กลิ่นอายของสุรากุหลาบชั้นเลิศและควันธูปไม้กฤษณาอบอวลคละคลุ้งไปทั่วเรือนรับรองหลังใหญ่ของตระกูลเฉิน เสียงหัวเราะสร้อยสำราญและการบรรเลงพิณจีนดังประสานกันอย่างรื่นรมย์ ทว่าบรรยากาศภายในกลับซ่อนไว้ด้วยความเน่าเฟะและความทะเยอทะยานที่พยายามปิดบังด้วยหน้ากากแห่งความมั่งคั่ง
"ฮ่าๆๆ! เสนาบดีเฉิน ช่างนับเป็นวาระอันเป็นมงคลยิ่งนักที่ท่านได้รับพระราชทานหยกสำราญโลหิตชิ้นนี้จากฝ่าบาท เกรงว่าในเมืองหลวงยามนี้ คงไม่มีตระกูลใดเรืองอำนาจเกินหน้าตระกูลเฉินอีกแล้วกระมัง"
เสียงประจบสอพลอของพ่อค้าใหญ่ผู้หนึ่งดังขึ้น ท่ามกลางสายตาชื่นชมแกมเกรงขามจากแขกเหรื่อผู้มีหน้ามีตาในราชสำนักนับร้อยชีวิตที่มารวมตัวกันในงานเลี้ยงวันเกิดครบรอบหဇกสิบปีของเสนาบดีเฉิน ผู้ซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานด้วยรอยยิ้มพึงพอใจจนดวงตาหยีเป็นเส้นตรง
เสนาบดีเฉินลูบเคราสีดอกเลาของตนเบาๆ ยกจอกสุราขึ้นจิบรสชาติล้ำลึกด้วยความลำพองใจ สายตากวาดมองไปรอบห้องโถงด้วยความหยิ่งผยอง ราวกับว่าแผ่นดินใต้หล้าแห่งนี้เกือบจะอยู่ในกำมือของเขาแล้ว
ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปถึงจุดสูงสุด ประตูบานคู่ไม้จันทน์แกะสลักลวดลายวิจิตรก็ถูกผลักเปิดออกด้วยแรงมหาศาลจากภายนอก!
*ปัง!*
เสียงไม้กระทบวงกบดังสนั่นกังวานจนกลบเสียงดนตรีทั้งหมดให้เงียบกริบลงในทันที แขกเหรื่อหลายคนสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ หันขวับไปมองยังผู้มาเยือนใหม่เป็นตาเดียว
สายลมยามค่ำคืนพัดกรรโชกเข้ามาวูบหนึ่ง หอบเอาไอเย็นยะเยือกเข้ามาในห้องโถงที่อบอุ่น ร่างระหงในชุดไว้ทุกข์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับเส้นผมดำขลับปักด้วยปิ่นหยกขาวเรียบง่ายก้าวล่วงเข้ามาทีละก้าวอย่างมั่นคงและเชื่องช้า ทุกย่างก้าวที่นางเหยียบย่างลงบนพื้นศิลา ราวกับมีเสียงสะท้อนก้องกังวานอยู่ในจิตใจของผู้คน ท่วงท่าสง่างามราพณ์พญาหงส์ผู้สูงศักดิ์ แม้จะอยู่ในอาภรณ์แห่งความโศกเศร้า แต่นัยน์ตากลับคมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็งที่พร้อมเชือดเฉือนทุกคราที่กวาดผ่าน
"บังز! งานมงคลเช่นนี้ ผู้ใดกล้าสวมชุดไว้ทุกข์เข้ามาสร้างความอัปมงคล!"
เสียงตะคอกด้วยความโกรธเกรี้ยวของบุตรชายเสนาบดีเฉินดังขึ้นทันที เขาลุกขึ้นยืนชี้หน้าผู้มาเยือนด้วยความโมโห ทว่าเมื่อร่างนั้นเดินพ้นเงาดำของประตูเข้ามาจนแสงไฟส่องกระทบใบหน้าชัดเจน บุตรชายเสนาบดีกลับต้องชะงักงั้น ลมหายใจสะดุดกึก ราวกับถูกกระชากวิญญาณออกจากร่าง
ใบหน้านั้น... งดงามล่มเมืองจนแทบลืมหายใจ แต่ทว่ากลับไร้ซึ่งรอยยิ้ม มีเพียงความเย็นชาและรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากรอบตัว
"ไป๋... ไป๋จูหลัน!" เสนาบดีเฉินอุทานออกมาเสียงหลง ใบหน้าที่เคยแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในพริบตา เขาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ "เจ้า... เจ้ายังไม่ตายหรอกหรือ!"
ไป๋จูหลันหยุดยืนอยู่ที่กลางห้องโถง มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา รอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกเสียวสันหลังวาบราวกับยืนอยู่ปากเหว
"เรียนท่านเสนาบดีเฉิน..." น้ำเสียงของนางหวานใส กังวาน ก้องกังวานไปทั่วห้องโถงที่เงียบสงัดราวกับป่าช้า "ท่านยังไม่ตาย เสวยสุขบนกองเงินกองทองที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อของบิดามารดาและพี่น้องข้า ข้าซึ่งเป็นทายาทคนสุดท้ายตระกูลไป๋ จะตายก่อนได้อย่างไรเล่าคะ?"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางห้องโถง แขกเหรื่อต่างสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ ข่าวลือเรื่องการล่มสลายของตระกูลไป๋เมื่อสามปีก่อนที่ถูกกวาดล้างข้อหากบฏโดยมีเสนาบดีเฉินอยู่เบื้องหลัง ต่างลอยกลับเข้ามาในหัวของทุกคนทันที
"สามปีที่แล้ว ท่านใช้หลักฐานเท็จปรักปรำตระกูลไป๋ เพื่อฮุบเส้นทางค้าเกลือและคลังสมบัติประจำตระกูล วันนี้... ข้าไป๋จูหลัน กลับมาทวงทุกอย่างที่ควรจะเป็นของข้าคืนแล้วค่ะ"
จูหลันกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มั่นคงทรงพลัง นางสะบัดแขนเสื้อเบาๆ มีกระดาษแผ่นหนึ่งร่วงหล่นลงสู่พื้น เป็นหลักฐานมัดตัวแน่นหนาที่สามารถส่งตระกูลเฉินไปลงอาญาชั่วโคตรได้ในพริบตา
เสนาบดีเฉินหน้าถอดสี เหงื่อกาฬไหลท่วมแผ่นหลัง เขารีบกวาดตามองรอบตัวด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะตะโกนลั่นด้วยความเคียดแค้น "นังสารเลว! กล้าดียังไงมากล่าวหาข้า ทหาร! ลากตัวนางออกไปตัดหัวเสีย!"
สิ้นเสียงคำสั่ง ทหารยามในชุดเกราะนับสิบคนพรูเข้ามาล้อมรอบตัวไป๋จูหลันในพริบตา หอกปลายแหลมสะท้อนแสงไฟวับวาวจ่อตรงมาที่นาง ทว่าไป๋จูหลันหาได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย นางเพียงปรายตามองเหล่าทหารเหล่านั้นด้วยความสมเพช
"ช้าก่อน..."
น้ำเสียงทุ้มนุ่ม ลึกซึ้ง แฝงไว้ด้วยอำนาจอันน่าเกรงขามดังแทรกขึ้นมาจากมุมมืดของระเบียงชั้นสอง เสียงนั้นเพียงคำเดียวกลับทำให้ทหารทุกนายต้องชะงักค้าง ราวกับถูกมนต์สะกด
ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์ผ้าแพรปักลายมฆาสีดำสนิทก้าวเดินออกมาจากความมืด แสงจันทร์สาดส่องกระทบใบหน้าคมคายดั่งเทพเซียนสลัก ดวงตาดั่งเหยี่ยวคู่นั้นทั้งลุ่มลึกและเจ้าเล่ห์ รอยยิ้มมุมปากมีความระรื่นราวกับกำลังนั่งชมละครสนุกฉากหนึ่ง ท่านอ๋องมู่หรงเฉิง... บุรุษผู้กุมคลังสมบัติครึ่งแผ่นดินและอำนาจที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องทรงเกรงใจ
เขาก้าวลงมาจากบันไดทีละขั้น สายตาคมกราบมองไปที่ไป๋จูหลันแวบหนึ่ง ก่อนจะหยุดยืนเคียงข้างนางอย่างอารมณ์ดี
"งานเลี้ยงของเสนาบดีเฉินวันนี้ ช่างครึกครื้นเสียจริง..." มู่หรงเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ ทว่ากดดันจนเสนาบดีเฉินเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น "แต่ดูเหมือนว่า... เจ้าภาพจะยังไม่ได้ต้อนรับแขกคนสำคัญที่สุดผู้ถือตราประทับบัญชีการค้าทั้งหมดในมือกำหนดชะตาตระกูลเฉินเสียกระมัง?"
ไป๋จูหลันชำเลืองมองบุรุษข้างกายที่เข้ามาแทรกแซงจังหวะหมากของนางด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย ทว่ามู่หรงเฉินกลับส่งยิ้มพราวเสน่ห์มาให้ พร้อมกับยื่นป้ายหยกทองคำแท้สลักลายพยัคฆ์หมื่นลี้มาตรงหน้านาง
"แม่นางไป๋... ดอกบัวขาวเช่นเจ้า เล่นงานหมาแก่เช่นนี้ คงเหนื่อยแล้วกระมัง ให้ข้า... สามีผู้กุมกระเป๋าเงินของเจ้า ช่วยออกหน้าต่อดีหรือไม่คะ?"
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในเส้นทางแห่งเกมอำนาจและความแค้นนี้นะคะ
เซียนกุนซือผู้เย็นชา กับพานิชย์มหาเศรษฐีผู้พลิกฟ้า•ตอนที่ 1
หมากกระดานแรกเริ่มขยับ
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกุนซือผู้เย็นชา กับพานิชย์มหาเศรษฐีผู้พลิกฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!