เศษกระดาษ A4 นับร้อยแผ่นถูกขยำเป็นก้อนกลมเกลื่อนกลาดเต็มพื้นซีเมนต์เปลือยของตึกร้างย่านมักกะสัน กวินใช้ปลายรองเท้าผ้าใบที่เปื้อนฝุ่นเขี่ยกองกระดาษเหล่านั้นอย่างเหม่อลอย แสงไฟฉายคาดหัวสีเหลืองนวลสาดส่องกระทบกับเศษปูนที่กะเทาะร่อน เผยให้เห็นโครงเหล็กขึ้นสนิมที่ดูคล้ายโครงกระดูกของสัตว์ประหลาดดึกดำบรรพ์ในความมืดมิด
"คุณแน่ใจนะว่านี่คือเอกสารบัญชีสำรองของบริษัทเก่าคุณจริงๆ?"
เสียงของลินินดังแว่วมาจากมุมมืดของห้องโถงกว้าง เธอสวมเสื้อแจ็คเก็ตกันหนาวสีเข้มฮู้ดคลุมศีรษะ มือเรียวบางกำลังสวมถุงมือยางสีขาว ดึงแฟ้มเอกสารสีน้ำเงินเข้มที่หลงเหลืออยู่ในตู้เหล็กผุๆ ออกมาทีละแฟ้ม แสงจากไฟฉายโทรศัพท์มือถือของเธอสั่นไหวเล็กน้อยตามจังหวะการหายใจที่เจือความหวาดระแวง
กวินไม่ตอบในทันที เขาก้มตัวลงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่คลายตัวออก บนนั้นมีตราประทับหมึกสีแดงสดของ *บริษัท เอเชียน โลจิสติกส์ จำกัด* แบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่เคยเขี่ยเขาออกจากงานเมื่อสามเดือนก่อนโดยอ้างเหตุผลเรื่องโครงสร้างองค์กร แต่ตัวเลขที่ปรากฏอยู่บนกระดาษแผ่นนี้กลับบอกเล่าเรื่องราวอีกด้านหนึ่ง—ด้านที่สกปรกและเต็มไปด้วยคราบหมึกของการยักยอก
"มันไม่ใช่แค่บัญชีสำรองครับลินิน..." กวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ลมหายใจของเขาพ่นไอสีขาวออกมาในความเย็นยามดึกของตึกร้าง "นี่คือบัญชีเงา... บัญชีที่มีการโอนเงินออกไปยังบริษัทเปลือกนอก (Shell Company) ในต่างประเทศต่อเนื่องมาสามปี ยอดรวมทั้งหมด... เกือบแปดหลัก"
ลินินหยุดมือจากการรื้อค้น เธอนิ่งเงำไปชั่วขณะ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้แสงไฟจากกวิน ดวงตาคู่สวยใต้ฮู้ดมองหน้าชายหนุ่มด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน เธอกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับลงจนแทบเป็นกระซิบ
"คุณรู้ตัวไหมว่ากำลังเล่นกับอะไรอยู่ คนที่เซ็นอนุมัติเอกสารชุดนี้... คือคุณกรภัทร รองประธานบริหารคนที่คุณเคยนับถือเหมือนพี่ชายแท้ๆ และเขายังนั่งบริหารงานอยู่บนตึกระฟ้าคริสตัลนั่นในตอนนี้"
กวินเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ความทรงจำในอดีตไหลย้อนกลับมาในหัว ภาพวันที่เขาเดินถือกล่องใส่ของใช้ส่วนตัวออกจากออฟฟิศ ท่ามกลางสายตาเยียบเย็นและคำพูดที่ว่า *'โลกธุรกิจไม่มีที่ให้คนอ่อนแอกวิน'* คำพูดเหล่านั้นเคยทำให้เขาเกือบสูญเสียความเป็นมนุษย์ เคยคิดสั้น และเกือบจะยอมแพ้ให้กับโชคชะตา แต่ในยามค่ำคืนนี้ แผ่นกระดาษยับยู่ยี่เหล่านี้กลับกลายเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า เขาไม่ได้ไร้ค่าอย่างที่บริษัทแห่งนั้นตราหน้า... เขาแค่บังเอิญไปรู้ความลับที่คนพวกนั้นไม่อยากให้ใครเห็นต่างหาก
"ผมไม่ได้อยากแก้แค้นหรอกนะครับลินิน..." กวินเงยหน้าขึ้นสบตาหญิงสาว แววตาของเขาไม่ได้มีความโกรธเกลียดพุ่งพล่านอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันกลับว่างเปล่าและลึกซึ้งเกินกว่าจะหยั่งถึง "ผมแค่ต้องการรู้ว่า... ศักดิ์ศรีของผมมันมีราคาค่างวดแค่ไหนในสายตาของคนที่เหยียบย่ำชีวิตผม"
ก่อนที่ลินินจะได้เอ่ยปากพูดอะไรต่อ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังสะท้อนก้องมาจากบันไดหนีไฟด้านนอก
*ก๊อก... ก๊อก... แอ๊ดดด...*
เสียงโลหะเสียดสีกันดังลั่นในความเงียบงัน ทั้งกวินและลินินสะดุ้งสุดตัวโดยอัตโนมัติ ลินินรีบปิดไฟฉายในมือทันที ความมืดมิดเข้าโอบล้อมทั้งคู่ในเสี้ยววินาที มีเพียงแสงไฟฉายคาดหัวของกวินที่ยังคงส่องสว่างอยู่ กวินรีบเอื้อมมือไปคว้าข้อมือของหญิงสาวแล้วดึงให้หลบเข้าไปหลังเสาปูนขนาดใหญ่ที่บดบังร่างของพวกเขาไว้ได้อย่างมิดชิด
เสียงฝีเท้าหยุดลงตรงบริเวณหน้าประตูทางเข้าห้องโถงพอดี ตามด้วยเสียงจุดไฟแช็กและกลิ่นควันบุหรี่ราคาถูกที่ลอยมาแตะจมูก
"เฮ้ย... มึงแน่ใจนะว่าไม่มีใครมาแถวนี้ ดึกดื่นมืดค่ำแบบนี้ทำไมไอ้เสี่ยถึงสั่งให้มาเช็กตึกนี้วะ?" เสียงทุบห้าวของชายฉกรรจ์ดังขึ้น ขัดจังหวะความเงียบ
"เอ a น่ายังไงก็เดินดูให้รอบ มึงก็รู้ว่าเอกสารชุดนั้นมันหายไปจากเซฟห้องทำงานรองประธาน ถ้าใครเอาไปแล้วเอาไปให้พวกตำรวจเศรษฐกิจ ชีวิตพวกเราจบแน่..." เสียงที่สองตอบกลับมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตึงเครียดและหงุดหงิด
กวินกลั้นหายใจ หัวใจของเขาเต้นรัวระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก มือข้างที่ถือแฟ้มเอกสารชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ เขามองหน้าลินินที่อยู่ใกล้แค่คืบ ในความสลัวนั้น เขาสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวที่ส่งผ่านทางแววตาของเธอ แต่ในขณะเดียวกัน มือของเธอก็เอื้อมมากุมมือเขาแน่นเพื่อส่งสัญญาณเตือนว่าห้ามส่งเสียงเด็ดขาด
เสียงฝีเท้าเริ่มก้าวเข้ามาใกล้เสาต้นที่พวกเขาหลบอยู่ทีละนิด เงาทอดยาวของชายแปลกหน้าทาบทับลงบนพื้นซีเมนต์ใกล้ปลายรองเท้าของกวินเข้าไปทุกที ระยะห่างเหลือเพียงไม่ถึงสามเมตร และในจังหวะที่กวินกำลังคิดว่าจะต้องหาทางออกอย่างไรไม่ให้ลินินต้องมาเดือดร้อนไปกับเขาด้วยนั้น...
แสงไฟจากโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งก็สว่างวาบขึ้นที่มุมอستของห้องโถง พร้อมกับเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือที่ดังลั่นทำลายบรรยากาศตึงเครียดจนหมดสิ้น—ไม่ใช่เสียงของกวิน หรือเสียงของลินิน แต่มันเป็นเสียงเพลงริงโทนยุคเก่าที่ดังมาจากซอกมุมมืดที่พวกเขาสำรวจไปแล้วก่อนหน้านี้
ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนชะงักกึก ปืนพกสั้นถูกชักออกมาจากเอวพร้อมเสียงขึ้นลำกล้องที่ดังชัดเจนในความเงียบ
"ใครวะ! ออกมานี่นะเว้ย!" เสียงตะคอกดังลั่นสะท้อนผนังปูน
กวินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อแสงไฟจากฉากหลังเผยให้เห็นร่างของชายชราคนหนึ่งก้าวออกมาจากกองลังกระดาษเก่าๆ อย่างใจเย็น ชายชราคนนั้นสวมเสื้อกันหนาวตัวเก่าคร่ำคร่า บนคอคล้องกล้องถ่ายรูปฟิล์มรุ่นโบราณ—คุณลุงสม ช่างภาพเก็บขยะผู้กุมกุญแจสำคัญทุกดอกของมหานครแห่งนี้
คุณลุงสมไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวต่อปากกระบอกปืนแม้แต่น้อย เขายกมือถือขึ้นกดรับสายหน้าตาเฉย ก่อนจะกรอกเสียงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ดังกังวานไปทั่วห้อง
"อ้าว... โทษทีนะพวกหนู พอดีฉันกำลังถ่ายรูปแมวแถวนี้อยู่... สนใจจะร่วมเฟรมกับฉันสักรูปไหมล่ะ?"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางผ่านความสับสนวุ่นวายของชีวิตในมหานครนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ - คนมองเมือง
แสงไฟใต้เงามหานคร: บันทึกชีวิตคนแปลกหน้า•ตอนที่ 17
เงาในตึกร้าง
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แสงไฟใต้เงามหานคร: บันทึกชีวิตคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!