แสงไฟใต้เงามหานคร: บันทึกชีวิตคนแปลกหน้า•ตอนที่ 39

คำโกหกที่สวยงาม

ผลงานโดย คนมองเมือง
“คุณจะถ่ายรูปจานสเต็กนั่นอีกนานไหมครับลินิน? เนื้อข้างในมันเย็นชืดจนจะกลายเป็นยางลบอยู่แล้ว” กวินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความรู้สึกเหนื่อยหน่าย เขามองหญิงสาวตรงหน้าที่กำลังยกสมาร์ทโฟนขึ้นเล็งมุมกล้องอย่างตั้งใจ เธอขยับตะเกียงบนโต๊ะอาหารหรูหรากลางย่านสุขุมวิทซ้ายทีขวาที ปรับโทนสีในแอปพลิเคชันให้ดูสว่างไสวเหมือนแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่ไม่มีอยู่จริงในร้านอาหารใต้ดินแห่งนี้ ลินินไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง เธอเพียงแค่ยิ้มมุมปาก ยิ้มที่ดูราวกับถูกฝึกมาอย่างดีเพื่อให้เข้ากับใบหน้า “ชีวิตบนโลกออนไลน์ไม่ได้ต้องการความจริงหรอกค่ะกวิน มันต้องการ ‘เรื่องเล่า’ ที่ทำให้คนอื่นรู้สึกอิจฉาต่างหาก ถ้าฉันโพสต์รูปอาหารเย็นที่ดูจืดชืดไป ผู้คนก็จะลืมฉันภายในสามวินาที แต่ถ้าฉันทำแบบนี้...” เธอวางโทรศัพท์ลงหลังกดปุ่มโพสต์ “...คนจะถามถึงร้านนี้ คนจะถามถึงชุดที่ฉันใส่ และพวกเขาก็จะเชื่อว่าฉันมีความสุขดี ทั้งที่จริงๆ แล้ว ในบัญชีธนาคารของฉันตอนนี้เหลือเงินไม่ถึงพันบาทด้วยซ้ำ” กวินมองมือของเธอที่สั่นเล็กน้อยขณะวางช้อนส้อม ความขัดแย้งในดวงตาของลินินคือสิ่งที่เขาคุ้นเคย แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดลึกๆ เขาเองก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของเกมนี้—เกมที่ต้องปั้นแต่งตัวตนให้ดูสมบูรณ์แบบในวันที่ความฝันพังทลายลงมาต่อหน้าต่อตา การถูกเลิกจ้างกะทันหันทำให้เขารู้ซึ้งว่า โลกใบนี้ไม่เคยถามถึงความพยายามที่แท้จริง มันถามแค่ว่า ‘คุณดูดีแค่ไหนในสายตาคนอื่น’ “เรากำลังโกหกใครกันแน่ครับ?” กวินถามพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ “โกหกคนในโซเชียล หรือกำลังโกหกตัวเองเพื่อให้มีลมหายใจต่อไปในแต่ละวัน?” ลินินหยุดชะงัก เธอวางแก้วไวน์ราคาแพงที่สั่งมาเพียงเพื่อให้ถ่ายรูป แล้วหันมาสบตาเขา แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงทันที “กวิน... ในเมืองที่ทุกคนพร้อมจะเหยียบซ้ำคนที่ล้มลงไปกองกับพื้น การมีหน้ากากสวยๆ ใส่ไว้มันไม่ใช่เรื่องผิดหรอกนะคะ มันคือเกราะป้องกันที่ทำให้เราดูเหมือนคนที่มีที่ยืนในสังคมนี้ก็เท่านั้น” บทสนทนาขาดห้วงไปครู่ใหญ่ เสียงเพลงแจ๊สคลอเบาๆ ในร้านขัดกับความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นระหว่างพวกเขา ความลวงที่ถูกฉาบไว้ด้วยแสงไฟสีส้มดูสวยงามชวนฝัน แต่เมื่อมองดูรอยร้าวบนผนังร้านอาหารแห่งนี้ กวินกลับรู้สึกถึงความผุพังที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความหรูหราไม่ต่างจากจิตใจของคนเมือง ทันใดนั้น โทรศัพท์ของกวินก็สั่นรัวบนโต๊ะ เขาก้มลงมองหน้าจอ มันคือข้อความจากเบอร์แปลกหน้าที่ส่งมาพร้อมกับรูปถ่ายใบหนึ่ง รูปถ่ายที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะ ในภาพนั้นคือ ‘คุณลุงสม’ ที่กำลังยืนคุยกับชายชุดดำในมุมมืดของตรอกแคบๆ หลังสถานีรถไฟ ที่สำคัญกว่านั้น ในมือของคุณลุงสมไม่ได้ถือกระสอบขยะเหมือนทุกวัน แต่ถือแฟ้มเอกสารบางอย่างที่มีตราประทับของบริษัทที่กวินเคยทำงานอยู่ ก่อนที่เขาจะถูกให้ออกเพียงไม่กี่สัปดาห์ กวินลุกขึ้นยืนทันทีจนเก้าอี้กระแทกพื้นเสียงดัง “ลินิน ผมต้องไปแล้ว” “เดี๋ยวสิ! เกิดอะไรขึ้น?” ลินินร้องถามด้วยความตกใจ กวินไม่ตอบ เขาคว้าเสื้อแจ็คเก็ตวิ่งออกไปจากร้าน ทิ้งไว้เพียงจานสเต็กที่เย็นชืดและลินินที่นั่งงงงวยอยู่กับแสงไฟที่ยังคงสว่างวาบจากหน้าจอโทรศัพท์ของเธอ เขาพุ่งตัวออกสู่ท้องถนนที่เต็มไปด้วยแสงสีของป้ายโฆษณาที่ฉาบฉวยและจอมปลอม วิ่งตามหาความจริงที่ซ่อนอยู่ในเงาของมหานครแห่งนี้ ทว่าเมื่อเขาไปถึงจุดที่ระบุในภาพ เขากลับไม่พบคุณลุงสม สิ่งที่เขากลับพบคือซองจดหมายสีน้ำตาลที่วางทิ้งไว้บนถังขยะ และเมื่อเขาก้มลงหยิบมันขึ้นมา เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลังของเขา “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะกวิน... ดูเหมือนว่านายจะอยากรู้เรื่องที่คนตายไม่อยากให้ใครรู้สินะ?” เสียงทุ้มต่ำและคุ้นเคยดังขึ้นจากเงามืด ทำให้กวินต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางและตีแผ่ความเงียบงันของเมืองใหญ่ไปพร้อมกับผมนะครับ
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แสงไฟใต้เงามหานคร: บันทึกชีวิตคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%