ดีไซน์รักฉบับจัดฉาก: เมื่อสถาปนิกหน้าตายต้องกลายเป็นพระเอกจำเป็น•ตอนที่ 1

โรงละครเก่ากับฝุ่นตลบ

ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
เสียงตอกตะปูและเสียงเครื่องเจาะกระแทกคอนกรีตดังสนั่นก้องกังวานไปทั่วโถงกลางของ “โรงละครโอเดียน” โรงละครเก่าแก่ยุค 60 ที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปี ฝุ่นผงอิฐปูนลอยคลุ้งอยู่ในอากาศราวกับม่านหมอกสีเทาหนาทึบ ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาทรงเหลี่ยมของ “กรณ์” กลับไม่ใช่ความทรุดโทรมของโครงสร้างสถาปัตยกรรม แต่เป็นกองอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านขวางทางขึ้นบันไดหลักอย่างไม่เกรงใจใคร สถาปนิกหนุ่มวัยยี่สิบแปดปีขมวดคิ้วมุ่น สันกรามคมสันขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูน ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชيرพับแขนและกางเกงสแลคเข้ารูปหยุดยืนนิ่งอยู่หน้ากองไฟเบอร์กลาสและขาตั้งไฟนับสิบตัว ดวงตาคู่คมกวาดตามองความวุ่นวายตรงหน้าด้วยความรู้สึกหงุดหงุดที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ งานบูรณะโครงสร้างประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และเขาไม่เคยอนุญาตให้ใครเอาพื้นที่หน้างานมาทำเป็นสนามเด็กเล่นของกองถ่ายหนังเกรดบี “ใครเป็นผู้รับผิดชอบตรงนี้?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่ทรงพลังพอจะตัดผ่านเสียงจอแจรอบตัวได้อย่างน่าประหลาด ไม่มีใครตอบทันที จนกระทั่งร่างเพรียระหงในชุดกางเกงยีนส์เซอร์ๆ กับเสื้อยืดพิมพ์ลายกราฟิกขยับตัวก้าวออกมาจากหลังฉากจำลอง เธอรวบผมยาวสีน้ำตาลเข้มเป็นหางม้าสูง เผยให้เห็นใบหน้าเรียวสวยที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบา ดวงตากลมโตฉายแววท้าทายและรั้นระคนรำคาญใจอย่างไม่ปิดบัง “ฉันเองค่ะ… เอ้ย ผมหมายถึง ฉันเอง!” “รสา” ผู้จัดการกองถ่ายสาวมั่นวัยยี่สิบหกปีเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ยืนกอดอกมองผู้ชายแปลกหน้าที่แต่งตัวเนี้ยบเกินกว่าจะมาเดินยุ่มย่ามในเขตก่อสร้าง “มีปัญหาอะไรไม่ทราบคะ คุณถึงมาเดินหน้าบึ้งตึงใส่ทีมงานคนอื่นเขาแบบนี้?” กรณ์หรี่ตามองผู้หญิงตรงหน้า ประเมินจากท่าทางผยองพองขนและวาจาคมกริบแล้ว เธอก็คงเป็นพวกเด็กสร้างหนังที่คิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลสินะ “คุณถามว่ามีปัญหาอะไรอย่างนั้นหรือครับ?” กรณ์ทวนคำ น้ำเสียงราบเรียบแต่เย็นเยียบจนน่าขนลุก เขาก้าวเท้าเข้าไปใกล้เธอช้าๆ บีบระยะห่างระหว่างกันจนรสาต้องเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว “ปัญหาใหญ่ที่สุดในตอนนี้คือ กองถ่ายรกๆ ของพวกคุณกำลังตั้งอยู่บนพื้นที่โซน A ซึ่งเป็นเขตโครงสร้างรับน้ำหนักที่วิศวกรสั่งห้ามเข้าเด็ดขาด และที่สำคัญ… พวกคุณไม่มีสิทธิ์เอาอุปกรณ์พวกนี้มากองขวางทางสัญจรของทีมช่างผม” รสาเม้มปากแน่น ดวงตาคู่สวยตวัดมองเขาอย่างเอาเรื่อง ไม่มีทางที่เธอจะยอมก้มหัวให้ผู้ชายปากจัดหน้าตายคนนี้เด็ดขาด งานนี้เธอดิวกับเจ้าของโครงการมาเรียบร้อยแล้ว จะมีสถาปนิกหน้าไหนมารzื้อสิทธิ์ตรงนี้ไปไม่ได้ทั้งนั้น! “คุณคะ! พูดจาให้มันดีๆ หน่อย กองถ่ายเราทำเรื่องขออนุญาตถูกต้องทุกอย่าง และถ้าคุณเป็นสถาปนิกจริง อย่างน้อยก็ควรใช้สมองคิดหน่อยนะคะว่าเราจำเป็นต้องใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นจุดพักกล้องชั่วคราว ไม่งั้นซีนสำคัญวันนี้พังหมดพอดี!” รสาตอกกลับเสียงดังฟังชัด ไม่มีความเกรงกลัวต่อรังสีความน่ากลัวที่แผ่ออกมาจากร่างสูงเลยแม้แต่น้อย “ถูกต้องงั้นหรือครับ?” กรณ์แค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักสวย “เอกสารอนุญาตที่คุณอ้างถึง คงไม่ได้ครอบคลุมถึงการเอาอุปกรณ์มากีดขวางเส้นทางอพยพยามฉุกเฉินหรอกกระมังครับ หรือว่าสมองส่วนการประเมินความเสี่ยงของคุณมันถูกฝุ่นผงพวกนี้กินไปหมดแล้ว ถึงแยกไม่ออกว่าอะไรคือความปลอดภัยกับอะไรคือความไร้สาระ” “นี่คุณ!” รสาหน้าตื่นด้วยความโกรธ เลือดในกายสูบฉีดจนพวงแก้มเนียนขึ้นสีแดงจัด ปากบางอ้าออกเตรียมจะสวนกลับด้วยคำพูดที่เจ็บแสบกว่าเดิม แต่ยังไม่ทันที่เสียงแหลมใสจะได้หลุดรอดจากริมฝีปาก เสียงทุ้มมีเสน่ห์ของใครอีกคนก็แทรกขึ้นเสียก่อน “เกิดอะไรขึ้นหรือครับ รสา? มีปัญหาอะไรรึเปล่า เสียงดังมาถึงข้างนอกนู่นแน่ะ” “ดนัย” ผู้กำกับภาพยนตร์หนุ่มหล่อเจ้าเสน่ห์ ก้าวเท้าเข้ามาแทรกกลางระหว่างทั้งสองคน รอยยิ้มพราวเสน่ห์ถูกส่งให้รสาอย่างคุ้นเคย ก่อนที่เขาจะหันไปเผชิญหน้ากับกรณ์ด้วยท่าทีสบายๆ แต่แฝงความกวนประสาท “สวัสดีครับท่านสถาปนิก พอดีพวกเรากำลังรีบเร่งถ่ายทำให้ทันเดดไลน์ ถ้าจะกรุณาอนุโลมให้พวกเราสักนิด…” กรณ์มองภาพนั้นด้วยสายตาที่เยียบเย็นลงไปอีกหลายเท่า ความรู้สึกหงุดหงิดเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความรำคาญใจที่แปลกประหลาด เขาสביดสายตากลับมาที่รสาซึ่งยืนอยู่ใกล้ดนัยเกินความจำเป็น ร่างสูงกระชับแฟ้มเอกสารในมือแน่นขึ้นจนขอบกระดาษยับยู่ยี่ “ผมให้เวลาพวกคุณสิบห้าวินาทีในการเก็บกวาดข้าวของพวกนี้ออกไปให้พ้นจากโซน A ไม่อย่างนั้น… ผมจะให้คนงานเอาเลื่อยยนต์มาเคลียร์พื้นที่ให้พวกคุณเอง” “คุณไม่มีสิทธิ์ทำแบบนั้นนะ!” รสาโพล่งขึ้นเสียงดัง พลางก้าวเข้ามาขวางหน้าอุปกรณ์ถ่ายทำไว้ราวกับแม่ไก่หวงลูก “ลองดูไหมล่ะครับ ว่าผมมีสิทธิ์หรือไม่มี” กรณ์ก้มหน้าลงมองเธอ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงจนเหลือเพียงคืบเดียว ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าหากัน ท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงจนแทบระเบิด ปลายจมูกโด่งรั้นของรสาแทบจะชนกับสันจมูกคมของเขาอยู่รำไร ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆ เขาก็โน้มตัวเข้ามาประชิดตัวแบบไม่ทันตั้งตัว หัวใจเจ้ากรรมในอกกระหน่ำเต้นรัวผิดจังหวะจนเธอกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน ขณะที่กรณ์เองก็ชะงักไปชั่วครู่เมื่อกลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายดอกไม้จางๆ ลอยแตะจมูกท่ามกลางกลิ่นฝุ่นปูน ในเสี้ยววินาทีที่บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกหยุดเวลาไว้ เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเรียกชื่อของใครบางคนก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ “พะ...พี่กรณ์คะ! แย่แล้วค่ะ!” พิมพ์ชนก สถาปนิกสาวรุ่นพี่ร่วมสำนักงานวิ่งหน้าตื่นเข้ามาหยุดยืนหอบหายักอยู่ข้างหลัง “ทางเทศบาลโทรมาแจ้งด่วนเลยค่ะ ว่าเราโดนร้องเรียนเรื่องใบอนุญาตดัดแปลงอาคาร… มีคนแอบอ้างชื่อกองถ่ายนี้ไปยื่นเรื่องซ้อนทับกับของเรา!” กรณ์ผละถอยหลังออกมาอย่างรวดเร็ว ใบหล่อเหลาตึงเครียดขึ้นทันที เขายืนนิ่งค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะตวัดสายตากลับมาจ้องรสาด้วยแววตาดุดันที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความระแวง “ดูท่าทาง… พวกคุณไม่ได้แค่มาถ่ายหนังเล่นๆ สินะครับ” คำขอบคุณจากนักเขียน: ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่โลกอันวุ่นวายและน่ารักของสถาปนิกหนุ่มซึนกับผู้จัดการกองถ่ายสาวปากเกิร์ล แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ! - ราชันย์หอกทมิฬ
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีไซน์รักฉบับจัดฉาก: เมื่อสถาปนิกหน้าตายต้องกลายเป็นพระเอกจำเป็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%