เงาสีดำสองร่างที่ทาบทับอยู่บนกระจกใสบานใหญ่หน้าห้องเรียน ไม่ได้สร้างความตกใจให้มินต์เท่ากับซองเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะในมือของชายคนนั้น ซองที่ประทับตราลับเฉพาะของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน—ตราสัญลักษณ์เดียวกับที่พ่อของเธอใช้ชี้นำอนาคตของเธอทุกๆ ย่างก้าว
มินต์ก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ ลมหายใจสะดุดติดอยู่ตรงลำคอ ความกลัวที่เธอพยายามฝังกลบไว้ใต้ท่าทีเปรี้ยวซ่าและคำพูดเชือดเฉือนตลอดหลายปี กำลังพวยพุ่งขึ้นมาจุกอกราวกับควันไฟที่ถูกอัดแน่นอยู่ในเตาหลอม
*ทำไม... ทำไมคนพวกนั้นถึงมาอยู่ที่นี่? หรือว่าเรื่องที่คินพยายามปกป้องเธอมัน...*
ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิงจนแทบแยกแยะไม่ออก แต่ก่อนที่สติของเธอจะหลุดลอยไปมากกว่านั้น ข้อความสั้นๆ บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือในกระโปรงนักเรียนก็สั่นเตือนขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง เป็นเบอร์แปลกที่ส่งพิกัดพร้อมประโยคสั้นๆ ห้วนๆ แต่ทรงพลังที่สุดในชีวิตของเธอ
*[ห้องสมุดเก่าชั้นสี่ หลบทางหนีไฟหลังตึก อย่าโง่เดินออกไปให้พวกมันเห็น]*
ลายมือดิจิทัลแบบนี้ น้ำเสียงห้วนๆ แบบนี้ มีอยู่คนเดียวในโรงเรียนนี้—คิน
ขาเรียวใต้ถุงเท้าสีขาวยาวก้าววิ่งออกไปทันiทีโดยไม่ต้องคิดซ้ำสอง มินต์พุ่งตัวไปตามทางเดินหนีผู้คน เลี้ยวลัดเลาะผ่านห้องนาฏศิลป์ร้างและกองลังหนังสือเก่า จนกระทั่งมาถึงประตูกระจกฝ้าของห้องสมุดเก่าชั้นสี่ที่ถูกปิดตายจากโลกภายนอก
แอ๊ด...
เสียงบานประตูเหล็กขึ้นสนิมถูกผลักเปิดออกเผยให้เห็นความมืดสลัว กลิ่นอับของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของมินต์กลับไม่ใช่กองหนังสือสูงท่วมหัว หากแต่เป็นแผ่นหลังกว้างของใครบางคนที่ยืนหอบหายใจรุนแรงอยู่ริมหน้าต่าง
คิน... เสื้อเชือกนักเรียนสีขาวของเขาหลุดลุ่ยออกจากขอบกางเกงเล็กน้อย เนคไทถูกกระชากจนหลวมโพรง แขนเสื้อพับขึ้นเผยให้เห็นท่อนแขนที่มีรอยขีดข่วนแดงเถือกจากการตะלุมบอนกับอะไรบางอย่าง ทันทีที่ได้ยินเสียงปิดประตูล็อคกลอนด้านใน ร่างสูงก็หันขวับมามอง
สายตาที่มักจะเรียบนิ่ง เย็นชา และเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ บัดนี้กลับแดงก่ำ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเล็กน้อยบ่งบอกถึงความโกรธเกรี้ยวที่ถูกกดทับไว้จนถึงขีดสุด
"เธอ... โง่หรือเปล่า?" น้ำเสียงของคินแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อย มากกว่าครั้งไหนๆ ที่มินต์เคยได้ยิน "บอกให้อยู่แต่ในห้อง ทำไมถึงรนหาที่เดินออกไปตรงนั้นวะ!"
นี่เป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่ประธานนักเรียนผู้แสนสมบูรณ์แบบคนนี้หลุดคำหยาบออกมา มินต์ที่ปกติเป็นฝ่ายเปิดฉากปะทะฝีปากก่อนเสมอ กลับยืนนิ่งอึ้ง เม้มริมฝีปากแน่นจนซีดขาว ความโกรธที่ควรจะลุกโชนเพื่อเถียงกลับถูกความตื่นตระหนกและบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่าเข้าครอบงำ
"นาย... นายไปทำอะไรมา ทำไมแขนถึงเป็นแผลแบบนั้น?" มินต์ถามเสียงสั่น พลางก้าวเข้าไปใกล้ร่างสูงโดยไม่รู้ตัว สายตาจับจ้องรอยขีดข่วนบนผิวเนื้อของเขาด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด—ความรู้สึกหน่วงๆ ที่แปลบปลาบในอก
คินชะงักไปนิด เขาก้มมองตามสายตาของเธอ ก่อนจะรีบดึงแขนเสื้อลงมาปิดบังรอยแผลนั้นอย่างลนลาน รอยยิ้มเยาะเย้ยที่มักใช้กวนประสาทเธอกลับคืนมาบนใบหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแอ
"ห่วงฉันเหรอ? ยัยตัวแสบ... เก็บความรู้สึกนั้นไว้ใช้ตอนที่เธอน้ำตาตกในเพราะโดนพ่อจับแต่งงานจะดีกว่านะ" คินสวนกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาเช่นเคย ทว่าดวงตากลับหลบเลี่ยงไม่ยอมสบตาเธอนิ่งๆ
"อย่ามาทำเป็นปากดีนะคิน!" มินต์ระเบิดอารมณ์ออกมาบ้างเพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแอของตัวเอง น้ำตาคลอเบ้าด้วยความอึดอัด "นายคิดว่าฉันไม่รู้หรือไงว่าเอกสารพวกนั้นคืออะไร? แล้วที่นายวิ่งไปมีเรื่องกับใครข้างล่างนั่น ก็เพื่อขัดขวางไม่ให้พวกมันเอาเอกสารส่งให้ผู้อำนวยการใช่ไหมล่ะ ทำไม... ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ นายเกลียดฉันไม่ใช่เหรอ!"
ประโยคสุดท้ายหลุดออกมาจากปากด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือจนน่าใจหาย มินต์เกลียดตัวเองที่แสดงความอ่อนแอต่อหน้าผู้ชายคนนี้ คนที่เธอประกาศกร้าวว่าเป็น 'ศัตรูตัวฉกาจ' มาตลอด
คินชะงักงัน ร่างสูงนิ่งค้างไปราวกับถูกคำพูดของเธอตรึงไว้กับพื้นห้องสมุด ความเงียบโรยตัวปกคลุมระหว่างพวกเขามีก1ลิ่นอายของความอึดอัดและจริงใจผสมปนเปกันจนแทบหายใจไม่ออก
เนิ่นนาน... กว่าที่คินจะยอมขยับตัว เขาก้าวเข้าประชิดตัวมินต์ด้วยความเร็วที่เธอตั้งตัวไม่ทัน มือหนาทั้งสองข้างเอื้อม1มาจับไหล่บางของเธอไว้แน่น แรงบีบไม่ได้ทำร้าย แต่เต็มไปด้วยความหนักแน่นและสั่นไหวเล็กน้อย
"เกลียดเหรอ..." คินทวนคำ เสียงของเขาแหบพร่าจนแทบกระซิบ ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่บนพวงแก้มของเธอ "ถ้าฉันเกลียดเธอจริง ฉันคงไม่ต้องเอาอนาคตของตัวเองไปแลกกับการทำลายเอกสารบ้าๆ 1ชุดนั้นหรอกมินต์"
มินต์เบิกตากว้าง สมองขาวโพลน หัวใจเต้นรัวกระหน่ำยิ่งกว่าตอนเห็นชายชุดดำเสียอีก คำพูดนั้น... ความหมายของมันชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธ
"นาย..."
"ใช่... ฉันขโมยซองเอกสารนั่นมา" คินสารภาพด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความห่วงใยที่ถูกเก็บกดไว้มานาน "เอกสารประเมินผลการเรียนและคำสั่งย้ายโรงเรียนกะทันหันของเธอ... พ่อเธอจ้างคนมาจัดการให้เธอต้องย้ายไปเรียนต่อต่างประเทศเดือนหน้า เพื่อตัดขาดเธอจากทุกอย่างที่นี่ รวม1ถึง... ฉันด้วย"
สายตาของคินมองลึกลงไปในดวงตาของมินต์ แววตาที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งในอดีตมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังแบกรับความกลัวที่จะต้องสูญเสียคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตไป
ความตระหนักรู้บางอย่างไหลทะลักเข้ามาในหัวใจของมินต์ ความเข้มงวด ความเย็นชา และท่าทีระเบียบจัดของคิน แท้จริงแล้วมันไม่ใช่เพราะเขาเกลียดเธอ แต่เป็นเพราะเขาพยายามปกป้องพื้นที่เล็กๆ ของเธอและเขาในโรงเรียนนี้เอาไว้ด้วยระเบียบวินัยที่เข้มงวดที่สุด เพื่อไม่ให้ใครใช้เป็นข้ออ้างมาพรากเธอไป
กำแพงทิฐิที่มินต์สร้างขึ้นมาตลอดหลายปีพังทลายลงในพริบตา ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซ่านเข้าสู่หัวใจที่หนาเหน็บ มือเรียวยกขึ้นแตะที่ท่อนแขนของคินโดยไม่รู้ตัว นิ้วเรียวสัมผัสโดนรอยแผลที่เขากลบเกลื่อน ความรู้สึกผิดและซาบซึ้งตีรวนจนจุกอก
"นายเจ็บมากไหม..." มินต์กระซิบถาม เสียงสั่นพร่า หยดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้เอ่อล้นทะลักขอบตาไหลลงมาอาบแก้ม
คินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่มือหนาข้างหนึ่งจะยกขึ้นปาดคราบน้ำตาบนแก้มเนียนของเธออย่างแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่เขาเคยมีมา และเป็นความอ่อนโยนที่ทำให้น้ำตาของมินต์ยิ่งไหลพรูออกมามากกว่าเดิม
"ไม่เจ็บเลย... ถ้าแลกกับการที่เธอยังคงยืนอยู่ตรงนี้ ข้างๆ ฉัน" คินเอ่ยเสียงนุ่ม แววตาฉายประกายความรู้สึกลึกซึ้งที่ไม่มีคำว่ากำแพงกั้นกลางอีกต่อไป
บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง เสียงฝนปรอยๆ ด้านนอกหน้าต่างช่วยขับเน้นให้ห้องสมุดเก่าแห่งนี้กลายเป็นโลกใบเล็กๆ ที่มีเพียงแค่เขากับเธอ มินต์เงยหน้าสบตากับเขา หัวใจสองดวงเต้นเป็นจังหวะเดียวกันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ความรู้สึกจากความเป็นศัตรูแปรเปลี่ยนเป็นความผูกพันที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะถอนตัว
ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความเงียบงันที่เต็มไปด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้งนั้น ถูกกระชากกระชั้นด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ที่กำลังวิ่งขึ้นบันไดมาหยุดอยู่หน้าประตูกระจกฝ้าของห้องสมุด!
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
เสียงเคาะประตูสามครั้งดังสนั่น พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำและเย็นยะเยือกของอาจารย์ใหญ่ที่ตะโกนลอดผ่านบานกระจกเข้ามา
"คุณคิน... เปิดประตูเดี๋ยวนี้! เรารู้ว่าเธออยู่ในนั้น และรู้ว่าเธอกำลังซ่อนนักเรียนหญิงคนไหนไว้ ส่งตัวเด็กคนนั้นออกมาซะ ไม่งั้นเธอจะต้องพ้นสภาพการเป็นประธานนักเรียนและถูกไล่อציกพ้นโรงเรียนในวันนี้!"
คินขมวดคิ้วแน่น แววตาที่เพิ่งอ่อนโยนลงเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวอีกครั้ง เขารีบดึงตัวมินต์มาหลบไว้ด้านหลังตู้หนังสือไม้โบราณขนาดใหญ่ พร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดที่ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
"จำไว้... ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าส่งเสียงออกเด็ดขาด"
พูดจบ คินก็หันหลังก้าวเดินออกไปจากมุมมืด มุ่งตรงไปยังประตูกระจกฝ้าที่กำลังถูกทุบด้วยแรงมหาศาลจากภายนอก ทว่าก่อนที่มือของเขาจะเอื้อมไปจับกลอนประตูเพื่อเผชิญหน้ากับวิกฤต บานประตูกลับถูกพังโครมด้วยแรงถีบจากด้านนอก!
ร่างของชายชุดดำสองคนที่มินต์เห็นที่ระเบียงทางเดินเมื่อครู่ ก้าวเข้ามาในห้องสมุดพร้อมกับรอยยิ้มเย็นยะเยือก และในมือของชายคนกลาง... ไม่ใช่ซองเอกสารสีน้ำตาลอีกต่อไป แต่เป็นแท็บเล็ตหน้าจอเปิดวิดีโอคอลสายตรงจาก "พ่อของมินต์" ที่กำลังจ้องมองตรงมายังพวกเขาด้วยแววตาพิฆาต!
"เจอตัวสักทีนะ... ลูกสาวตัวดีของฉัน" เสียงทุ้มเย็นของพ่อดังสะท้อนก้องห้องสมุดเก่า พร้อมกับประโยคต่อมาที่ทำให้เลือดในกายของมินต์เย็นเฉียบลงถึงขั้วหัวใจ "และเธอก็คงเป็นเด็กหนุ่มที่อวดดีมากสินะ... ที่กล้า1อาจหาญมาข1ัดขวางคำสั่งของตระกูลเรา คิน... นายเตรียมตัวรับผลที่จะตาม1หลังจากตระกูลนี้ได้เลย"
ไอศกรีมมินต์ช็อกขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สูตรลับฉบับกวนใจ ยัยตัวร้ายกับนายมาดนิ่ง•ตอนที่ 48
ความเข้าใจกันและกันมากขึ้น
ผลงานโดย ไอศกรีมมินต์ช็อก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไอศกรีมมินต์ช็อก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรลับฉบับกวนใจ ยัยตัวร้ายกับนายมาดนิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!