“เจตจำนองกระบี่ของตระกูลไป๋… สิ้นสุดลงแค่นี้กระมัง?”
น้ำเสียงแหบพร่าคล้ายเสียงเสียดสีของโลหะกับแผ่นศิลา ดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของหุบเขาไร้เงา ไอสังหารสีดำสนิทแผ่พุ่งออกมาจากร่างเงาร่างหนึ่งที่ยืนอยู่บนยอดชะงอนผา มือขวาของมันกุมกริชอาบพิษสวรรค์ที่สะท้อนประกายแสงสีเขียวเรืองรอง แววตาของมันเหี้ยมเกรียมและเต็มไปด้วยความกระหายเลือด
เบื้องล่าง… บนพื้นดินที่ย้อมด้วยคราบโลหิตแห้งกรังนับไม่ถ้วน ไป๋จินเฉินยืนนิ่งดั่งรูปสลักหิน ปลายเท้าของเขากดทับอยู่บนเศษซากกระบี่หักที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสมบัติวิเศษประจำตระกูล อาภรณ์สีขาวสะอาดบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นผงและรอยเลือด แต่นั่นมิอาจลดทอนรัศมีอันเย่อหยิ่งและทะนงตนที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาได้เลยแม้แต่น้อย
ดวงตาคมกริบดั่งใบมีดหันไปมองกลุ่มมือสังหารนับสิบคนที่ปิดล้อมเขาเอาไว้ในรัศมีร้อย丈 แววตาคู่นั้นมิได้มีความหวาดกลัวหรือลังเลแม้แต่น้อย มีเพียงความว่างเปล่าที่ล้ำลึกดั่งก้นบึ้งของเหวนรก และความแค้นที่สุมอกมานานสามปีเต็ม
สามปีที่ตระกูลไป๋ถูกล้างบาง สามปีที่เขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับการกลืนกินความเจ็บปวดและคราบน้ำตา เพื่อแลกกับการบรรลุวิถีกระบี่ไร้พ่ายขั้นที่เจ็ด
“พวกเจ้าสำนักมาร… ส่งสุนัขรับใช้มาเดินเล่นเช่นนี้ รังเกียจว่ากระบี่ในมือขวาของข้าจะคมไม่พอหรืออย่างไร?” ไป๋จินเฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบสนทนาแต่ทรงพลังจนทำให้แก้วหูของมือสังหารระดับหลอมรวมลมปราณบางคนถึงกับสั่นสะท้อนจนโลหิตไหลซึมออกมาทางรูหู
มือสังหารผู้นำหัวเราะเยาะในลำคอ “ไป๋จินเฉิน เจ้ายังคงปากกล้าได้ถึงเพียงนี้ แม้ว่าแก่นแท้ลมปราณของเจ้าจะถูกพิษสวรรค์กัดกร่อนจนใกล้แตกสลายแล้วก็ตาม! วันนี้… ศศิธรสีเลือดจะเป็นพยานในการดับสูญของทายาทคนสุดท้ายแห่งตระกูลไป๋!”
สิ้นเสียงคำราม ร่างของมือสังหารทั้งสิบก็พุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกันราวกับฝูงหมาป่ากระหายเลือด ปราณมารสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า บดบังแสงจันทร์จนเหลือเพียงประกายสีแดงฉานที่สาดส่องลงมา ราวกับโลกหล้ากำลังร่ำไห้ให้กับความตายที่กำลังจะมาเยือน
ไป๋จินเฉินไม่ขยับเขยื้อน เขายังคงหลับตาลงข้างหนึ่ง ราวกับกำลังรอคอยจังหวะเวลาบางอย่าง ในห้วงความคิดของเขานั้น หวนนึกถึงคำพูดของมู่หว่านเอ๋อร์ เซียนโอสถผู้ลึกลับที่เคยเตือนเขาไว้ก่อนที่พวกเขาจะแยกทางกันที่ชายแดนหมื่นอสูร
*“จินเฉิน… วิถีกระบี่ไร้พ่าย หาใช่การใช้กำลังหักหาญ แต่คือการไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ เมื่อใจเจ้าว่างเปล่า กระบี่จึงจะแทงทะลุฟ้าดินได้”*
ดวงตาทั้งสองข้างลืมโพลงขึ้นในพริบตา! ประกายแสงสีฟ้าครามระเบิดออกจากนัยน์ตาของเขา รัศมีกระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างจนพื้นดินรอบตัวยุบตัวลงเป็นหลุมลึกหลายฉื่อ!
“กระบวนท่าที่หนึ่ง… ตัดสะพานชีวิต!”
มือขวาของเขาไม่ได้แตะต้องด้ามกระบี่ที่เหน็บอยู่ข้างเอว หากแต่ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางผสานเป็นดัชนีกระบี่ กวาดออกไปในอากาศเบื้องหน้าอย่างเรียบง่าย ทว่ารวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ!
ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!
เสียงแหวกอากาศดังขึ้นติดต่อกันสามครั้ง คลื่นกระบี่สีครามบริสุทธิ์พุ่งแหวกความมืดออกไปราวกับมังกรสวรรค์สะบัดหาง มือสังหารสามคนที่พุ่งเข้ามาเป็นแนวหน้ายังไม่ทันได้แม้แต่จะเงื้อง่าอาวุธ ร่างของพวกมันก็ถูกตัดแบ่งเป็นสองท่อนในพริบตา โลหิตสีดำสาดกระเซ็นย้อมผืนดินให้กลายเป็นสีชาด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วหุบเขา
มือสังหารที่เหลือชะงักฝีเท้าลงทันที ความหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจแล่นริ้วขึ้นมาจับขั้วกระดูก พวกมันไม่คาดคิดว่าคนใกล้ตายที่ถูกพิษสวรรค์เล่นงานผู้นำจะยังคงมีอานุภาพการโจมตีที่น่ากลัวถึงเพียงนี้
“เจ้า… ปีศาจ!” มือสังหารผู้นำแผดเสียงด้วยความตื่นตระหนก มันยกกริชอาบพิษขึ้นป้องกันตัว แต่ทว่า… ไอปราณรอบตัวของไป๋จินเฉินในเวลานี้กลับเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม ผสมผสานกับกลิ่นอายโอสถบริสุทธิ์ที่ลอยวนเวียนอยู่รอบกาย ราวกับเทพเซียนและมารร้ายหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
ไป๋จินเฉินก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าทีละก้าว เสียงฝีเท้าของเขากระทบลงบนพื้นดินราวกับเสียงกลองศึกที่เร่งเร้าความตาย
“พวกเจ้าส่งคนมานับร้อยเพื่อเอาชีวิตข้า แต่กลับส่งพวกสวะมากฝีมือมาเช่นนี้ น่าผิดหวังเสียจริง…” ไป๋จินเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา ขณะที่มือข้างขค่อยๆ เอื้อมไปกุมด้ามกระบี่โบราณที่ข้างเอว “หากสำนักมารของพวกเจ้ามีดีเพียงเท่านี้ วันนี้ข้า… ไป๋จินเฉิน จะใช้กระบี่เล่มนี้ ไปทวงหนี้เลือดที่ลานพิพากษา108 ชั้นฟ้าด้วยตนเอง!”
ในวินาทีที่นิ้วเรียวยาวของเขาปลดปมเชือกพันด้ามกระบี่ออก กลิ่นอายความกดดันระดับก่อเกิดแก่นแท้ขั้นสมบูรณ์ก็ระเบิดออกอย่างรุนแรงจนท้องฟ้าเหนือหุบเขาไร้เงาปรากฏเมฆทัณฑ์สวรรค์สีดำทะมึนหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น สายฟ้าสีม่วงฟาดผ่าลงมากลางกลุ่มมือสังหารจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ทว่า… ท่ามกลางความโกลาหลและสายฟ้าที่ฟาดกระหน่ำนั้นเอง เงาร่างหนึ่งในชุดอาภรณ์สีม่วงอ่อนราวกับกลีบดอกบัวก็ปรากฏขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียงบนยอดผาเบื้องหลังไป๋จินเฉิน กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรหมื่นปีลอยล่องมาปะทะนาสิก พร้อมกับปลายเรียวลิ้นที่กระซิบแผ่วเบaข้างใบหูของเขาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นที่คุ้นเคย
“ระวังตัวด้วย… คนที่เจ้ากำลังรอคอย ไม่ได้มีเพียงแค่พวกมันหรอกนะ”
หัวใจของไป๋จินเฉินกระตุกวูบ ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้หันกลับไปมอง ปลายกระบี่ในฝักกลับสั่นสะท้อนอย่างรุนแรงราวกับรับรู้ถึงการมาเยือนของพลังอันตรายที่เหนือจินตนาการ และในวินาทีนั้นเอง… แสงจันทร์สีเลือดบนท้องฟ้าก็พลันเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สาเหตุ!
ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านตอนแรก และร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันนะครับ
เซียนกระบี่ไร้พ่ายกับนางโลมโอสถสวรรค์•ตอนที่ 1
รอยกระบี่ใต้แสงจันทร์โลหิต
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ไร้พ่ายกับนางโลมโอสถสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
