"เจ้า... เจ้ามิใช่ไป๋จินเฉิน..."
หมิงไห่ละล่ำละลักเอ่ยออกมา เสียงของมันสั่นระริกราวกับคนเห็นผีกลางวันแสกๆ เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับจนเปียกชุ่มอาภรณ์หรูหรา
บรรยากาศภายในโถงฝึกยุทธ์ชั้นในของสำนักกระบี่เมฆาพลันเงียบสงัดลงชั่วขณะ ราวกับห้วงเวลาถูกแช่แข็งด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากร่างของเด็กหนุ่มผู้ซึ่งเมื่อวานนี้ยังเป็นเพียงสวะไร้ค่าที่มันสามารถเหยียบย่ำได้ตามอำเภอใจ
ไป๋จินเฉินหาได้ใส่ใจต่อความตื่นตระหนกของอีกฝ่ายไม่ ดวงตาคู่คมกริบดั่งกระบี่โบราณทอประกายล้ำลึกราวกับดวงดาวในห้วงจักรวาลอันไกลโพ้น เขายกมือขึ้นปัดฝุ่นละอองบนบ่าอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวที่ขยับเข้าหา กลับสร้างแรงกดดันมหาศาลใส่จิตวิญญาณของหมิงไห่ราวกับภูเขาไท่ซานทั้งลูกกำลังกดทับลงบนบ่า
"ในเมื่อเจ้ารู้ตัวแล้ว เหตุใดจึงยังไม่คุกเข่าคำนับผู้อาวุโสเช่นข้า?"
สุ้มเสียงของไป๋จินเฉินราบเรียบ ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ทว่ากลับทรงพลังจนแก้วหูของเหล่าศิษย์รอบข้างสั่นสะเทือน เลือดลมในกายของหมิงไห่ปั่นป่วนพลุ่งพล่านจนต้องกระอักโลหิตคำโตออกมาสดๆ ร้อนๆ
ความอัปยศอดสูและโทสะถาโถมเข้าใส่จิตใจของหมิงไห่จนใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ ในฐานะผู้อาวุโสผู้ควบคุมกฎระเบียบ มันเคยใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงผู้คนมานับไม่ถ้วน เหตุไฉนวันนี้จึงต้องมาหวาดกลัวเด็กหนุ่มผู้มีอายุไม่ถึงยี่สิบปีเช่นนี้!
"สามห่าว! เดรัจฉานน้อย เจ้าใช้เล่ห์กลอันใดสะกดจิตข้า!"
หมิงไห่คำรามลั่นด้วยความเคียดแค้น มันแผดเผาพลังปราณแท้จริงระดับก่อเกิดวิญญาณขั้นสมบูรณ์จนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นรอบกาย รัศมีกระบี่สีครามเข้มทะลักออกจากร่างราวกับพายุหมุน ทั่วทั้งโถงฝึกยุทธ์สั่นสะเทือน รอยแตกราวกิ่งไม้ปรากฏขึ้นบนพื้นหินแกรนิตชั้นดี
เหล่าศิษย์ที่ยืนมุงดูอยู่ต่างพากันถอยร่นด้วยความตื่นกลัว พวกมันไม่อาจทานทนต่อแรงกดดันระดับนี้ได้จนต้องคุกเข่าลงกับพื้น
ทว่า ไป๋จินเฉินกลับยืนตระหง่านอยู่กลางพายุพลังปราณนั้นอย่างมั่นคงราวกับหินผาที่ตั้งตระหง่านกลางมหาสมุทร เขายังคงไม่ชักกระบี่ออกจากฝัก เพียงแค่ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางประสานเข้าหากัน วาดเป็นวงโค้งกลางอากาศอย่างนุ่มนวล
"วิถีกระบี่... หาใช่การใช้พลังทำลายล้างอย่างไร้ความคิดไม่ แต่คือการเข้าใจถึงสัจธรรมแห่งฟ้าดิน"
เสียงพึมพำอันแผ่วเบาดังขึ้นในห้วงความคิดของทุกคน ทันใดนั้นเอง อากาศรอบกายก็พลันหนาวเหน็บลงอย่างเฉียบพลัน ไອเย็นสีขาวบริสุทธิ์แผ่ซ่านออกมาจากร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งที่ยืนสงบนิ่งอยู่มุมห้อง — หลี่ชิงหลาน นางเซียนผู้เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งหมื่นปี สายตาคู่สวยของนางทอดมองไปที่ไป๋จินเฉินด้วยความอ่อนโยนล้ำลึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชา มีเพียงนางที่ล่วงรู้ว่า การกลับชาติมาเกิดครั้งนี้ของเขานั้นยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
"รับกระบี่นี้เสีย!"
หมิงไห่คำรามลั่นด้วยความบ้าคลั่ง มันชักกระบี่คู่กายออก พลังปราณทั้งหมดถูกรวบรวมไว้ที่คมดาบ เกิดเป็นเงากระบี่มหึมาราวกับสายฟ้าสีครามพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่กลางหว่างคิ้วของไป๋จินเฉินอย่างเหี้ยมเกรียม หวังปลิดชีพให้อีกฝ่ายดับดิ้นในกระบวนท่าเดียว
เปรี้ยง!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูร้อน แรงลมจากการปะทะแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างจนหลังคาโถงฝึกยุทธ์เกือบพังทลาย
ทว่า สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาทุกคู่กลับทำให้ลมหายใจของทุกคนหยุดชะงัก
ไป๋จินเฉินไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อย เขายังคงยืนอยู่ที่เดิม ปลายฝักกระบี่ไม้ธรรมดาๆ ถูกยกขึ้นมาต้านทานคมกระบี่อันทรงพลังของหมิงไห่อย่างง่ายดายราวกับเด็กน้อยเอาไม้ซีกงัดไม้ซุง คมกระบี่อันดุร้ายของหมิงไห่กลับหยุดนิ่งสนิท ห่างจากหน้าผากของไป๋จินเฉินเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น และไม่ว่าจะออกแรงอย่างไรก็ไม่อาจขยับเดินหน้าได้อีกแม้แต่น้อย
"เป็นไปได้... อย่างไรกัน..." หมิงไห่เบิกตากว้างจนแทบถลอกจากเบ้า ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด ความจริงอันโหดร้ายนี้ทำให้มันตระหนักได้ทันทีว่า ช่องว่างระหว่างพวกมันนั้นห่างกันราวฟ้ากับเหว แม้แต่การขยับนิ้วของอีกฝ่ายก็เพียงพอที่จะคร่าชีวิตมันได้นับร้อยครั้ง
"เจ้าชักกระบี่ช้าเกินไป และใจร้อนเกินไป" ไป๋จินเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันเล็กน้อย "ในอดีต ข้าเคยเมตตาไว้ชีวิตพวกมดปลวกเช่นพวกเจ้า แต่วันนี้... สำนักกระบี่เมฆาควรชำระล้างความเน่าเฟะเสียที"
สิ้นคำพูดนั้น ไป๋จินเฉินก็สะบัดข้อมือเบาๆ
ปัง!
แรงสะท้อนกลับอันมหาศาลพุ่งทะยานผ่านฝักกระบี่เข้าสู่ร่างของหมิงไห่ในพริบตา ร่างของผู้อาวุโสผู้ยิ่งใหญ่กระเด็นลอยละลิ่วราวกับว่าวขาดสายลมทะลุกำแพงหินหนาของโถงฝึกยุทธ์ออกไปอย่างไร้การต่อ抗 เสียงกระดูกแตกหักดังประสานกันระงม ก่อนที่ร่างนั้นจะร่วงหล่นกระแทกพื้นลานกว้างด้านนอกอย่างน่าอนาถ กระอักเลือดออกมาเป็นคำรบที่สามจนสติเลือนราง
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณ เหล่าศิษย์สำนักกระบี่เมฆาก้มหน้าลงด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าหายใจแรง แม้แต่จะสบตาชายหนุ่มก็ยังไม่กล้า
ไป๋จินเฉินเก็บฝักกระบี่เข้าที่อย่างสง่างาม เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะหยุดอยู่ที่ร่างของหลี่ชิงหลาน รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของจอมยุทธ์ผู้ทะนงตน
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบกำลังครอบงำ ทันใดนั้นเอง ท้องนภาก็พลันมืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน เมฆสีดำทะมึนก่อตัวหมุนวนเป็นรูปเกลียวพายุเหนือสำนักกระบี่เมฆา สายฟ้าสีทองคำฟาดผ่าลงมาใจกลางลานฝึกยุทธ์อย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับเสียงหัวเราะอันเย็นเยียบและทรงอำนาจที่ดังสะท้อนก้องมาจากห้วงมิติเบื้องบน ราวกับมีตัวตนอันยิ่งใหญ่จากแดนเซียนกำลังจับตามองพวกมันอยู่
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างสามห่าวถึงเพียงนี้ ที่แท้เจ้าก็คือ 'ราชันกระบี่อี้หลิง' ที่กลับชาติมาเกิดสินะ!"
มורדครามท่องภพ (ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางทุกท่านที่ติดตามอ่านด้วยใจรักในวิถีกระบี่ครับ)
กระบี่ทะยานฟ้า ท้าทายบัญชาสวรรค์•ตอนที่ 3
การตบหน้าครั้งแรกในสำนัก
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะยานฟ้า ท้าทายบัญชาสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
