แสงไฟใต้เงามหานคร: บันทึกชีวิตคนแปลกหน้า•ตอนที่ 42

เศษเสี้ยวความฝัน

ผลงานโดย คนมองเมือง
รอยเปื้อนสีอะคริลิกสีน้ำเงินเข้มบนนิ้วโป้งขวาของกวิน ไม่ได้จางหายไปไหนเลย แม้ว่าเขาจะพยายามขัดมันด้วยสบู่ก้อนแข็งๆ ในห้องน้ำสาธารณะใต้สถานีรถไฟฟ้ามาสามรอบแล้วก็ตาม มันติดแน่นราวกับรอยสักชั่วคราวที่กาลเวลาปฏิเสธจะลบเลือน เช่นเดียวกับความทรงจำในวัยเยvés ที่เขาเคยเชื่ออย่างสนิทใจว่า ผืนผ้าใบขนาดใหญ่ในห้องเช่าคับแคบ จะสามารถรองรับอนาคตอันงดงามที่เขาวาดฝันไว้ได้ทั้งหมด "ถ้าความฝันมันกินได้ ป่านนี้กระเพาะของฉันคงทะลุไปถึงไหนต่อไหนแล้วล่ะ กวิน" เสียงของลินินดังแว่วขึ้นในความเงียบ ขณะที่เธอกำลังใช้ปลายปากกาหมึกซึมสีดำ ขีดฆ่าตัวเลขบัญชีรายรับรายจ่ายในสมุดปกสีน้ำตาลด้วยความรุนแรง จนกระดาษเกือบขาด เธอนั่งอยู่ตรงข้ามเขาในร้านกาแฟขนาดเท่ารูเข็มริมถนนซอยตัน กลิ่นอับชื้นของเมล็ดกาแฟคั่วไหม้และกลิ่นฝนที่กำลังจะตกอบอวลอยู่ในบรรยากาศชวนอึดอัด แสงไฟนีออนสีส้มกระพริบติดๆ ดับๆ อยู่เหนือหัว ส่งเสียงฮัมต่ำๆ คล้ายแมลงวันตัวใหญ่ที่คอยกวนสติ กวินไม่ได้ตอบอะไร เขาก้มมองสมุดสเก็ตช์ภาพเล่มเก่าที่กระดาษเริ่มเหลืองกรอบ ด้านในมีภาพวาดดินสอฝาน้ำหนักอ่อนๆ ของอาคารพาณิชย์สามชั้นแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาเคยฝันอยากจะเปิดเป็นแกลเลอรีเล็กๆ ของตัวเองเมื่อสิบปีก่อน ในเวลานั้น เส้นสายทุกเส้นเต็มไปด้วยความมั่นใจและพละกำลัง ทว่าในวันนี้ เมื่อเขากลับมามองมันอีกครั้ง เส้นพวกนั้นกลับดูสั่นไหวและเลือนราง ราวกับตัวตนของเขาในปัจจุบันที่กำลังถูกกลืนกินไปกับความเร่งรีบของมหานครแห่งนี้ "คุณลุงสมเคยบอกผมว่า..." กวินเอ่ยขึ้นเสียงเบาแทบกระซิบ ดวงตาคมปลาบแต่ไร้ประกายมองทะลุกระจกหน้าร้านออกไปข้างนอก ที่ซึ่งผู้คนกำลังเดินกางร่มฝ่าสายปรอยๆ อย่างรีบเร่ง "คนเรามักจะตายตั้งแต่ตอนอายุยี่สิบห้า แต่เพิ่งมาถูกฝังตอนอายุเจ็ดสิบห้า... ผมเพิ่งเข้าใจความหมายของประโยคนี้ก็เมื่อวันที่โดนเรียกเข้าห้องฝ่ายบุคคลนั่นแหละครับ" ลินินหยุดมือที่กำลังเขียน เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยความซับซ้อน มีทั้งความสมเพชเวทนา ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และความเหนื่อยล้าที่สะสมมาเนิ่นนาน เธอดึงมวนบุหรี่ออกจากซองกระดาษยับยู่ยี่ แม้จะรู้ว่าร้านนี้ห้ามสูบ แต่เธอก็เพียงแค่เคาะมันเบาๆ กับโต๊ะไม้สีซีด "นายยังคิดถึงมันอยู่อีกเหรอ กวิน? ภาพวาดพวกนั้น... มันจ่ายค่าเช่าห้องให้เราไม่ได้หรอกนะ ค่าข้าวเย็นนี้ นายยังต้องใช้เงินเหรียญในกระป๋องออมสินมาจ่ายเลยด้วยซ้ำ อย่าเอาความฝันที่เน่าเปื่อยไปแล้วมาหลอกตัวเองให้ยากเลย" น้ำเสียงของเธอราบเรียบ ไร้เยื่อใย แต่ปลายนิ้วที่กำลังหมุนด้ามปากกา却是สั่นเทาเล็กน้อย ซึ่งเป็นพิรุธเดียวที่หลุดรอดออกมาจากเกราะป้องกันอันแข็งกระด้างของเธอ กวินแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงที่แห้งแล้งและน่าสมเพชเสียยิ่งกว่าเสียงฝนตกกระทบหลังคาร้าน ลินินพูดถูก เขารู้ดี ยิ่งกว่าใครทั้งหมด ความจริงที่ว่าเขากลายเป็นเพียงชายว่างงานวัยสามสิบปลายๆ ที่ต้องอาศัยงานพาร์ทไทม์แพ็คของส่งโกดังเพื่อประทังชีวิต มันคือเครื่องยืนยันความพ่ายแพ้อย่างเบ็ดเสร็จ ทว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ความยากจนข้นแค้น แต่มันคือความรู้สึกด้านชาข้างใน ที่เริ่มไม่เจ็บปวดอีกต่อไปเมื่อนึกถึงสิ่งที่ตนเองเคยปรารถนา ในขณะที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกำลังจมดิ่งลงสู่ความเงียบงันอันหนักอึ้ง ประตูไม้บานเก่าของร้านก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงกระดิ่งทองเหลืองที่ดังสนั่นกังวาน สายลมเย็นยะเยือกพัดพาเอาละอองฝนและกลิ่นอายความชื้นเข้ามาภายในร้าน ร่างผอมเกร็งในเสื้อกันฝนสีซีดขาดวิ่นก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า รองเท้าผ้าใบเปื้อนโคลนส่งเสียงย่ำพื้นดังเอี๊ยดอ๊าด คุณลุงสม ชายชราผู้มีศักดิ์ศรีเป็นเพียงคนเก็บขยะในสายตาคนอื่น แต่เป็นผู้กุมความลับและร่องรอยอารยธรรมของคนเมืองไว้มากที่สุด เดินตรงมาที่โต๊ะของพวกเขา ลุงสมไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง ชายชราโยนซองจดหมายสีน้ำตาลเปียกชุ่มน้ำฝนลงบนโต๊ะตรงหน้ากวิน เสียงกระดาษกระทบไม้ดังป้าบ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของคนทั้งคู่ "แกตามหาไอ้ความฝันบ้าๆ นั่นมานานนักไม่ใช่เหรอ กวิน..." เสียงแหบแห้งราวกับกระดาษทรายถูกับพื้นปูนเอ่ยขึ้น ลุงสมดึงฮู้ดกันฝนออกจากศีรษะ เผยให้เห็นใบหน้ายับย่นที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากอดีตที่ไม่มีใครล่วงรู้ ดวงตาฝ้าฟางจ้องมองกวินด้วยความหมายลึกล้ำ "เปิดดูซะสิ... สิ่งที่แกทำหล่นหายไว้เมื่อสิบปีก่อน ในวันที่แกยอมเซ็นสัญญาขายวิญญาณให้บริษัทโฆษณาตึกระฟ้าโน่น" กวินนิ่งงัด สัญชาตญาณบางอย่างบอกให้เขาถอยห่าง แต่หัวใจกลับเต้นรัวระรัวจนแทบกระดอนออกมานอกอก มือที่เปื้อนสีอะคริลิกสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ขณะเอื้อมไปหยิบซองจดหมายนั้นขึ้นมา ลินินเองก็โน้มตัวเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัว ลมหายใจของเธอกระทบต้นคอของกวินขณะที่เขากำลังค่อยๆ ฉีกปากซองออกอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าสิ่งข้างในจะสลายกลายเป็นผุยผง กระดาษแข็งแผ่นหนึ่งร่วงหล่นลงบนตักของกวิน มันคือภาพวาดสีน้ำมันขนาดโปסต์การ์ด ภาพตึกแถวไม้เก่าๆ ริมคลองผดุงกรุงเกษม ที่มีแสงไฟสีส้มอุ่นส่องลอดออกมาจากหน้าต่างบานเล็ก และที่มุมขวาล่างของภาพ มีลายเซ็นตัวบรรจงที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี... ลายเซ็นของตัวเขาเองในวัยยี่สิบสองปี สมัยที่ยังมีไฟและความหวังเต็มเปี่ยม และที่ด้านหลังของภาพ มีข้อความลายมือด้วยหมึกสีดำที่กวินไม่เคยเขียนมันมาก่อนในความทรงจำ ข้อความนั้นเขียนไว้ด้วยลายมือเฉียบคมว่า: *"ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... ไอ้คนแปลกหน้า"* ก่อนที่กวินจะทันได้เอ่ยปากถามอะไร เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลังเก้าอี้ของเขา พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ตัดกับกลิ่นอับชื้นในร้านอย่างสิ้นเชิง มืออันอบอุ่นและคุ้นเคยอย่างประหลาดแตะลงบนบ่าของกวินเบาๆ กวินชะงักค้าง เขาค่อยๆ หันกลับไปมองเจ้าของมือปริศนาที่ยืนอยู่เบื้องหลังท่ามกลางเงาสลัวของร้านกาแฟยามค่ำคืน และนั่นเอง... ทำให้ลมหายใจของเขากลายเป็นอัมพาตไปในทันที เมื่อได้พบกับใบหน้าที่เขาคิดว่าจะไม่มีวันได้เห็นอีกตลอดชีวิต ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางผ่านเงามืดของมหานครไปกับคนมองเมืองนะครับ
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แสงไฟใต้เงามหานคร: บันทึกชีวิตคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%