"ถ้าพวกคุณยังไม่ออกไปจากห้องชุดนี้ภายในสามนาทีนี้ ผมจะโทรแจ้งตำรวจข้อบุกรุกและนำเอกสารสิทธิ์การเป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งหมดฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายย้อนหลังห้าปี"
เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะไม้ราคาแพงสะท้อนก้องไปทั่วห้องโถง รินรดายืนกอดอกมองร่างของอาและป้าสะใภ้ที่กำลังหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ หล่อนไม่ได้เป็นเชฟสาวมือหนึ่งที่ยอมให้ใครมาสูบเลือดสูบเนื้ออีกต่อไปแล้ว หลังจากที่บิดามารดาเสียชีวิตไปพร้อมกับหนี้สินกองโตที่ญาติเหล่านี้กุเรื่องขึ้นมาเพื่อฮุบสมบัติ ตอนนี้ความอดทนของเธอดเดินทางมาถึงขีดสุดแล้ว
"รินรดา! นี่แกกล้าไล่ผู้มีพระคุณอย่างพวกฉันเรื้อ? ถ้าไม่มีพวกฉันคอยดูแลแกหลังพ่อแม่แกตาย แกคงอดตายข้างถนนไปนานแล้ว!" ป้าสะใภ้แผדเสียงแหลมสูง ใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพงบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว มือข้างหนึ่งกำลังกวาดเครื่องเพชรจำลองและกระเป๋าแบรนด์เนมลงใส่กระเป๋าเดินทางอย่างลนลาน
"ผู้มีพระคุณ?" รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตฉายแววเยียบเย็นจนอีกฝ่ายผะหนีบถอยหลัง "เอาเงินห้าล้านที่พวกคุณยักยอกมาจากกองมรดกบริษัทของพ่อฉันคืนมาก่อน แล้วฉันค่อยพิจารณาว่าจะนับพวกคุณเป็นคนหรือเป็นแค่ปลิงตัวหนึ่ง"
ใบหน้าของอาหนุ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวปนม่วง เขาพยายามจะพุ่งเข้ามาหมายลงไม้ลงมือ แต่ทว่าเสียงกริ่งหน้าห้องและเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบสองนายที่ก้าวเข้ามาอย่างพร้อมเพรียง ทำให้คนตระกูลจอมสูบเลือดต้องหุบปากฉับแล้วรีบหิ้วกระเป๋าหนีออกไปทางประตูหลังอย่างไม่คิดชีวิต
เมื่อความเงียบสงบกลับคืนมา รินรดาทรุดตัวลงนั่งบนโซฟา ลมหายใจเข้าออกลึกเพื่อปรับจังหวะอารมณ์ นิ้วมือเรียวยาวลูบไล้แหวนหยกสีเขียวมรกตโบราณที่สวมอยู่บนนิ้วนางข้างซ้าย มันคือมรดกชิ้นเดียวที่มารดาแท้ๆ ทิ้งไว้ให้ก่อนสิ้นใจ แหวนวงนี้มีรอยตำหนิเป็นรอยแตกเล็กๆ แต่กลับปล่อยไอความเย็นจางๆ ซึมเข้าสู่ผิวเนื้ออยู่ตลอดเวลา
*ติ๊ง!*
เสียงประหลาดดังขึ้นในหัว พร้อมกับม่านหมอกสีขาวที่จู่ๆ ก็ขยายตัวปิดบังทัศนียภาพรอบกาย รินรดากระพริบตาปริบๆ เมื่อพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่Aรในห้องชุดหรูใจกลางเมืองอีกต่อไปแล้ว แต่เธอกำลังยืนอยู่บนพื้นดินสีดำสนิทที่อุดมสมบูรณ์จนส่งกลิ่นหอมของดินฝน เบื้องหน้าคือกระท่อมไม้เก่าแก่หลังหนึ่ง ด้านข้างมีแปลงพืชขนาดเล็กที่มีเงาสีทองเรืองรอง และบ่อน้ำใสสะอาดที่สะท้อนแสงระยิบระยับ
"นี่มัน... มิติลับในนิยายแฟนตาซีที่ฉันชอบอ่านตอนดึกๆ อย่างนั้นหรือ?" รินรดาก้มลงมองมือตัวเองที่มีแสงสีเขียวจางๆ คลุมอยู่ เธอก้าวเข้าไปใกล้แปลงพืชและพบว่า เมล็ดพันธุ์ผักกาดขาวที่เธอบังเอิญถือติดมือมาด้วยตกลงไปในดิน เพียงแค่พริบตาเดียว รากแก้วสีขาวก็พุ่งทะลุผืนดินขึ้นมา ต้นผักกาดเติบโตเต็มที่ด้วยความเร็วสูงจนน่าตกใจ ใบของมันเขียวขจีและแผ่กิ่งก้านสาขาอย่างงดงาม ส่งกลิ่นหอมหวานสดชื่นที่แม้แต่เชฟมือทองอย่างเธอก็ไม่เคยได้กลิ่นจากที่ไหนมาก่อน
ไม่เพียงเท่านั้น ที่มุมหนึ่งของมิติลับยังมีตำราโบราณเล่มหนาปกหนังสีน้ำตาลเข้มวางอยู่ เมื่อเธอยื่นมือไปเปิด หน้ากระดาษก็พลิกเปิดเองโดยอัตโนมัติ เผยให้เห็นสูตรอาหารโบราณนับร้อยเมนูที่สูญหายไปจากโลก พร้อมกับคำอธิบายสรรพคุณทางยาและการฟื้นฟูร่างกายอย่างล้ำลึก
"ถ้าฉันใช้พืชจากมิตินี้มาทำอาหาร..." รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเชฟสาว ในเมื่อโลกภายนอกไม่มีใครต้อนรับเธอ และไร่ร้างปลายแถวที่เธอดันจับฉลากได้รับมาจากกองมรดกดูเหมือนกองขยะ รินรดาก็พร้อมที่จะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นอาณาจักรส่วนตัวที่ใครก็โค่นไม่ลง!
สามวันต่อมา ณ อำเภอชายแดนห่างไกล รินรดาก้าวลงจากรถกระบะเก่าๆ สภาพทรุดโทรม ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ เบื้องหน้าเธอคือ "ไร่ตะวันรอน" ที่ชื่อดูโรแมนติกแต่สภาพจริงกลับมีแต่หญ้ารกชะอุดและตัวบ้านไม้ชั้นเดียวหลังคาสังกะสีสนิมเขรอะที่ดูท่าทางจะพังลงมาได้ทุกเมื่อหากมีลมพายุพัดผ่าน
"ฮื่อ... ยินดีต้อนรับสู่บ้านใหม่นะรินรดา" เธอบ่นพึมพำกับตัวเองขณะสำรวจสภาพแวดล้อม ไร่แห่งนี้อยู่ติดกับแนวป่าทึบ ห่างไกลจากความเจริญ ไม่มีไฟฟ้าใช้ในบางเวลา และชาวบ้านต่างลือกันว่าเจ้าของคนก่อนทิ้งที่นี่ไปเพราะมีวิญญาณดุร้ายสิงอยู่
"คุณไม่ใช่คนแถวนี้สินะครับ"
เสียงทุ้มต่ำและนิ่งสนิทดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำให้รินรดาสดุ้งโหยงจนเกือบทำกระเป๋าเดินทางหลุดมือ เธอหันขวับไปมองและพบกับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิร์ตพับแขนและกางเกงยุทธวิธีเก่าๆ เขามีใบหน้าคมเข้ม ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีที่มองทะลุปรุโปร่ง และรอยแผลเป็นจางๆ ที่หางคิ้วขวา ซึ่งเพิ่มความดิบเถื่อนและน่าเกรงขามให้กับตัวเขาเป็นอย่างมาก
นี่คือ "ธันวา" อดีตรนายทหารหน่วยรบพิเศษที่ปลดประจำการมาทำไร่เงียบๆ ผู้ชายที่ชาวบ้านต่างบอกว่า "ดุยิ่งกว่าหมาป่า และพูดน้อยยิ่งกว่าทองคำ"
ธันวากวาดสายตามองหญิงสาวเมืองกรุงที่แต่งกายด้วยชุดเสื้อผ้าแฟชั่นไม่เข้ากับสถานที่ ก่อนจะปรายตามองรถกระบะเก่าของเธอ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไร้เยื่อใย
"ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับคุณ ผู้หญิงสำอางอย่างคุณอยู่ได้ไม่ถึงสามวันหรอก เก็บกระเป๋าแล้วขับรถกลับกรุงเทพฯ ไปซะ ก่อนที่ความมืดจะมาเยือนแล้วคุณจะร้องไห้ขี้มูกโป่ง"
รินรดากัดฟันกรอด ความพยายามที่จะเป็นมิตรถูกปัดตกไปในเสี้ยววินาที เธอเชิดหน้าขึ้น เลิกคิ้วมองชายหนุ่มร่างยักษ์ด้วยสายตาที่ไม่ยอมแพ้เช่นกัน
"นี่คุณ! ฉันจะอยู่ที่นี่หรือจะไป มันไม่ใช่กงการอะไรของคุณ และกรุณาจำใส่สมองไว้ด้วยว่า ไร่ข้างๆ นี้น่ะ ตอนนี้มันเป็นกรรมสิทธิ์ของฉันตามกฎหมาย!"
ธันวาหรี่ตามองเธอเล็กน้อย มุมปากหนากระตุกขึ้นคล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่เชิง เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอในระยะที่ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่าผสมกับกลิ่นไอฝนจางๆ จากตัวเธอ
"ตามใจคุณ... แต่บอกไว้ก่อนนะว่า ถ้าคืนนี้ผีป่าหิวโซลากตัวคุณไปกิน ผมจะไม่มาช่วยเก็บศพให้หรอกนะ"
พูดจบร่างสูงก็หันหลังเดินหายเข้าไปในความมืดของแนวป่าทันที ทิ้งให้รินรดายืนกำหมัดแน่นด้วยความโมโห
แต่แล้ว... ในวินาทีที่ความมืดเริ่มเข้าปกคลุมไร่ร้าง รินรดาที่กำลังจะไขกุญแจเข้าบ้านพัก ก็ต้องชะงักกึกเมื่อลมกระโชกแรงพัดพาเอาบางสิ่งมาปะทะจมูก
กลิ่นหอมหวานเข้มข้นของเนื้อย่างติดเครื่องเทศโบราณที่หอมตลบอบอวล ชวนให้ท้องไส้ปั่นป่วนจนน้ำลายสอ... ไม่ใช่กลิ่นจากบ้านเธอแน่ๆ แต่มันลอยมาจากกระท่อมปลายนาของชายหนุ่มปากร้ายคนนั้น!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางสู่บทแรกไปกับผมนะครับ
เชฟสาวมือโปรขอโชว์ฝีมือในไร่ร้างของนายทหารผู้เงียบขรึม•ตอนที่ 1
มรดกตกทอดกับไร่ที่ดูเหมือนกองขยะ
ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟสาวมือโปรขอโชว์ฝีมือในไร่ร้างของนายทหารผู้เงียบขรึม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
