แม่ทัพผู้ไร้พ่ายกับยอดกุนซือผู้ปิดฟ้า•ตอนที่ 1

ศิลาเย็นในแดนเหนือ

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โลหิตสีชาดมิได้ส่งเสียงร่ำไห้ มันเพียงแต่ซึมซาบลงสู่ผืนปฐพีแดนเหนือที่แข็งกระด้างดั่งหินผา ละลายรวมกับเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนจนกลายเป็นสีคล้ำ รสชาติสนิมเหล็กคละคลุ้งปะปนไปกับไอหนาวเหน็บที่บาดลึกถึงขั้วกระดูก ในค่ายพักแรมชั่วคราว ณ ด่านป้อมปราการอวี้เหมิน ลมหายใจของเหล่าทหารหาญพวยพุ่งเป็นไอสีขาวโพลนราวกับภูตผีที่กำลังร่ำลาโลกหล้า ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงคร่ำครวญแม้แต่ครึ่งคำ ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวนี้คืออาณัติแห่งความตายที่ถูกตอกย้ำด้วยร่างไร้ลมหายใจนับพันที่เรียงรายอยู่เบื้องนอกกำแพงดินอัด บนหอคอยบัญชาการสูงชัน ร่างของบุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านราวกับรูปสลักหินหยกดำ อาภรณ์เกราะหนังสีนิลประดับด้วยแผ่นเหล็กกล้าชั้นดีถูกคลุมทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ตัดกับความมืดมิดของราตรีกาล หลี่จวินเหอ—แม่ทัพใหญ่ผู้ไร้พ่ายแห่งแคว้นต้าฉี ปลดหมวกเหล็กออกเผยให้เห็นเรือนผมสีดำสนิทที่ถูกรวบไว้ด้วยปิ่นหยกสลักลายพยัคฆ์ กรามคมสันขบเข้าหากันแน่นจนสันนูนขึ้น ขณะที่นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองออกไปยังแนวป่าสนทึบเบื้องล่าง ความมืดมิดอันเวิ้งว้างนั้นซ่อนกองกำลังของศัตรูจากแดนเหนือไว้ไม่ต่ำกว่าหหมื่นนาย ขณะที่กำลังพลในมือของเขามีเหลือเพียงสามพันชีวิตที่บาดเจ็บและอ่อนล้า "ท่านแม่ทัพ..." เสียงทุ้มต่ำของรองแม่ทัพเฉินดังขึ้นอย่างระมัดระวัง พร้อมกับร่างที่คุกเข่าลงข้างหนึ่ง "เสบียงในคลังเหลือเพียงพอสำหรับอีกสามวัน ม้าศึกเริ่มล้มตายเพราะความหนาวและขาดแคลนหญ้าแห้ง หากพวกมันโหมบุกมาอีกระลอกในคืนนี้ เกรงว่า..." "ไม่มีคำว่าเกรง สำหรับพยัคฆ์แดนเหนือ" หลี่จวินเหอเอ่ยแทรกขึ้น น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น ราวกับความตายเป็นเพียงสหายเก่าที่คุ้นเคยกันดี "เจ้าจงกลับไปตรวจดูแนวคูเมืองด้านทิศตะวันตก น้ำมันดิบที่ขุดขึ้นมาต้องราดให้ทั่ว หากพวกมันเหยียบย่างเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว จงจุดไฟให้สว่างเสียให้พอ" "แต่... แต่หากเราใช้ไฟหมดในคืนนี้ แล้วพรุ่งนี้เล่าขอรับ?" หลี่จวินเหอหันกลับมามองลูกน้องผู้ร่วมเป็นร่วมตาย ดวงตาคู่นั้นเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งพันปี ไร้ซึ่งประกายความลังเล "พรุ่งนี้จะมีหรือไม่มี หาใช่เรื่องที่เราต้องกังวลหน้าที่ของเราในค่ำคืนนี้ คือการทำให้ศัตรูจดจำความพ่ายแพ้จนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองผืนฟ้าแห่งต้าฉีอีกชั่วชีวิต ไป!" คำสั่งนั้นเด็ดขาดดั่งคมดาบที่ฟาดฟันลงบนอากาศ รองแม่ทัพเฉินสะท้านเฮือก รีบคำนับแล้วถอยฉากออกไปทันที ทิ้งให้แม่ทัพใหญ่ยืนอยู่ลำพังท่ามกลางลมหนาวที่พัดกระหน่ำชายเสื้อคลุมสะบัดไหว เบื้องหลังรูปลักษณ์อันแข็งแกร่งดั่งหินผานี้ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า หัวใจของหลี่จวินเหอด้านชามานานเพียงใดแล้ว ตั้งแต่วันที่คฤหาสน์สกุลหลี่ถูกเพลิงผลาญเผาผลาญจนมอดไหม้ เหลือเพียงเถ้าถ่านและร่างอันไร้วิญญาณของบิดามารดาและน้องสาววัยเยาว์ ภาพเหตุการณ์นองเลือดในคืนนั้นยังคงฝังรากลึกอยู่ในห้วงความทรงจำ คอยกรัดกร่อนจิตวิญญาณของเขาในทุกคราที่หลับตาลง สงครามมิใช่เพียงหน้าที่ปกป้องแผ่นดินสำหรับเขา แต่มันคือสุสานที่เขากำลังรอวันเดินลงไปนอนเคียงข้างคนที่รัก ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะหันกลับไปตรวจตราค่ายพัก เสียงฝีเท้าฝ่าพื้นหิมะที่เบากว่าปกติก็ดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างอันระหงของสตรีผู้หนึ่งก้าวขึ้นมาบนหอคอย นางสวมชุดคลุมกันหนาวสีเทาเข้มกลมกลืนกับบรรยากาศรอบตัว ใบหน้างดงามล่มเมืองถูกความหนาวเย็นแต่งแต้มให้มีสีเรื่อเล็กน้อยที่พวงแก้ม นัยน์ตาดำขลับคู่สวยฉายแววเฉลียวฉลาดล้ำลึกที่ยากจะหยั่งถึง นางมิใช่หญิงสาวอ่อนแอในห้องหอ นางคือจางเหม่ยหลิน... ยอดกุนซือหญิงผู้ลี้ภัยมาสู่ค่ายทหารแห่งนี้ หลังจากตระกูลจางของนางถูกอำนาจมืดในราชสำนักใส่ร้ายป้ายสีจนต้องล่มสลายชั่วข้ามคืน นางใช้มันสมองอันปราดเปรื่องและหมากเกมการเมืองเป็นเครื่องมือมีชีวิตรอด และก้าวเข้ามาสู่สมรภูมิที่อันตรายที่สุดเคียงข้างแม่ทัพผู้เยือกเย็น "ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เหตุใดยังไม่ไปพักผ่อน กุนซือจาง" หลี่จวินเหอเอ่ยถามโดยไม่หันไปมอง น้ำเสียงของเขาสะท้อนความห่วงใยที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนภายใต้ท่าทีห่างเหิน "ข้าหลับไม่ลง ท่านแม่ทัพ" จางเหม่ยหลินก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างเขา ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองใกล้ชิดพอที่จะได้ยินเสียงลมหายใจของกัน and กัน "กลิ่นไอสงครามในคืนนี้รุนแรงเกินกว่าจะข่มตาหลับ อีกประการหนึ่ง... ข้ามีเรื่องสำคัญที่เพิ่งได้รับรายงานจากสายลับในเมืองหลวงมาแจ้ง" หลี่จวินเหอหันมามองนาง ดวงตาคู่คมพินิจใบหน้านั้นอย่างละเอียด นางดูเหนื่อยล้า แต่นัยน์ตากลับสุกใสและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "ว่ามาสิ" จางเหม่ยหลินสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความหนาว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ "ราชโองการลับที่ท่านรอคอย... ถูกส่งออกจากเมืองหลวงแล้ว" รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของแม่ทัพหนุ่ม "พวกมันคงรีบเร่งอยากให้หัวของข้าหลุดจากบ่าเต็มทีแล้วกระมัง ราชสำนักส่งใครมาเป็นผู้ปลดข้า?" "ไม่ใช่ราชโองการปลดตำแหน่ง..." จางเหม่ยหลินส่ายหัวช้าๆ แววตาฉายแววระแวดระวังอย่างเห็นได้ชัด นางยื่นมือที่สวมถุงมือผ้าไหมอุ่นยื่นแผ่นกระดาษม้วนเล็กๆ ที่ประทับตราครั่งสีชาดให้แก่เขา "แต่เป็นราชโองการพระราชทาน 'สมรส' เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีกับแคว้นเป่ยหรง... และเจ้าสาวที่จะถูกส่งมายังค่ายทหารอันหนาวเหน็บนี้ คือองค์หญิงรัชทายาทแห่งเป่ยหรงผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม" หลี่จวินเหอนิ่งงันไปชั่วขณะ นิ้วมือที่กำด้ามกระบี่คลายออกเล็กน้อย เขาก้มลงมองม้วนกระดาษในมือของนาง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับกุนซือสาว ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางเสียงลมหนาวที่กรีดกรายผ่านกำแพงหิน ทว่า ในวินาทีที่หลี่จวินเหอกำลังจะเอ่ยปากถามรายละเอียดเพิ่มเติม เสียงหวีดหวิวของลูกธนูเพลิงดอกแรกก็แหวกอากาศพุ่งตรงมาปักลงบนพื้นไม้เบื้องหน้าพวกเขาอย่างจัง ประกายไฟสีส้มสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด พร้อมกับเสียงโห่ร้องก้องกัลปนาทของกองทัพศ,ลุกลามมาจากแนวป่าเบื้องล่าง! สงครามระลอกใหม่เปิดฉากขึ้นแล้วในเสี้ยววินาทีนั้นเอง --- ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปพร้อมกันนะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้ไร้พ่ายกับยอดกุนซือผู้ปิดฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%