"สัญญาฉบับนี้มีผลบังคับใช้ทันทีเมื่อประทับตรา ลับยิ่งกว่าลับ..."
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ราบเรียบของชายแปลกหน้าที่สวมเสื้อแจ็กเก็ตสีเขียวขี้ม้าปักตราสัญลักษณ์กองทัพดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจ หลินซูเหยาหรี่ตาลงมองเอกสารในมือของเขา ปลายนิ้วเรียวยาวที่ผ่านการจับมีดผ่าตัดมานับไม่ถ้วนตวัดขึ้นรับกระดาษแผ่นนั้นมาพินิจ
ดวงตาคู่คมกวาดอ่านตัวอักษรจีนตัวย่อทีละบรรทัดอย่างรวดเร็ว สมองกลอัจฉริยะในห้วงความคิดเริ่มประมวลผลและวิเคราะห์ความเสี่ยงทันที นี่ไม่ใช่แค่คำสั่งย้ายด่วนของฉินอี้เฉิน สามีในนามที่นางเพิ่งแต่งเข้าบ้านมา แต่มันคือประกาศิตที่ระบุว่า เขากำลังถูกส่งตัวไปยังค่ายทหารลับทางตอนเหนือเพื่อปฏิบัติภารกิจอันตรายบางอย่าง และที่สำคัญที่สุด... ทรัพย์สินทั้งหมดในตระกูลหลี่ที่เกี่ยวข้องกับส่วนกลางถูกอายัดไว้ชั่วคราวเพื่อตรวจสอบความโปร่งใส!
"คุณชายท่านนี้..." ซูเหยาเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปี "สามีของฉันไปปฏิบัติราชการลับ เหตุใดจึงมีคำสั่งย้ายพ่วงมาพร้อมกับการตรวจสอบทรัพย์สินของครอบครัวชาวนาอย่างพวกเราได้เล่า หรือว่า... ทางเบื้องบนกำลังสงสัยว่าตระกูลหลี่แอบซุกซ่อนสิ่งของต้องห้ามไว้กันแน่คะ?"
ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบชะงักไปเล็กน้อย ประกายความตกใจฉายผ่านดวงตาคมกริบ เขามองสตรีตรงหน้าที่ควรจะเป็นเพียงสะใภ้บ้านนอกอ่อนแอขี้โรค แต่กลับไม่มีความตื่นตระหนกหวาดกลัวแม้แต่น้อย ท่าทีสง่างามราวกับพญาหงส์หลงยุคนี้ทำให้เขาต้องประเมินนางใหม่
"สะใภ้ฉิน... ท่านผู้กองฉินฝากบอกท่านเพียงสั้นๆ ว่า 'ระวังตัว' และจงใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ต่อไปอย่างสงบที่สุดเท่าที่จะทำได้" เขาเอ่ยเสียงเบา ก่อนจะวางตะกร้าไม้สานใบใหญ่ลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ แล้วหันหลังก้าวเดินหายไปจากความมืดมานยามวิกาลอย่างรวดเร็วดุจเงา
ประตูไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดปิดลง ทิ้งให้ซูเหยาอยู่กับความมืดและกลิ่นอับของบ้านดินตระกูลหลี่
ทว่า ในวินาทีที่นางหันกลับมา ร่างกายที่เคยผอมแห้งแรงน้อยกลับทรุดฮวบล้มลงกับพื้น อาการปวดแปลบที่หน้าอกข้างซ้ายแล่นริ้วขึ้นมาจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก พิษไข้เรื้อรังจากร่างเดิมที่เจ้าของร่างสะสมมานานประกอบกับความเครียดสะสม กำลังเล่นงานอวัยวะภายในจนล้มเหลวเฉียบพลัน
*แย่แล้ว... ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชั่วคราว* ซูเหยากัดริมฝีปากจนห่อเลือด นางรู้ดีว่าหากปล่อยไว้เช่นนี้ สมองจะขาดออกซิเจนและนางจะต้องตายในร่างนี้เป็นรอบที่สองอย่างแน่นอน
ในยามวิกาลที่ไร้ซึ่งเครื่องมือแพทย์สมัยใหม่ ไร้ยาปฏิชีวนะ และไร้แม้แต่หยดน้ำสะอาด มีเพียงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา... แต่สำหรับอดีตศัลยแพทย์มือหนึ่งผู้กุมความลับของ "ระบบสมองกลชีวะ" ในศตวรรษที่ 21 ความตายไม่ใช่ทางเลือก
*เปิดใช้งานระบบสแกนชีวภาพ...*
เสียงสังเคราะห์ที่ดังก้องขึ้นในโสตประสาทของจิตใต้สำนึก ทำให้ม่านตาของซูเหยาขยายกว้าง ในพริบตานั้น โลกภายนอกที่มืดมิดและคับแคบราวกับถูกดึงทึ้งออกไป เบื้องหน้าของนางไม่ได้เป็นพื้นดินสกปรกอีกต่อไป หากแต่เป็น "ห้องปลอดเชื้อจำลอง" สีขาวโพลนสะอ้านตา แสงไฟนีออนสว่างจ้าสาดส่องลงมาบนโต๊ะสแตนเลสที่เต็มไปด้วยเครื่องมือแพทย์ล้ำสมัย ทั้งเครื่องกระตุ้นหัวใจ เข็มฝังเข็มนาโน และตู้ยาอัจฉริยะที่บรรจุเวชภัณฑ์มูลค่ามหาศาล
นี่คือมิติห้องแล็บส่วนตัวที่ติดตัวนางข้ามมิติมา! มันซ่อนอยู่ลึกที่สุดในห้วงจิตสำนึก และจะตื่นขึ้นก็ต่อเมื่อชีพจรของนางตกอยู่ในภาวะวิกฤตถึงขีดสุดเท่านั้น
"ดีจริงๆ..." ซูเหยาแค่นหัวเราะเบาๆ ทั้งที่ใบหน้าซีดเผือด นางกัดฟันฝืนความเจ็บปวด ลากสังขารเข้ามาในพื้นที่สีขาวสะอาดตา มือเรียวคว้าเข็มเงินสเตอริไลซ์ขึ้นมาสามเล่ม ปักลงที่จุดชีพจรสำคัญบริเวณหน้าอกและข้อมือด้วยความแม่นยำระดับปรมาจารย์
*จึ๊ก! จึ๊ก! จึ๊ก!*
พลังงานความร้อนสายหนึ่งไหลเวียนเข้าสู่เส้นเลือดฝอยอย่างรวดเร็ว ระบบสมองกลชีวะเริ่มฉีดสารละลายและปรับสมดุลเคมีในเลือดให้อัตโนมัติ อาการแน่นหน้าอกที่บีบรัดค่อยๆ คลายตัวลง ลมหายใจที่ติดขัดกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง เม็ดเหงื่อเย็นเฉียบถูกขับออกมาจนผิวหนังชุ่มชื้น นางนั่งขัดสมาธิอยู่กลางห้องแล็บจำลอง ปล่อยให้พลังชีวิตฟื้นฟูขึ้นทีละน้อยจนกระทั่งลมปราณและระบบไหลเวียนโลหิตเข้าสู่สภาวะเสถียร
ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม ดวงตากลมโตเปิดขึ้นอีกครั้ง ประกายแสงสีฟ้าอ่อนจางสะท้อนผ่านม่านตาชั่วพริบตาก่อนจะเลือนหายไป ร่างกายที่เคยอ่อนแอราวกับใบไม้ไหวในสายลม บัดนี้กลับเต็มไปด้วยพละกำลังและความยืดหยุ่นที่เหนือกว่าคนปกติทั่วไป
ซูเหยาลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง นางกวาดสายตามองตู้เก็บสมุนไพรและวัตถุดิบเคมีในมิติที่มีปริมาณเทียบเท่ากับห้องทดลองระดับประเทศ ความคิดริเริ่มอันบรรเจิดเริ่มปรากฏขึ้นในหัว ในยุค 70 ที่ผู้คนขัดสนและยารักษาโรคหายากเช่นนี้ สิ่งที่นางถือครองอยู่หาใช่เพียงแค่ห้องแล็บธรรมดาไม่ แต่มันคือ "ขุมทรัพย์" ที่สามารถบันดาลความมั่งคั่งและอำนาจให้แก่ตนเองได้ทั้งหมด
"ในเมื่อพวกท่านตระกูลหลี่คิดจะใช้ฉันเป็นสะพานรองรับความซวย และอยากจะบีบคั้นให้ฉันตายตกตามกันไป..." ซูเหยาหยิบขวดแก้วบรรจุผงสมุนไพรบริสุทธิ์ขึ้นมาหมุนเล่นในมือ มุมปากยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มที่งดงามแต่เยือกเย็นจนน่ากลัว "เช่นนั้นเรามาดูกันว่า... ใครกันแน่ที่จะต้องเป็นฝ่ายคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนก่อน"
เช้าวันใหม่มาเยือนอย่างรวดเร็ว แสงแดดสีทองสาดส่องผ่านรอยแตกของหน้าต่างกระดาษ เสียงโวยวายแหลมสูงของแม่สามีตระกูลหลี่ดังแว่วมาจากลานบ้าน พร้อมกับเสียงทุบประตูไม้สนั่นหวั่นไหว
"นังสะใภ้ขี้เกียจ! ตะวันโด่งป่านนี้แล้วยังไม่ลุกมาต้มน้ำกวาดบ้านอีก! คิดจะให้ฉันปรนนิบัติแกหรือยังไง เปิดประตูเดี๋ยวนี้!"
ซูเหยาขยับตัวลุกขึ้นจากเตียง นางจัดเสื้อผ้าเก่าๆ ให้เข้าที่ ใบหน้าที่เคยซีดเซียวบัดนี้กลับมีเลือดฝาดผุดผ่อง ผิวพรรณเปล่งปลั่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจนน่าประหลาดใจ นางเดินไปปลดกลอนประตูช้าๆ ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานราวกับสตรีผู้เชื่อฟังและอ่อนโยน
ทว่า ทันทีที่ประตูเปิดออก แม่สามีตระกูลหลี่ที่กำลังเงื้อมือจะทุบซ้ำก็ต้องชะงักค้างกลางอากาศ ดวงตาฝ้าฟางเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นใบหน้าของสะใภ้ที่เปลี่ยนไปราวคนละคน ยิ่งไปกว่านั้น กลิ่นหอมกรุ่นของโจ๊กโสมและสมุนไพรบำรุงชั้นดีที่ลอยโชยออกมาจากในห้อง กลับทำให้คนแก่ตระกูลหลี่ถึงกับอ้าปากค้างจนพูดไม่ออก!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับเส้นทางชีวิตอันเข้มข้นของหมอหญิงหลินซูเหยาในยุค 70 นี้ด้วยนะคะ
หวนคืนยุคปฏิรูป: หมอหญิงผู้กุมชะตากรรมด้วยปลายเข็มและสมองกล•ตอนที่ 2
มิติห้องแล็บในใจ
ผลงานโดย อวี้ซินหมอยายุค 70
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อวี้ซินหมอยายุค 70)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หวนคืนยุคปฏิรูป: หมอหญิงผู้กุมชะตากรรมด้วยปลายเข็มและสมองกล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
