รหัสลับจักรวาล: ถอดรหัสความจริงหลังม่านวิทยาศาสตร์•ตอนที่ 5

ออกเดินทางสู่ยอดเขา

ผลงานโดย วิทยาศาสตร์รอบตัว
เข็มไมล์บนหน้าปัดรถขับเคลื่อนสี่ล้อสั่นระริกตามแรงกระแทกของล้อออฟโรดที่บดขยี้ไปบนพื้นถนนลูกรังขรุขระ กลิ่นอับของฝุ่นดินผสมกับกลิ่นกาแฟดำที่เย็นชืดแล้วในแก้วกระดาษคละคลุ้งไปทั่วห้องโดยสาร ธันวาขยับแว่นสายตาที่เลื่อนหล่นลงมาสันจมูกด้วยหลังมือข้างที่ว่าง นิ้วมือของเขากำพวงมาลัยแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด สายตาจับจ้องอยู่กับเส้นทางแคบๆ เบื้องหน้าที่มีหน้าผาสูงชันอยู่ทางซ้าย และเหวลึกไร้ก้นบึงปกคลุมด้วยทะเลหมอกสีเทาทางด้านขวา "ถ้าคุณแหกโค้งนี้ เราคงไม่ได้อยู่เถียงกันเรื่องความน่าจะเป็นของรังสีทุติยภูมิอีก" เสียงเรียบๆ แต่เจือแววเย้าแหย่ดังขึ้นจากเบาะข้างๆ ดร. เมษาไม่ได้หันมามองเขาด้วยซ้ำ เธอกำลังก้มหน้าก้มตาใช้คีมขนาดเล็กคีบชิ้นส่วนวงจรไฟฟ้าจิ๋วของเครื่องตรวจวัดรังสีพกพาอย่างระมัดระวัง แม้รถจะกระفอนกระفายจนทำให้ไหล่ของพวกเขากระแทกกันเป็นระยะ แต่มือของเธอกลับนิ่งสนิทราวกับถูกหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับเครื่องมือ "ผมไม่ได้ขับรถแย่ เมษา... ผมแค่มองหาแนวระนาบของสนามแม่เหล็กโลกที่มันผิดเพี้ยนไปจากแผนที่ topographic ต่างหาก" ธันวาตอบเสียงห้วน สายตาเหลือบมองกระจกมองข้างที่สั่นไหว "ข้อแก้ตัวของคนขับรถตกตกกะype" เมษาแค่นหัวเราะในลำคอ วางเครื่องมือลงบนตักแล้วหันมามองหน้าเขาตรงๆ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นใสคู่นั้นราวกับมองทะลุไปถึงความคิดฟุ้งซ่านในหัวของเขา "ยอมรับเเถอะว่าคุณกำลังกลัว... กลัวว่าขึ้นไปถึงสถานีทดลองบนยอดเขาดอยอินทนนท์นั่นแล้ว สิ่งที่คุณเรียกว่า 'มรดกของปู่' มันจะเป็นแค่ความว่างเปล่า เป็นแค่ความผิดพลาดทางสถิติที่ปู่ของคุณพยายามหลอกตัวเองมาตลอดชีวิต" คำพูดนั้นจี้เข้าที่จุดเปราะบางที่สุดในใจธันวา ราวกับมีใครเอานิ้วไปกดแผลสดที่เขาพยายามปิดซ่อนไว้ แรงเหวี่ยงของรถทำให้เขาต้องหักพวงมาลัยหลบก้อนหินขนาดใหญ่ เสียงยางรถบดขยี้กับกรวดดังครูดคราด "มันไม่ใช่ความเพ้อฝัน" ธันวาเค้นเสียงลอดไรฟัน กรามของเขาขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน "ทฤษฎีการแผ่รังสีพลังงานสูงของปู่... ท่านคำนวณมันด้วยมือ บนกระดาษเหลืองๆ เป็นพันแผ่น ก่อนที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์จะเกิดขึ้นเสียอีก ท่านเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น" "วิทยาศาสตร์ไม่ได้วัดกันที่ 'ความเชื่อ' ธันวา แต่มวัดกันที่ 'หลักฐานที่ทำซ้ำได้' (Reproducible Evidence)" เมษาเสียงอ่อนลงเล็กน้อย น้ำเสียงของเธอบ่งบอกถึงความเหนื่อยหน่ายที่จะต้องเถียงกันเรื่องเดิมๆ เธอยื่นมือมาแตะแขนเสื้อกาวน์ที่พับไว้เบาะหลัง "ฉันมากับคุณเพราะฉันต้องการข้อมูลดิบมาเขียน paper ยืนยันสมมติฐานเรื่องผลกระทบของรังสีคอسمิกต่อการกลายพันธุ์ของจุลินทรีย์ในที่สูง ไม่ได้มาเข้าพิธีไว้อาลัยความฝันของใคร" รถโฟร์วิลไต่ระดับความสูงขึ้นเรื่อยๆ อุณหภูมินอกตัวรถลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว จนลมหายใจของทั้งคู่เริ่มกลายเป็นไอสีขาวจางๆ บรรยากาศภายในรถตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงเครื่องยนต์คำรามก้องและเสียงลมหวีดหวิวผ่านกระจกหน้าต่าง ความกดอากาศที่ลดต่ำลงเริ่มทำให้หูอื้อ ธันวากลืนน้ำลายฝืดเคืองในลำคอ ขณะที่เบื้องหน้าของพวกเขา ป้ายเตือนสีเหลืองขึ้นสนิมระบุข้อความ 'เขตหวงห้าม: สถานีวิจัยบรรยากาศชั้นสูง' ปรากฏขึ้นหลังม่านหมอกหนาทึบ ประตูเหล็กกั้นทางเข้าถูกเปิดทิ้งไว้ครึ่งหนึ่ง โซ่ล่ามแม่กุญแจถูกตัดขาดด้วยของมีคม รอยขาดของเหล็กยังคงใหม่สด ราวกับเพิ่งถูกกระทำเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ธันวาเหยียบเบรกกะทันหัน ล้อรถหยุดหมุนห่างจากประตูรั้วเพียงไม่กี่เมตร ไอเย็นจากภายนอกทะลักเข้ามาทันทีที่เขากระชากเปิดประตูรถลงไปยืนบนพื้นดินชื้นแฉะ เมษาตามลงมาติดๆ เธอชะงักเมื่อเห็นสภาพความเสียหายรอบตัว "มีคนมา1ก่อนเราแล้ว..." เมษาพึมพำ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อกวาดสายตามองไปรอบบริเวณ ลานจอดรถหน้าอาคารสถานีทดลองเต็มไปด้วยรอยล้อรถบรรทุกหนัก และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ เสาอากาศรับสัญญาณดาวเทียมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนยอดตึกคอนกรีตเสริมเหล็ก ถูกบิดงอด้วยความร้อนสูงจนโลหะละลายเป็นหยดน้ำ ธันวาเดินเข้าไปใกล้เสาเหล็กที่บิดเบี้ยว เขาก้มลงใช้ปลายนิ้วแตะคราบเขม่าสีดำสนิทที่ติดอยู่บนพื้นคอนกรีต ความร้อนยังคงหลงเหลืออยู่จางๆ "นี่ไม่ใช่ร่องรอยของการระเบิดจากแก๊สหรือไฟฟ้าลัดวงจร... อุณหภูมิระดับนี้ต้องใช้พลังงานความร้อนไม่ต่ำกว่าสองพันองศาเซลเซียส" "รังสี..." เมษาพูดเบาหวิว เธอยกเครื่องวัดรังสีพกพาขึ้นมา หน้าจอ LCD ของมันกะพริบถี่รัว พร้อมกับเสียงเตือน 'ปี๊บๆ' ที่ดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเสียงหวีดแหลมสูง ตัวเลขบนหน้าจอพุ่งทะยานผ่านขีดจำกัดความปลอดภัยไปหลายร้อยเท่า "ธันวา... ค่ารังสีแกมมาที่นี่ มันสูงผิดปกติ มันสูงเกินกว่าที่ธรรมชาติจะสร้างขึ้นได้เอง!" เมษาหันมามองเขา สีหน้าของเธอไร้ซึ่งความเยือกเย็นอย่างที่เคยมี ความหวาดกลัวเริ่มฉายชัดผ่านแววตาคู่นั้น ธันวาเงยหน้าขึ้นมองตัวอาคารสถานีทดลอง หน้าต่างกระจกทุกบานแตกละเอียดจากภายในสู่ภายนอก เศษแก้วกระจายเกลื่อนกลาดราวกับมีแรงระเบิดมหาศาลผลักดันออก ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ 'ประตูนิรภัย' ของห้องปฏิบัติการใต้ดิน ซึ่งถูกออกแบบมาให้ทนแรงระเบิดนิวเคลียร์ กลับถูกเปิดอ้าซ่าออกด้วยแรงมหาศาล บานเหล็กหนากว่าฟุตถูกฉีกกระชากราวกับกระดาษ ในความเงียบสงัดของยอดเขาที่มีเพียงเสียงลมพัดผ่าน มีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นจากความมืดภายในอุโมงค์ทางลงห้องใต้ดิน *ก๊อก... ก๊อก...* เสียงโลหะกระทบพื้นคอนกรีตดังเป็นจังหวะ ราวกับมีใครบางคนกำลังเดินลากขาพร้อมกับถือของหนักบางอย่าง ธันวาชะงัก ร่างกายของเขานิ่งค้าง เมษาเอื้อมมือมาคว้าชายเสื้อเขาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว จากความมืดมิดเบื้องล่าง ร่างของชายชราในชุดกราฟกาวน์เปื้อนคราบเลือดก้าวออกมา แสงไฟฉายสลัวจากมือของธันวาเผยให้เห็นใบหน้าที่ซีดเผือด ดวงตาของชายคนนั้นเบิกโพลงไร้แววตา และที่กลางหน้าผากของเขามีรอยไหม้เกรียมเป็นวงกลมสมบูรณ์แบบ ซึ่งกำลังเปล่งแสงเรืองรองสีฟ้าอ่อนออกมาในความมืด "พวก... คุณ... มาช้าเกินไป..." เสียงแหաբพร่ากระซิบหลุดออกมาจากริมฝีปากที่แตกแห้งของชายคนนั้น ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะทรุดฮวบลงกองกับพื้น และในวินาทีที่ร่างนั้นล้มลง หน้าจอมอนิเตอร์สำรองที่ติดอยู่ผนังห้องโถงก็ติดพรึบขึ้นมาเองโดยไม่มีแหล่งจ่ายไฟ ภาพจากกล้องวงจรปิดภายในห้องทดลองใต้ดินเผยให้เห็นบางสิ่งบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้พื้นผิวโลก... มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตจากโลกใบนี้ ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับ "วิทยาศาสตร์รอบตัว" ครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้า!
สารจากนักเขียน (วิทยาศาสตร์รอบตัว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รหัสลับจักรวาล: ถอดรหัสความจริงหลังม่านวิทยาศาสตร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%