"คุณจะให้บทกวีนี้จบลงที่ความว่างเปล่าอย่างนั้นหรือ มัทนา"
คณินถามพลางวางปากกาหมึกซึมลงบนโต๊ะไม้เก่าคร่ำ เขาไม่หันไปมองร่างบางที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างบานสูง แสงสีส้มหม่นของยามเย็นอาบไล้ไปทั่วห้อง ทิ้งเงายาวเหยียดของเขาทั้งสองทาบทับลงบนพื้นไม้จนดูเหมือนภาพวาดที่กำลังจะถูกลบเลือน
มัทนาไม่ได้หันมาตอบในทันที เธอเพียงใช้นิ้วเรียวสัมผัสกรอบหน้าต่างไม้ที่ผุพังด้วยกาลเวลา "บางครั้ง ความว่างเปล่าคือบทสรุปที่งดงามที่สุดของกวีไม่ใช่หรือคะ... อ้อ ขออภัย ผมเผลอติดนิสัยพูดแบบนั้นไปเสียแล้ว" เธอหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงนั้นสั่นไหวราวกับใบไม้ที่กำลังจะร่วงหล่นจากกิ่ง
คณินลุกขึ้นยืน ร่างกายของเขารู้สึกหนักอึ้งดั่งถูกพันธนาการด้วยความทรงจำตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาเดินไปหยุดอยู่เบื้องหลังมัทนา กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกมะลิแห้งและกลิ่นกระดาษเก่าหอมกรุ่นขึ้นในอากาศ เขาเห็นเงาของเธอในกระจกหน้าต่าง แววตาของหญิงสาวในกระจกนั้นหม่นแสง แต่ทว่าลึกซึ้งเกินกว่าจะหยั่งถึง
"ผมพยายามตามหาคำตอบจากทุกบรรทัดที่คุณมอบให้" คณินพูดขึ้น เสียงของเขาทุ้มต่ำและราบเรียบ ทว่าสั่นสะท้านในคำสุดท้าย "แต่เมื่อถึงหน้าสุดท้าย ผมกลับพบว่าทุกตัวอักษรที่ผมสลักไว้... คือการสลักไว้เพื่อรอวันที่ต้องลบเลือน"
มัทนาหมุนตัวกลับมา สายตาของเธอประสานกับเขา ราวกับจะสะกดให้กาลเวลาหยุดนิ่งลง ณ วินาทีนี้ "ความรักก็เหมือนบทกวีคณินครับ มันไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ มันแค่ต้องถูกรู้สึกในเวลาที่เหมาะสม และตอนนี้... เวลาของเราก็เดินทางมาถึงเครื่องหมายวรรคตอนสุดท้ายแล้ว"
เธอยื่นมือมาสัมผัสที่ปกเสื้อของเขาอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นเย็นเยียบราวกับสายลมแห่งกาลเวลาที่พัดผ่านคณินมาตลอดชีวิต คณินนิ่งงัน เขาอยากจะเอ่ยรั้ง อยากจะเขียนบทใหม่ให้เรื่องราวของเราไม่จบลงเช่นนี้ แต่เขารู้ดีว่าหากเขาทำเช่นนั้น ความงดงามที่แท้จริงจะมลายหายไป
"คุณคือมัทนา... หรือคุณคือส่วนหนึ่งของใจผมที่หายไปกันแน่" เขาถามพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยนั้น
มัทนาคลี่ยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่เศร้าที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา "หากผมเป็นเงาที่ตามหาเจ้าของ เมื่อเจ้าของพบความกระจ่างชัดในจิตวิญญาณแล้ว เงาย่อมต้องจางหายไป... ไม่ใช่เพราะเราไม่รักกัน แต่เพราะเรื่องราวในบทนี้ถึงคราวต้องเป็นตำนานครับ"
เธอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ร่างกายของเธอดูโปร่งแสงขึ้นทีละน้อย ราวกับละอองดาวที่กำลังจะสลายตัวท่ามกลางแสงสนธยา คณินเอื้อมมือไปคว้า แต่เขากลับพบเพียงความว่างเปล่า ปลายนิ้วของเขาผ่านอากาศที่ว่างเปล่าไปอย่างน่าใจหาย
"ก่อนจะไป..." มัทนาพูด เสียงของเธอแผ่วเบาลงดั่งเสียงกระซิบ "จงเปิดหน้าสุดท้ายของสมุดบันทึกที่คุณเก็บไว้ใต้หมอนมาตลอดสิบปี คณิน... คำตอบที่แท้จริงไม่เคยซ่อนอยู่ในบทกวีของใคร แต่มันสลักอยู่ในจังหวะหัวใจที่คุณเคยทำหล่นหาย"
คณินทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นไม้ที่เย็นเฉียบ ความสับสนถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์ เขาหยิบสมุดเล่มเก่าที่พกติดตัวมาตลอดออกมา มือที่สั่นเทาเปิดไปหน้าสุดท้ายที่เขาไม่เคยกล้าเปิดอ่านด้วยความหวาดกลัวมาตลอดทศวรรษ
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าไม่ใช่ตัวอักษร แต่เป็นรูปถ่ายใบหนึ่งที่ขอบรุ่ยจนเกือบขาด และลายมือที่คุ้นตาที่สุดในชีวิต เขียนไว้ด้วยน้ำหมึกสีจางๆ ว่า 'แด่คณิน... กวีผู้สลักคำรักไว้บนรอยกาล' และที่มุมภาพนั้นเอง เขาก็เห็นสัญลักษณ์บางอย่าง... สัญลักษณ์ที่ทำให้หัวใจของเขาหยุดเต้นไปชั่วขณะ
ร่างของมัทนาหายไปแล้ว เหลือเพียงกลิ่นดอกมะลิจางๆ ในอากาศ แต่สิ่งที่ทำให้เขาแทบสิ้นลมหายใจคือจดหมายอีกฉบับที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งเขามั่นใจว่าเมื่อครู่มันยังไม่มีอยู่ตรงนั้น จดหมายที่จ่าหน้าซองด้วยชื่อของบุคคลที่เขาเชื่อมาตลอดว่าตายไปแล้วจากโลกนี้เมื่อสิบปีก่อน...
เขารีบฉีกซองจดหมายด้วยมือที่สั่นเทาอย่างรุนแรง และเมื่อกวาดสายตาผ่านบรรทัดแรก... เขาก็พบกับความจริงที่อาจเปลี่ยนชะตากรรมของเขาไปตลอดกาล ว่าบุคคลที่เขียนจดหมายฉบับนี้ คือคนที่เขากำลังยืนเผชิญหน้าอยู่ด้วยในห้องนี้... แต่ในฐานะคนละสถานะ
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรมาด้วยกันจนถึงโค้งสุดท้ายนะครับ จากใจ... บทกวีใต้ร่มเงา
สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล•ตอนที่ 34
เสียงกระซิบบนสายลมแห่งกาลเวลา
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!