"ถ้าคุณจะกรุณาถอดรองเท้าบูทเปื้อนโคลนคู่เก่งนั่น ออกจากพื้นที่ปาร์เกต์ไม้มะค่าราชาตารางเมตรละหลายพันนี่ก่อน คินน์… เราคงจะได้คุยกันด้วยมนุษยธรรมมากกว่าการใช้กฎหมายแรงงานหรือกฎหมายอาญามาเคลียร์กันค่ะ"
เสียงทุ้มต่ำแต่ราบเรียบจนเย็นเยียบของธันวา ดังแทรกเสียงเครื่องเจาะกระเบื้องในห้องครัวโครงการคอมมูนิตี้มอลล์สุดหรูใจกลางเมือง ทว่ามันกลับทรงพลังพอที่จะทำให้เชฟหนุ่มเจ้าของพื้นที่ ซึ่งกำลังงละเลงซอสสีแดงเข้มลงบนเคาน์เตอร์หินอ่อนอิตาลี ต้องชะงักมือ
คินน์ค่อยๆ วางแปรงทาซอสลง วาดสายตาคมกริบราวกับสัตว์นักล่ามองผ่านไหล่ตัวเอง ย้อนกลับมายังร่างสูงโปรดในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูกระจกนิรภัย แว่นสายตากรอบโลหะสีเงินสะท้อนแสงไฟนีออนบนเพดานเปลือยสไตล์ลอฟท์ เผยให้เห็นดวงตาคู่คมที่กำลังหรี่แคบลงด้วยความหงุดหงิดระดับสูงสุด
"สถาปนิกธันวาคะ... นี่มันโซนเตรียมอาหารของฉัน พื้นที่ส่วนตัวหลังบาร์ ไม่ใช่แกลเลอรีงานศิลปะที่คุณจะมาเดินตรวจสเปกกระเบื้องยาง แล้วอีกอย่าง..." คินน์ลากเสียงยาวอย่างกวนประสาท เดินน่องเปลือยในรองเท้าผ้าใบเปื้อนแป้งเข้ามาใกล้รั้วกั้นชั่วคราว "โคลนที่ว่านั่น มันคือซอสบัลซามิกหมักพิเศษที่ฉันเพิ่งทำหกเมื่อกี้ต่างหากค่ะคุณชาย อย่ามาทำตัวเป็นมนุษย์สูทเรื่องมากแถวนี้เลย ถ้าจะมาดูความคืบหน้า เชิญไปยืนดูตรงเส้นเหลืองโน่น"
ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักสวย ความประณีตและเนี๊ยบกริบในทุกกระเบียดนิ้วของสถาปนิกหนุ่มอัจฉริยะกำลังถูกท้าทายด้วยเชฟหนุ่มปากจัดที่ยืนยิ้มเยาะอยู่ตรงหน้า
"เส้นเหลืองอะไรครับ... อ้อ ขอโทษที ดิฉันติดนิสัยพูดภาษามนุษย์ปกติ" ธันวาแก้คำพูดตัวเองทันทีเมื่อเผลอใช้สรรพนามผิดเพี้ยน เขาก้าวเท้าฉับๆ เข้ามาในอาณาเขตที่ถูกห้าม โดยไม่สนใจป้ายเตือนสีเหลืองดำที่คินน์เพิ่งเอามาแปะไว้ สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องครัวที่ถูกออกแบบใหม่จนเละตุ้มเป๊ะ "แล้วนี่มันอะไรกัน... ผนังกันความร้อนสเตนเลสเกรด 304 ที่ผมอุตส่าห์คำนวณสัดส่วนการไหลเวียนของอากาศและการระบายควันไว้เนเน่ ทำไมมันถึงกลายสภาพเป็นซุ้มอิฐมอญโชว์แนวแบบนี้ไปได้?"
"ก็เพราะมันน่าเบื่อไงคะ" คินน์ตอบหน้าตาย ไหล่บางไหวเบาน้อยๆ อย่างไม่ยี่หสอ "สเตนเลสเงาๆ ไร้ชีวิตชีวาแบบนั้น มันเหมาะกับโรงพยาบาลหรือห้องผ่าตัดมากกว่าห้องอาหารฟิวชั่นอาร์ตๆ ของฉัน พื้นที่ตรงนี้ต้องการความดิบ ความอบอุ่น และจิตวิญญาณ... ซึ่งดูท่าทางคุณจะไม่มีมันสักนิด"
ธันวาขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นมาชัดเจน กลิ่นหอมจางๆ ของเครื่องเทศและตัวตนที่ดื้อรั้นพยศยิ่งกว่าม้าป่าของอีกฝ่าย กำลังทำลายสติสัมปชัญญะที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีของเขาให้พังทลายลงทีละน้อย
"คุณพูดว่าผมไม่มีจิตวิญญาณงั้นเหรอ?" ธันวาก้าวเข้าไปประชิดตัวเชฟหนุ่ม จนระยะห่างระหว่างเขาทั้งคู่เหลือเพียงแค่คืบเดียว ไอความร้อนจากเตาไฟด้านหลังผสมผสานกับกลิ่นกายสะอาดๆ ของคินน์ปะทะเข้ากับจมูก "รู้ไหมว่าพิมพ์เขียวชุดนี้ ผมนั่งอดหลับอดนอนแก้มาสามสัปดาห์เต็ม เพื่อให้มันรองรับระบบระบายอากาศที่คุณเรียกร้องอยากได้นักหนา แต่พอผมเดินเข้ามาตรวจหน้างานจริง คุณกลับเอาอิฐแดงบ้านี่มาบล็อกท่อระบายอากาศหลักเนี่ยนะ คินน์... คุณเอาสมองส่วนไหนคิด หรือใช้แค่ความอาร์ตบ้าบอปลอมๆ นั่นสั่งการ?"
คินน์ไม่ถอยหนีแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตท้าทายประกายระยิบระยับ ใบหน้าหวานเชิดขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มยียวนยังคงประดับอยู่บนเรียวปากที่เคลือบด้วยความมั่นใจ
"สมองส่วนที่ทำให้ร้านของฉันชนะเลิศการประกวดระดับประเทศไงคะ สถาปนิกปากจัด... คุณอาจจะเก่งเรื่องการขีดเส้นตรงบนกระดาษ แต่คุณไม่เคยเข้าใจหรอกว่า กลิ่นอายของอาหารมันต้องการพื้นที่แบบไหนถึงจะรสชาติกลมกล่อมที่สุด" คินน์กระซิบเสียงพร่า แกล้งขยับเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน "ถ้างานมันยากนักจนทำให้คุณหัวเสียขนาดนี้ จะยอมแพ้แล้วถอนตัวออกไปตอนนี้ ฉันก็ไม่ว่าหรอกนะ"
คำพูดเยาะเย้ยนั้นเปรียบเสมือนน้ำมันราดลงบนกองไฟ ธันวาโกรธจนแทบคลั่ง แต่ลึกๆ ในใจ หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอกเมื่อใบหน้าของอีกฝ่ายอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมมือสัมผัส ความดื้อรั้นและวาจาเชือดเฉือนนี่แหละที่ทำให้เขา—ผู้ชายที่เกลียดความไม่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก—กลับยอมลงทุนรับงานโปรเจกต์นี้ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันคือนรกบนดินดีๆ นี่เอง
"ถอนตัวเหรอ?" ธันวาแค่นเสียงลอดไรฟัน มือหนายื่นออกไปคว้าข้อมือเรียวของคินน์ที่ถือแปรงทาซอสไว้แน่น บีบตรึงไว้อย่างถือสิทธิ์จนคนถูกจับต้องสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่แววตาก็ยังคงดื้อรั้นไม่ยอมแพ้ "ฝันไปเถอะคินน์... ผมจะอยู่รื้อไอ้ผนังอิฐบ้านี่ทิ้งต่อหน้าคุณทุกแผ่น จนกว่าคุณจะจำขึ้นใจว่าใครคือเจ้านายตัวจริงในพื้นที่ตรงนี้"
ทั้งคู่อยู่ในท่าทางยื้อยุดที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตราย ไดนามิกของความเกลียดชังและความปรารถนาที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากของคู่กัดปะทะกันอย่างรุนแรงจนอากาศรอบตัวแทบจะลุกเป็นไฟ
"ปล่อยมือฉันนะ คุณธันวา..." คินน์เริ่มเสียงสั่นเล็กน้อยเมื่อปลายนิ้วอุ่นจัดของสถาปนิกหนุ่มลูบไล้ผ่านข้อมือขึ้นมาอย่างจงใจ ความมั่นใจเมื่อครู่เริ่มสั่นคลอนเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมกริบที่ตอนนี้ไม่ได้มีแค่ความโกรธ แต่มันกำลังลุกโชนไปด้วยไฟอีกดวงที่อันตรายยิ่งกว่า
ก่อนที่สงครามประสาทในครัวจำลองจะลุกลามไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูกระจกด้านนอกก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
"คุณธันวาครับ! แย่แล้วครับ... ทางเจ้าของโครงการโทรมาแจ้งด่วนว่า..."
ธันวาผละมือออกจากข้อมือของคินน์อย่างไม่เต็มใจนัก เขาสบถเบาๆ ในลำคอ หันไปมองทางต้นเสียงด้วยใบหน้าถมึงทึง ขณะที่คินน์รีบถอยหลังก้นกระแทกกับเคาน์เตอร์ พยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติพร้อมกับยกมือขึ้นจัดเสื้อเชิ้ตให้เข้าที่
ทว่า เมื่อธันวาหันกลับมามองหน้าจอแท็บเล็ตรายงานสถานะโครงการที่ผู้ช่วยวิ่งถือหน้าตาตื่นเข้ามาส่งให้ ร่างสูงก็ต้องชะงักกึก สีหน้าที่เคยเกรี้ยวกราดเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดระคนตกใจอย่างเห็นได้ชัด
ดวงตาคมกริบกวาดอ่านตัวหนังสือบนหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะเงยขึ้นสบตากับคินน์ที่ยืนกอดอกมองอยู่ด้วยความสงสัย
"มีอะไรคะ หน้าซีดเป็นไก่ต้มเชียว หรือว่ากำแพงอิฐของฉันมันจะถล่มลงมาทับหัวคุณเข้าจริงๆ?" คินน์เลิกคิ้วถามอย่างเยาะๆ ตามนิสัย
ธันวาไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น พลางจ้องมองหน้าจอแท็บเล็ตสลับกับใบหน้าของเชฟตัวแสบตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก
"ไม่ใช่กำแพง..." ธันวาพูดเสียงแหบพร่า ประโยคถัดมาทำเอาคินน์ถึงกับหุบยิ้มสนิท "แต่... ทางโครงการเพิ่งเปลี่ยนแปลนโครงสร้างตึกทั้งหมด... และห้องครัวที่คุณเพิ่งรื้อทำใหม่เมื่อกี้ มันถูกสั่งให้รื้อทิ้งราบเป็นหน้ากลองทั้งหมดตั้งแต่วันพรุ่งนี้เช้าแล้วครับ"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเปิดประตูห้องครัวรับความปั่นป่วนนี้นะคะ แล้วพบกันตอนหน้าค่ะ!
สถาปนิกสุดเนี้ยบกับเชฟสายอาร์ตในสมรภูมิครัว•ตอนที่ 1
พิมพ์เขียวที่ไม่ตรงกัน
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสุดเนี้ยบกับเชฟสายอาร์ตในสมรภูมิครัว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!