นิ้วเรียวของธันวาเคาะลงบนพื้นโต๊ะโลหะเสียงดัง *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก* เป็นจังหวะเดียวกับความถี่ของคลื่นสมองที่เขากำลังเฝ้ามองผ่านหน้าจอโฮโลแกรม แสงสีฟ้าอมเขียวสาดสะท้อนแว่นตาเลนส์หนาของเขา เผยให้เห็นรอยคล้ำใต้ตาที่ชัดเจนขึ้นจากการไม่ได้นอนติดต่อกันร่วมสี่สิบแปดชั่วโมง หน้าจอตรงหน้าไม่ได้แสดงสูตรคำนวณทางฟิสิกส์เชิงทฤษฎีที่เขาคุ้นเคยอีกต่อไป แต่มันคือแผนผังสามมิติที่ซับซ้อนของ "ป้อมปราการไททัน" ฐานทัพลับใต้ดินขององค์กรลับที่กุมความลับของปู่เขาเอาไว้
"ถ้าเรามองมันเป็นโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมอย่างเดียว เราไม่มีวันเจาะเข้าไปได้หรอกครับ เมษา" ธันวาเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบในห้องปฏิบัติการร้างที่ใช้เป็นฐานหลบชั่วคราว น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและเจือด้วยความเหนื่อยล้า แต่แฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่นที่เฉียบคม
ดร. เมษา ซึ่งกำลังยืนกอดอกพิงผนังคอนกรีตเปลือยหันมามองเขา ดวงตาคู่คมของเธอหรี่ลงเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด เธอไม่ได้สวมเสื้อกาวน์สีขาวเหมือนทุกครั้ง แต่วันนี้เธอกลับสวมชุดปฏิบัติการสีดำสนิทที่พร้อมลุยงานภาคสนาม นิ้วมือเรียวยาวของเธอเลื่อนภาพแผนผังบนแท็บเล็ตในมือ ขยายส่วนที่เป็นโครงสร้างชั้นใต้ดินระดับที่เจ็ด
"ฉันเห็นด้วยกับคุณในแง่นั้น" เมษาตอบ น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ทรงพลังตามแบบฉบับของนักวิทยาศาสตร์ผู้ยึดมั่นในหลักฐานเชิงประจักษ์ "แต่สิ่งที่คุณกำลังพยายามทำ มันคือการเอาทฤษฎีควอนตัมไปงัดกับเหล็กกล้าผสมไทเทเนียมหนาหเมตร; มันใช้ตรรกะเดียวกันไม่ได้ ธันวา ฐานทัพนั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาแค่ป้องกันการโจมตีทางกายภาพ แต่มันถูกออกแบบมาเพื่อดูดซับพลังงานทุกรูปแบบ"
ธันวาถอนหายใจยาว ดวงตาหลังเลนส์แว่นมองสบตากับหญิงสาวตรงหน้า เขาขยับตัวเข้าใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น โน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อเน้นย้ำข้อสังเกตที่เขาใช้เวลาทั้งคืนขบคิดจนแตกฉาน
"นั่นแหละครับคือจุดอ่อน" ธันวายิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่หา
ดูได้ยากยิ่งในยามที่เขากำลังเคร่งเครียด "ทุกระบบที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อ 'ดูดซับ' หรือ 'กักเก็บ' พลังงาน จะต้องมีจุดที่เรียกว่า *ขีดจำกัดความอิ่มตัว* (Saturation Point) ไม่มีวัสดุใดในจักรวาลนี้ที่รองรับพลังงานอนันต์ได้โดยไม่คายความร้อน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ... ยิ่งมันพยายามป้องกันมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งสร้างความร้อนสะสมภายในโครงสร้างมากเท่านั้น"
เมษาขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงาน โน้มตัวลงมองจุดสีแดงกะพริบที่ธันวาเพิ่งทำ Mark ไว้บนหน้าจอ "ระบบระบายความร้อน... คุณกำลังพูดถึงท่อระบายความร้อนหลักที่เชื่อมต่อกับแกนพลังงานความร้อนใต้พิภพของฐานทัพใช่ไหมครับ... อ่า หมายถึง... ของฐานทัพนั้นใช่ไหมคะ" เธอกะพริบตาเล็กน้อยเมื่อเผลอใช้คำลงท้ายผิดสไตล์ ก่อนจะรีบปรับน้ำเสียงให้กลับมาเป็นปกติ "คุณหมายถึงระบบระบายความร้อนหลักเหรอธันวา?"
"ถูกต้องครับ" ธันวาพยักหน้ารัว ดวงตาเป็นประกายด้วยความหวังที่ริบหรี่แต่สว่างวาบขึ้นมา "ถ้าเราส่งคลื่นความถี่เฉพาะเจาะจงเข้าไปกระตุ้นที่ท่อระบายความร้อนนั้น ในจังหวะที่ระบบกำลังถ่ายเทความร้อนสูงสุด ซึ่งก็คือช่วงเวลาการเปลี่ยนกะของระบบรักษาความปลอดภัยในอีกสามชั่วโมงข้างหน้า... โครงสร้างโมเลกุลของเหล็กกล้าตรงจุดนั้นจะเกิดการสั่นพ้อง (Resonance) และสูญเสียความแข็งแรงชั่วขณะ"
เมษานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เธอกวาดสายตาไล่เรียงสมการทางชีวเคมีและฟิสิกส์ที่ธันวาจดไว้บนกระดานไวท์บอร์ดด้านหลัง แม้เธอจะเป็นสายชีววิทยา แต่หลักการสั่นพ้องของสสารเป็นเรื่องพื้นฐานที่เธอเข้าใจเป็นอย่างดี ยิ่งคิดตาม เธอก็ยิ่งเห็นความเป็นไปได้ที่น่ากลัว รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของเธอ
"เป็นวิธีที่บ้าบิ่นมาก..." เมษาพึมพำด้วยน้ำเสียงทึ่ง "แต่มันอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ปฏิเสธไม่ได้ ถ้าเราคำนวณความถี่ผิดพลาดไปแม้แต่ทศนิยมตำแหน่งที่สาม แรงสั่นสะเทือนนั้นจะไม่ทำลายกำแพง แต่จะย้อนกลับมาบดขยี้ร่างของเราจนแหลกเหลวเป็นจุลภายในเสี้ยววินาที"
"ความเสี่ยงคือราคาที่เราต้องจ่ายเพื่อแลกกับความจริงครับ เมษา" ธันวากล่าวเสียงเรียบ เขายืดตัวตรง หยิบแว่นขึ้นมาเช็ดด้วยผ้าเช็ดเลนส์ช้าๆ เพื่อซ่อนความสั่นเทาเล็กน้อยในมือ "ปู่ของผมไม่ได้สติหลุดอย่างที่คนอื่นเข้าใจ ทฤษฎีที่ท่านทิ้งไว้คือแผนที่นำทางเดียวที่เรามี"
บรรยากาศในห้องปฏิบัติการกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เสียงฮัมเบาๆ ของเครื่องปั่นไฟสำรองดังแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นระส่ำ ธันวากดแป้นพิมพ์เพื่อเริ่มรันโปรแกรมจำลองการเจาะระบบครั้งสุดท้าย หน้าจอโฮโลแกรมแสดงภาพจำลองฐานทัพลับที่ค่อยๆ เผยให้เห็นรอยร้าวสีแดงตามจุดอับสายตาของกล้องวงจรปิด
เหลือเวลาอีกเพียงสามชั่วโมงก่อนจะถึงหน้าต่างเวลาปฏิบัติการที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในชีวิตของพวกเขา ธันวาหันไปหยิบอุปกรณ์ชิ้นสุดท้าย—เครื่องส่งสัญญาณคลื่นความถี่ควอนตัมขนาดพกพาที่ปู่ของเขาประดิษฐ์ขึ้นไว้ก่อนหายตัวไป—ขึ้นมาถือไว้ด้วยมือที่มั่นคงขึ้น
ทว่า ในวินาทีที่นิ้วของธันวาเตรียมจะกดปุ่มยืนยันการตั้งค่าความถี่ เสียงสัญญาณเตือนภัยระดับต่ำที่ไม่เคยดังมาก่อนก็แผดเสียงขึ้นจากคอนโซลควบคุมหลัก หน้าจอโฮโลแกรมทั้งหมดกะพริบเป็นสีแดงฉาน พร้อมกับข้อความรหัสลับที่ปรากฏขึ้นกลางจอโดยไม่มีที่มา
*คำเตือน: ตรวจพบการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต... แหล่งที่มา: ภายในห้องนี้*
ธันวาและเมษาผุดลุกขึ้นพร้อมกันโดยอัตโนมัติ ทั้งคู่หันขวับไปมองยังประตูเหล็กบานหนาทางเข้าห้องปฏิบัติการ ซึ่งควรจะถูกล็อกด้วยรหัสผ่านความปลอดภัยระดับสูงสุดที่แม้แต่แฮกเกอร์มือหนึ่งก็ต้องใช้เวลาเป็นวันในการเจาะ
แต่ตอนนี้... กลอนประตูไฮิดรอลิกกำลังหมุนช้าๆ พร้อมกับเสียงโลหะเสียดสีกันดัง *ครืด...*
เงาร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่งทาบทับลงบนกระจกฝ้าหน้าประตู ร่างนั้นก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ ราวกับเป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้ตัวจริงเสียงจริง และก่อนที่ธันวาจะทันได้หยิบอาวุธป้องกันตัว ประตูบานนั้นก็เปิดอ้าออกเผยให้เห็นใบหน้าของผู้มาเยือน—บุคคลที่ธันวาคิดว่าเสียชีวิตไปแล้วในเหตุการณ์ระเบิดเมื่อสิบปีก่อน... พ่อของเขาเอง
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคลื่นความถี่แห่งความจริงไปกับผมในตอนนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ ด้วยความเคารพจากวิทยาศาสตร์รอบตัวครับ
รหัสลับจักรวาล: ถอดรหัสความจริงหลังม่านวิทยาศาสตร์•ตอนที่ 48
การวิเคราะห์จุดอ่อน
ผลงานโดย วิทยาศาสตร์รอบตัว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วิทยาศาสตร์รอบตัว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รหัสลับจักรวาล: ถอดรหัสความจริงหลังม่านวิทยาศาสตร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!