เสียงเปรี้ยงของยางรถยนต์ที่บดเบียดกับพื้นกรวดหยาบๆ ดังสนั่นจนฝุ่นตลบอบ أวงไปทั่วบริเวณ ภีมกระชากพวงมาลัยรถเก๋งอีโคคาร์คันเล็กหักศอกเข้าสู่เขตพื้นที่ส่วนบุคคลอย่างไม่ลังเล ในขณะที่กระจกมองหลังสะท้อนภาพรถกระบะสีดำทึบสองคันกำลังไล่บี้มาติดๆ ชนิดที่เรียกว่ากันชนแทบจะเกยกันอยู่รอมร่อ
ให้ตายเถอะ นี่มันเวรีกรรมอะไรของนักข่าวภาคสนามอย่างเขา ทำไมไอ้ข้อมูลลับเกี่ยวกับขบวนการค้าไม้เถื่อนชิ้นเดียว ถึงทำให้พวกมันตามล่าราวกับเขาไปฆ่าพ่อแม่มันมาสิบชาติ
"ให้มันได้อย่างนี้สipวะ ยัยริน... ถ้าฉันรอดไปได้ เธอต้องจ่ายค่าทำขวัญฉันเป็นชาบูสามมื้อติด!" ภีมสบถออกมาเสียงดังลั่นรถ มือข้างหนึ่งบังคับพวงมาลัยด้วยความชำนาญเฉพาะตัว ส่วนอีกมือคว้าโทรศัพท์มือถือที่โยกเยกอยู่บนเบาะข้างๆ ขึ้นมากดโทรออกด้วยความรวดเร็ว
[ภีม! แกอยู่ไหน เสียงรถอะไรน่ะ เสียงเหมือนแกกำลังจะไปยมโลก!] ปลายสายคือรินรดา บรรณาธิการสาวเพื่อนสนิทที่เสียงหวีดร้องทะลุปรอทมาทันทีที่กดรับ
"อยู่ระหว่างทางไปสะพานข้ามห้วย... แต่คิดว่าคงไม่ถึงสะพานแล้วล่ะ ยัยริน พวกมันมากันเป็นฝูงเลย ทางข้างหน้าตันด้วย! เออ ถ้าฉันตาย ข้อมูลในแฟลชไดรฟ์ฝังไว้ใต้กระถางต้นไม้หน้าโต๊ะทำงานฉันนะ จัดการแฉให้หมดไส้หมดพุงไปเลย!"
[ไอ้บ้าภีม! อย่ามาพูดจาเป็นลางนะเว้ย แกต้องรอดกลับมาเลี้ยงกาแฟฉัน!]
ตูม!
เสียงกระสุนนัดหนึ่งเจาะเข้าที่กระจกหลังรถจนแตกร้าวเป็นใยแมงมุม ภีมสะดุ้งสุดตัว หัวใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม เขากดตัดสายรินรดาทิ้งทันทีเมื่อรถพุ่งทะยานผ่านซุ้มประตูไม้เก่าแก่ที่เขียนป้ายไว้ลางๆ ว่า 'ไร่ชาศิลา' ก่อนที่เครื่องยนต์จะส่งเสียงคำรามเฮือกสุดท้ายแล้วดับวูบลงกลางดงต้นชาเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา
ความเงียบงันเข้าปกคลุมทันที มีเพียงเสียงหอบหายใจโยนตัวแรงๆ ของคนขับที่เพิ่งหนีตายมาหมาดๆ ภีมผลักประตูรถเปิดออกอย่างลนลาน ร่างโปร่งบางในชุดเสื้อเชิ้ตยับยู่ยี่ก้าวขาลงเหยียบพื้นดินชื้นแฉะ เขากวาดสายตามองไปรอบด้าน ท่ามกลางไร่ชาขั้นบันไดที่ทอดยยาวตามแนวภูเขา มีบ้านไม้สักทองหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลนัก
ที่นี่ที่ไหนวะเนี่ย... เซฟเฮาส์ที่บ.ก.บอกว่าปลอดภัยนักหนา ทำไมมันดูเปลี่ยวและวังเวงชอบกล
ยังไม่ทันที่สมองจะประมวลผลเสร็จสรรพ เสียงเครื่องยนต์กระบะสีดำสองคันนั้นก็ตามเข้ามาจอดปิดท้ายทางออกเรียบร้อยแล้ว ประตูรถเปิดออกพร้อมกับชายฉกรรจ์ร่างยักษ์สวมหมวกไอ้โม่งสามคนก้าวลงมา พร้อมอาวุธปืนครบมือ
ภีมกัดฟันกรอด สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องให้วิ่งหนี สองขาเรียวก้าวพรวดๆ มุ่งหน้าตรงไปยังบ้านไม้หลังใหญ่ทันทีโดยไม่คิดชีวิต ไรทางเดินเต็มไปด้วยต้นชาที่สูงท่วมหัว เป็นอุปสรรคในการหลบหนีไม่น้อย แถมรองเท้าผ้าใบยี่ห้อดังยังมาเหยียบโคลนจนเฉอะแฉะอีกต่างหาก
ปัง!
เสียงปืนดังขึ้นขู่ขวัญหนึ่งนัด กระสุนเฉี่ยวหัวไหล่เขาไปนิดเดียวจนรู้สึกถึงไอความร้อน
"เฮ้ย! หยุดนะไอ้นักข่าวหัวขโมย!" เสียงตะโกนคำรามดังไล่หลังมา
ภีมไม่สนใจเสียงเห่าหอนเหล่านั้น เขาวิ่งหน้าตั้งพุ่งชนประตูไม้หน้าบ้านหลังใหญ่ที่ไม่ได้ลงกลอนไว้อย่างแรง ร่างบางกระโจนเข้าไปด้านในแล้วกระชากประตูปิดล็อกกลอนทันที ก่อนจะทรุดตัวลงหอบหายใจพิงบานประตูอย่างหมดสภาพ เหงื่อกาฬไหลโทรมหน้าผากสวย
"ฟู... เกือบตายห่าแล้วไหมล่ะไอ้ภีม..." เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางยกมือขึ้นปาดเหงื่อ
"เข้าบ้านคนอื่นแบบนี้ ไม่ทราบว่ามีมารยาทหรือเปล่าครับ"
เสียงทุ้มต่ำ กังวาน เย็นเยียบ และทรงอำนาจดังขึ้นจากมุมมืดของห้องโถงกว้าง
ภีมสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกไฟช็อต เขาดีดีดตัวลุกขึ้นยืนหลังชนประตูทันที นัยน์ตาคู่คมเบิกกว้างด้วยความตกใจ เมื่อกวาดสายตามองฝ่าแสงสลัวของห้องโถงที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สไตล์วินเทจ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ลมหายใจของเขาติดขัดไปชั่วขณะ
บุรุษหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นท่อนแขนแกร่งที่มีรอยแผลเป็นจางๆ กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังแท้สีชา มือหนากำแก้วกาแฟดริปค้างไว้ นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องมองมาที่เขา นิ่งสนิท ทว่าลุ่มลึกและกดดันเสียจนคนถูกมองรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก
ใบหน้าหล่อเหลาได้รูปรับกับคางที่มีไรเคราจางๆ ดูดิบเถื่อนและเซ็กซี่ในเวลาเดียวกัน แต่แววตากลับเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก
นี่ไม่ใช่คนสวน... นี่มันปีศาจชัดๆ!
ภีมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองที่เคยคิดคำพูดกวนประสาทไว้เป็นร้อยแปดพันเก้ากลับตีบตันลงชั่วขณะ แต่กระนั้น สัญชาตญาณความปากเก่งของนักข่าวฝีปากกล้าก็ยังทำงานเร็วกว่าความคิด
"เอ่อ... คือว่า... พอดีฉันทำกระเป๋าตังค์ตกแถวนี้ เลยแวะเข้ามาตามหาน่ะครับ เจ้าของบ้านใจดีคงไม่ว่าอะไรหรอกเนอะ?" ภีมยิ้มแห้งๆ ส่งให้ พร้อมกับขยับถอยหลังทีละนิดจนแผ่นหลังชิดติดบานประตู
ศิลาหรี่ตามองผู้บุกรุกหน้าตาตื่นตระหนกที่ยืนหอบแฮ่กอยู่หน้าประตู เสื้อผ้าเลอะโคลน เส้นผมชื้นเหงื่อลู่ปรกหน้าผาก แต่แววตากลับมีความพยศและระแวดระวังภัยสูงลิ่วเหมือนแมวป่าจนมุม ร่างสูงค่อยๆ วางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะไม้ด้วยท่าทางใจเย็นราวกับเสียงปืนเมื่อครู่เป็นเพียงเสียงฝนตก
"กระเป๋าตังค์ตก?" ศิลาทวนคำ เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันออกมาด้วยความเย้ยหยัน "แต่ข้างนอกนั่น... มีคนกำลังวิ่งถือปืนตามหาไอ้โง่ที่ไหนก็ไม่รู้ที่บังอาจบุกรุกเข้ามาในเขตก่อสร้าง... อ้อ ไม่ใช่สิ เขตไร่ส่วนตัวของผม"
ภีมเม้มปากแน่น หัวใจเต้นรำไม่เป็นจังหวะเมื่อเห็นร่างสูงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเดินเข้ามาหาเขาช้าๆ ทว่ามั่นคง แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากตัวชายหนุ่มจนคนตัวเล็กกว่ารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวเบาบางลง
"คุณเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงวิ่งเข้ามาซุกหัวนอนในบ้านผม แล้วรู้ไหมว่าการที่คุณพาความซวยเข้ามาในเขตไร่ชาศิลาเนี่ย มันมีราคาที่ต้องจ่ายแพงแค่ไหน" ศิลาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าภีม ระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นกายสะอาดเจือจางด้วยกลิ่นใบชาคั่วและบุหรี่จางๆ ลอยเข้าแตะจมูก
ภีมแหงนหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย ถึงแม้สถานการณ์จะตกเป็นรองอย่างราบคาบ แต่ความถือดีและนิสัยไม่ยอมคนก็ทำให้เขาเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว
"ผมไม่ได้อยากมารบกวนคุณนักหรอกนะ ถ้าไอ้พวกข้างนอกนั่นมันไม่ไล่ยิงผมเหมือนหมูเหมือนหมา! อีกอย่าง... บ้านคุณประตูไม่ล็อกเองนะ จะโทษผมคนเดียวก็ไม่ได้ป่ะ?" ภีมเถียงกลับเสียงแข็ง ดวงตากลมโตฉายแววท้าทายอย่างชัดเจน
ศิลาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นนิดๆ อย่างนึกขันในความปากดีของคนตรงหน้า ทั้งที่เนื้อตัวมอมแมมและกำลังจนมุมแท้ๆ แต่กลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวเขาเลยสักนิด
"ปากเก่งดีนี่..." ศิลาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนหน้าผากเกือบจะชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดแก้มใส ภีมผะหนีโดยอัตโนมัติแต่ถูกมือหนาคว้าเข้าที่เอวบางรั้งเข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็ว "แต่ไม่รู้ว่า... เวลาโดนพวกมันพังเข้ามาจับตัวไป คุณจะยังปากดีแบบนี้อยู่หรือเปล่า"
ภีมตาโต หัวใจกระตุกวูบเมื่อสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งจากฝ่ามือของอีกฝ่ายที่โอบกระชับเอวเขาไว้แน่น กลิ่นอายอันตรายบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากตัวศิลา ชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้เป็นแค่เจ้าของไร่ชาธรรมดาแน่ๆ สายตาคมกริบคู่นั้นกำลังสำรวจใบหน้าของเขาอย่างละเอียด ราวกับกำลังประเมินว่าควรจะโยนเขาทิ้งออกไปให้พวกมันยิง หรือจะเก็บไว้ทรมานเล่นดี
"ปล่อยผมนะเว้ย!" ภีมดิ้นขลุกขลักพยายามแกะมือปลาหมึกออก แต่ศิลากลับกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นไปอีก จนแผ่นอกแนบชิดกัน
ปัง! ปัง!
เสียงทุบประตูด้านนอกดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับเสียงตะโกนหยาบคายดังลอดเข้ามา "เฮ้ยไอ้นักข่าว! เปิดประตูเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นพวกกูพังประตูกระทืบมึงแน่!"
สีหน้าของภีมเปลี่ยนสีทันที ความมั่นใจเมื่อครู่หายวับไปกับตา ดวงตากลมโตตื่นตระหนกหันไปมองประตูสลับกับใบหน้าคมคายของคนที่กอดเขาอยู่
ศิลาถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างระอา
"ทีนี้... จะยอมเลิกปากดีแล้วบอกผมมาดีๆ หรือยังว่าแฟลชไดรฟ์ในกระเป๋าเสื้อนั่น... มันมีอะไรซ่อนอยู่ ที่ทำให้หมาบ้าพวกนั้นถึงกับกล้าเอาชีวิตคุณขนาดนี้"
ศิลาเอ่ยกระซิบชิดริมหูของคนในอ้อมแขน น้ำเสียงทุ้มต่ำเต็มไปด้วยความกดดันและคำคาดคั้นที่ปฏิเสธไม่ได้ ในขณะที่ภีมเบิกตากว้างด้วยความตกใจที่อีกฝ่ายรู้เรื่องแฟลชไดรฟ์ได้อย่างรวดเร็ว
---------------------------------------------------
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่แวะมาทักทายและสนับสนุนกันเสมอนะครับ)
เซฟเฮาส์ไม่มีจริงสำหรับสิงห์สนามข่าว•ตอนที่ 1
ข่าวร้อนกับที่ซ่อนสุดห่วย
ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไม่มีจริงสำหรับสิงห์สนามข่าว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
