตีตกเพราะเหตุผลปัญญาอ่อนว่า 'ทิศทางลมมันรบกวนความสงบในใจคุณ' แบบนี้มันเรียกว่าหาเรื่องชัดๆ!"
"ถ้าคุณใส่ใจรายละเอียดของตึกนี้ให้มากพอเหมือนกับที่ใส่ใจปากตัวเอง คุณก็จะรู้ว่าผมไม่ได้หาเรื่อง..." ธันวากดเสียงต่ำลง ร่างสูงก้าวเข้าไปใกล้อีกจนระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงคืบเดียว กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นกาแฟคั่วบดลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัสของรณกร "ทิศทางลมตรงระเบียงทิศตะวันตกมันพัดเข้าห้องทำงานผมโดยตรง และผมเกลียดเสียงลมหวีดหิวตอนทำงาน มันเสียสมาธิ"
"ก็แค่ติดกระจกกันเสียงเพิ่ม หรือไม่ก็ย้ายโต๊ะทำงานของคุณไปไว้มุมอื่น แค่นี้ก็สิ้นเรื่อง ทำไมต้องทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่โตด้วยเล่า!"
"เพราะผมชอบให้ทุกอย่างมันอยู่ถูกที่ถูกทาง..." ธันวาจ้องมองริมฝีปากที่กำลังขยับเถียงฉอดๆ ของอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมชั่วขณะ ความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยประกายความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งและยากจะคาดเดา "และคนที่ควรจะอยู่ถูกที่ถูกทางที่สุดในตอนนี้... ก็คือคุณ ที่ควรจะยืนอยู่ตรงหน้าผม แบบนี้"
รณกรชะงักไปชั่ววินาที หัวใจเจ้ากรรมกระตุกวูบอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเมื่อจู่ๆ บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนจากสนามรบกลายเป็นพื้นที่กดดันทางอารมณ์ที่ชวนให้หายใจไม่ออก
"คุณ... พูดบ้าอะไรเนี่ย ถอยไปห่างๆ เลยนะ" รณกรพยายามผลักอกอีกฝ่าย แต่มือหนากลับคว้าข้อมือเขาไว้แน่น รวบมันขึ้นมาแนบไว้กับอกเสื้อเชิ้ตของตัวเอง
"ผมไม่ได้พูดเล่นครับ รณกร" ธันวาเอ่ยชื่อจริงของอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างกะทันหัน ความดุดันเจือความเว้าวอนที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ทำเอาสถาปนิกปากเก่งถึงกับพูดไม่ออก "ตลอดเวลาที่ผ่านมาที่คุณพยายามวิ่งหนีผม พยายามเถียงผมทุกคำ คุณรู้บ้างไหมว่ามันทำให้ผมอยากทำลายความเย่อหยิ่งของคุณให้แหลกคาอกมากแค่ไหน"
"คุณมัน... คนประสาท..." รณกรพยายามเบือนหน้าหนีสายตาคู่นคมที่กำลังแผดเผาหัวใจเขาให้ละลาย แต่ใบหูที่ขึ้นสีแดงจัดกลับทรยศคำพูดทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง
ธันวาหลุดหัวเราะเบาๆ ในลำคอ นิ้วเรียวเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากของสถาปนิกหนุ่มออกอย่างเบามือ สัมผัสที่อ่อนโยนผิดคาดนี้ทำให้รณกรตัวแข็งทื่อ สมองประมวลผลไม่ทันกับจังหวะชีวิตที่พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ
"ใช่ ผมมันประสาท... และคนที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้ ก็คือสถาปนิกปากจัดคนนี้นี่แหละครับ"
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบงันที่กำลังอบอวลไปด้วยกระแสไฟฟ้าทางอารมณ์ ก่อนที่บานประตูกระจกจะถูกเปิดออกโดยไม่ต้องรอคำอนุญาต
"คุณธันวาคะ ดิฉันเอาเอกสารสรุปยอด— อุ๊ย!"
มินตราที่ถือแฟ้มเอกสารเดินเข้ามาเบรกกะทันหัน ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นเจ้านายหนุ่มของเธอและเพื่อนสนิทกำลังยืนประชิดติดกันในระยะประชิด ชนิดที่ว่าถ้าขยับอีกนิดเดียวจมูกคงจะชนกันอยู่รอมร่อ
รณกรสะดุ้งสุดตัวราวกับโดนไฟช็อต รีบสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมแล้วกระโดดถอยหลังไปสามก้าว ใบหน้าหล่อเหลาแดงซ่านลามไปจนถึงต้นคอด้วยความอายปนตกใจ
ธันวาถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความเสียดาย ชายหนุ่มจัดปกเสื้อตัวเองให้เรียบร้อยก่อนจะหันไปมองเลขานุการด้วยสีหน้าเรียบเฉยราับกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"วางไว้ตรงนั้น แล้วออกไปก่อนครับคุณมินตรา" ธันวาออกคำสั่งเสียงเรียบ
มินตราชะงัก ยิ้มแห้งๆ ออกมาด้วยความทำตัวไม่ถูก เธอเหลือบตามองเพื่อนสนิทที่กำลังยืนก้มหน้าเม้มปากแน่นด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะรีบวางแฟ้มลงบนโต๊ะแล้วหมุนตัวเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องไปอย่างรู้หน้าที่ พร้อมกับปิดประตูให้สนิทเรียบร้อย
เมื่อห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง รณกรก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติและฟอร์มของตัวเองกลับมา มือเรียวดันแว่นตาขึ้นสันจมูกแล้วเชิดหน้าขึ้นใส่อีกฝ่ายทันที
"เลิกฉวยโอกาสแล้วเคลียร์เรื่องงานมาให้จบเดี๋ยวนี้เลยนะคุณธันวา! ไม่งั้นผมฟ้องร้องเรื่องหมิ่นประมาทบริษัทผมแน่!"
ธันวายกยิ้มมุมปาก เดินกลับไปนั่งไขว่ห้างที่เก้าอี้ตัวเดิม สายตากรุ้มกริบมองสถาปนิกหนุ่มที่กำลังยืนเก๊กท่ากลบเกลื่อนความเขินอายอย่างนึกเอ็นดู
"อยากคุยเรื่องงานเหรอครับ?" ธันวาเอ่ยเสียงทุ้มพร้อมกับเลื่อนแฟ้มเอกสารสีดำสนิทเล่มหนึ่งขึ้นมาวางบนโต๊ะ "งั้นก็เข้ามาใกล้ๆ สิครับ เพราะเงื่อนไขในสัญญาฉบับใหม่นี้... มีแค่คุณคนเดียวเท่านั้นที่จะเป็นคนตัดสินใจได้"
รณกรขมวดคิ้วมุ่นด้วยความระแวง แต่ความอยากรู้และศักดิ์ศรีมันค้ำคอทำให้เขาต้องก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานอีกครั้งอย่างจำใจ
ชั่ววินาทีที่รณกรเอื้อมมือไปแตะแฟ้มเอกสารบนโต๊ะ ธันวาก็โน้มตัวไปข้างหน้ากระซิบข้างใบหูของเขาด้วยน้ำเสียงทุ้มพร่าที่ทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
"แต่ถ้าตกลงเงื่อนไขนี้ไม่ได้... คุณจะต้องชดใช้ค่าเสียหายด้วยตัวของคุณเอง... ทั้งคืน"
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความสัมพันธ์ที่ทั้งเผ็ดร้อนและชวนลุ้นของเขาทั้งคู่เสมอนะครับ
สถาปนิกปากจัดกับเจ้าของตึกนิสัยเสีย•ตอนที่ 30
เผชิญหน้ากันตรงๆ
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับเจ้าของตึกนิสัยเสีย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!