เสียงปิดประตูกระจกห้องพักรับรองในรีสอร์ตริมทะเลดังขึ้นเบาๆ แต่กลับก้องกังวานอยู่ในความเงียบงันระหว่างคนทั้งคู่ ประโยคกระแหนะกระแหนของธนัตถ์ยังคงลอยเคว้งอยู่ในอากาศ พร้อมกับภาพรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ทิ้งไว้ก่อนจะดึงประตูนิรภัยปิดสนิท ปล่อยให้กรณ์ยืนนิ่งค้างอยู่กลางห้อง โดยมีสายตานิ่งสนิทของภูผายืนกอดอกพิงอยู่กับขอบโต๊ะทำงาน แววตาคมกริบของสถาปนิกหนุ่มไม่ได้มีความตกใจระคนอยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงประกายระยิบระยับบางอย่างที่ยากจะคาดเด34
“เลขาของคุณนี่... ปากเสียได้โล่จริงๆ นะคะ”กรณ์หันไปตวัดสายตาใส่คนตัวสูงกว่า พร้อมกับยกมือขึ้นเสยผมลวกๆ เพื่อกลบเกลื่อนจังหวะหัวใจที่เต้นผิดจังหวะไปเมื่อครู่—ไม่ใช่เพราะคำพูดของธนัตถ์ แต่เป็นเพราะระยะห่างระหว่างเขากับภูผาเมื่อวินาทีที่แล้วมันใกล้จนเกินมาตรฐานความสัมพันธ์แบบ ‘ผู้ร่วมงาน’
“ธนัตถ์ก็แค่พูดความจริงในแบบของเขา” ภูผาตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคมกวาดมองสำรวจใบหน้าเนียนที่ขึ้นสีเรื่อจางๆ โดยไม่รู้ตัว “หรือคุณคิดว่าการที่นักข่าวเห็นผู้กำกับคนดังกับสถาปนิกเนื้อหอมอยู่ด้วยกันในห้องสองต่อสอง มันคือเรื่องแปลกหรือไงคะ?”
“มันแปลกตรงที่คุณดันทำตัวรุ่มร่ามเกินหน้าที่ต่างหากล่ะ!” กรณ์สวนกลับทันควัน ปากเก่งเชิดขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ ทั้งที่ในอกข้างซ้ายกำลังประท้วงเสียงดังว่าไอ้ท่าทีนิ่งๆ แบบนั้นมันชวนให้หงุดหงิดหัวใจเสียเหลือเกิน “ถอยไปเลยนะ ภูผา! เราต้องรีบกลับกรุงเทพฯ ทีมงานรอรับบรีฟตอนบ่ายอีก อย่ามาทำเนียนแถวนี้”
“ผมยังไม่ได้ขยับไปไหนเลยด้วยซ้ำ” ภูผาก้าวเข้าไปประชิดอีกหนึ่งก้าว ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนดูทรงพลังและกดดันในเวลาเดียวกัน กลิ่นน้ำหอมจางๆ เจือกลิ่นอายทะเลจู่โจมประสาทสัมผัสของกรณ์จนต้องถอยหลังไปชนกับโซฟาตัวนุ่ม “แต่ถ้าคุณอยากให้ผม ‘ทำเนียน’ มากกว่านี้... ผมก็ไม่ขัดข้องหรอกนะคะ”
“โรคจิต!” กรณ์พึมพำลอดไรฟัน แต่กลับไม่กล้าสบตาตรงๆ เมื่อปลายนิ้วแข็งแรงของอีกฝ่ายเอื้อมมาปัดปอยผมที่ตกลงมาเคลียแก้มออกให้อย่างเบามือ เป็นสัมผัสที่ขัดกับบุคลิกเย็นชาโดยสิ้นเชิง แต่มันกลับทิ้งความร้อนผ่าวไว้บนผิวเนื้อราวกับถูกไฟลวก
บรรยากาศในห้องถูกคั่นด้วยเสียงแจ้งเตือนสมาร์ตโฟนในกระเป๋าของกรณ์ เป็นสัญญาณเตือนสติว่าโลกความเป็นจริงภายนอกกำลังรออยู่ รถตู้ของกองถ่ายจอดรอรับอยู่ที่ด้านล่าง และเส้นแบ่งเขตระหว่าง ‘งาน’ กับ ‘ความรู้สึกส่วนตัว’ ที่ทั้งคู่พยายามขีดขึ้นมาตลอดทริปกำลังจะถูกทดสอบอย่างหนักหน่วงเมื่อล้อรถเริ่มหมุนกลับเข้าสู่เมืองหลวง
การเดินทางข้ามจังหวัดหลายชั่วโมงเต็มไปด้วยความเงียบที่อึดอัดแต่เร้าใจ ภายในห้องโดยสารด้านหลังของรถตู้สีดำทึบ ภูผายังคงรักษามาดสุขุมด้วยการก้มหน้าตรวจแบบแปลนโครงสร้างผ่านแท็บเล็ตคู่ใจ ขณะที่กรณ์แสร้งทำเป็นสนใจทิวทัศน์ริมทางหลวง ทว่าเงาสะท้อนจากกระจกหน้าต่างกลับฉายภาพความอึดอัดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีนิ่งเฉยของทั้งคู่
ไม่มีใครยอมปริปากเอ่ยถึงเหตุการณ์ในคืนก่อนหน้า—คืนที่ริมฝีปากเกือบจะได้สัมผัสกันและกัน หากไม่มีเสียงเคาะประตูขัดจังหวะเสียก่อน ความเงียบนี้คือเกราะป้องกัน กำแพงความกวนตีนที่ทั้งคู่ต่างหยิบขึ้นมาสวมใส่เพื่อซ่อนเร้นความหวั่นไหวที่เริ่มกัดกินพื้นที่ในหัวใจทีละน้อย
“ถ้าคุณยังเอาแต่จ้องกระจกแล้วถอนหายใจแบบนั้น แว่นกันแดดที่คุณใส่คงช่วยบังความรำคาญบนหน้าคุณไม่ได้หรอกนะ กรณ์” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ โดยที่เจ้าตัวยังไม่ละสายตาจากหน้าจอ
“เรื่องของผมครับ คุณภูผา! ห่วงแบบแปลนสะพานโปรเจกต์หน้าของคุณเถอะ อย่ามาใส่ใจผู้กำกับตกอับอย่างผมเลย” กรณ์หันขวับมาสวนกลับทันที ถอดแว่นกันแดดออกแล้วจ้องเขม็ง “อีกอย่าง... ถึงเราจะกลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องตัวติดกันเหมือนตอนอยู่ที่รีสอร์ตนะคะ โปรดจำสถานะของเราด้วย”
“สถานะ?” ภูผาวางแท็บเล็ตลงช้าๆ เงยหน้าขึ้นสบตาผู้กำกับคนเก่ง นัยน์ตาสีนิลคู่นั้นลึกล้ำจนกรณ์ต้องเผลอกลืนน้ำลายลงคอ “สถานะที่เราจูบ... เอ๊ย... เกือบจะจูบกันเมื่อคืนเหรอคะ?”
“ภูผา!” กรณ์หน้าแดงแจ๋จนลามไปถึงใบหู เสียงอุทานตื่นตระหนกหลุดออกมาจากปากคนที่มักจะเหนือกว่าเสมอ “คุณนี่มัน... หน้าไม่อายเอาเสียเลย!”
“ผมก็เป็นแบบนี้กับคนที่อยากให้จูบเท่านั้นแหละค่ะ” ภูผายิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มร้ายกาจที่นานๆ ครั้งจะได้เห็นจากสถาปนิกหน้านิ่งคนนี้ ก่อนที่เขาจะโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รดอยู่ข้างแก้ม “จำไว้นะคะกรณ์... กำแพงที่คุณสร้างขึ้นน่ะ มันบางกว่าที่คุณคิดเยอะ”
รถตู้เคลื่อนตัวเลี้ยวเข้าสู่เขตพื้นที่สตูดิโอใจกลางกรุงเทพฯ ท่ามกลางความวุ่นวายของทีมงานที่วิ่งวุ่นเตรียมสถานที่สำหรับการถ่ายทำฉากใหญ่ในสัปดาห์หน้า ทันทีที่ประตูรถเปิดออก กรณ์รีบก้าวพรวดพราดลงไปเพื่อหนีความร้อนผ่าวบนใบหน้า แต่ยังไม่ทันที่เท้าจะแตะพื้นดี เสียงเรียกทักที่คุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นท่ามกลางเสียงจอแจ
“อ้าว! ผู้กำกับกรณ์ กลับมาถึงไวทันใจดีแท้ แล้วนั่น... สถาปนิกคนเก่งมาส่งถึงที่เลยเหรอคะเนี่ย?”
เสียงหวานใสของ ‘มัณฑนากรสาวรุ่นน้อง’ ในทีมออกแบบเดินถือแฟ้มเอกสารตรงเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มกว้าง ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับสะดุดลงเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาคมกริบที่ภูผาส่งข้ามไหล่ของกรณ์มายังเธอมันเต็มไปด้วยความหวงแหนและคำเตือนกลายๆ
กรณ์ชะงักฝีเท้า หันกลับไปมองหน้าภูผาสลับกับรอยยิ้มมีเลศนัยของมีน สมองที่เคยฉลาดเป็นกรดเริ่มประมวลผลสถานการณ์ตรงหน้าไม่ทันเสียแล้ว เมื่อจู่ๆ ประตูรถอีกฝั่งก็ถูกเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของแขกไม่ได้รับเชิญอีกคน
“อุ๊ย... ขอโทษทีครับ สงสัยผมเข้ามาขัดจังหวะสำคัญสินะ เชิญพวกคุณสวีทกันต่อตามสบายเลยครับ เดี๋ยวผมออกไปต้อนรับนักข่าวข้างนอกให้ก่อน!”
เสียงของธนัตถ์ดังขึ้นพร้อมกับแฟลชจากกล้องโทรศัพท์มือถือของนักข่าวบันเทิงกลุ่มใหญ่ที่กรูเข้ามาทางประตูสตูดิโอโดยไม่มีใครตั้งตัว!
หมอกไม้ไผ่ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้กำกับมือทอง•ตอนที่ 12
เส้นแบ่งเขต
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้กำกับมือทอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!