กลิ่นอายของสีน้ำมันเจือจางด้วยสนิมสนมแห่งกาลเวลา ลอยอบอวลอยู่ในห้องสตูดิโอแคบๆ ใต้หลังคาตึกเก่า บนผืนผ้าใบตรงหน้าศิลาเวลานี้ ไม่ใช่ภาพวิวทิวทัศน์อันงดงามตามจินตนาการ หากแต่เป็นร่องรอยการปาดป้ายสีเทาหม่นและสีครามเข้มข้น ทับถมกันจนกลายเป็นภาพทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ในวันพายุตั้งเค้า
รวินท์ยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังเงาสลัว สายตาคมกริบมองแผ่นหลังของเพื่อนสนิทที่สั่นเทาเล็กน้อย เขารู้ดีว่าทุกครั้งที่ศิลาจรดพู่กันลงบนผืนผ้าใบด้วยโทนสีเหล่านี้ มักจะมีบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ก้นบึ้งความทรงจำถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเสมอ
"นายยังจำกลิ่นฝนในฤดูร้อนปีนั้นได้ไหม รวินท์"
เสียงแหบพร่าของศิลาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ โดยที่เจ้าตัวไม่ได้หันกลับมามอง ดวงตาสีเข้มยังคงจดจ้องอยู่กับรอยแปรงสีดำสนิทบนมุมขวาของภาพ
"กลิ่นของดินที่ถูกความร้อนแผดเผาจนแห้งกรัง ก่อนที่เม็ดฝนแรกจะร่วงหล่นลงมากระทบผิวกระดาษในสมุดบันทึกเล่มเก่า... นายไม่เคยลืมมันหรอก ฉันรู้" รวินท์ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่มั่นคง เขาสืบเท้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ทิ้งระยะห่างเพียงแค่เอื้อมมือ
สิบห้าปีที่แล้ว... ณ ชานชาลาสถานีรถไฟเล็กๆ ทางภาคเหนือ ภาพของเด็กชายสองคนที่กอดเข่าซ่อนตัวอยู่ใต้ชายคาไม้เก่าๆ ท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำซัด เสียงฟ้าคำรามราวกับโลกกำลังจะแตกสลายในอีกไม่กี่อึดใจ วันนั้นครอบครัวของรวินท์หายลับไปกับเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำบ้านพักหลังเล็ก เหลือเพียงเขากับความว่างเปล่า และศิลาที่ยืนถือร่มสีซีดรออยู่ตรงนั้น เป็นสะพานเชื่อมเดียวที่ดึงเขากลับมาจากขอบเหวแห่งความตาย
"ตอนนั้นพวกเราคิดว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีวันร้องไห้" ศิลายิ้มขื่น หัวเราะในลำคอเบาๆ คล้ายสมเพชตัวเอง "แต่กลายเป็นว่า... ยิ่งพวกเราพยายามวิ่งหนีอดีตมากเท่าไหร่ อดีตก็ยิ่งวิ่งตามมาทัน และมันไม่ได้วิ่งมามือเปล่า มันถือมีดสั้นเข้ามาแทงซ้ำๆ ในจุดที่เราเจ็บที่สุดเสมอ"
ศิลาวางพู่กันในมือลง เสียงกระทบกับถาดผสมสีดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่เขาจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับรวินท์ แววตาของจิตรกรหนุ่มไหววับ เต็มไปด้วยหยาดน้ำใสที่เอ่อคลอแต่ไม่ยอมร่วงหล่น "นายจำสัญญาที่เราให้ไว้ใต้ต้นราชพฤกษ์ในวันนั้นได้ไหม ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะไม่ยอมให้ความลับเรื่องคืนนั้นถูกฝังกลบไปพร้อมกับซากศพ"
รวินท์นิ่งงัน หัวใจกระตุกวูบ ภาพในอดีตซ้อนทับขึ้นมาอย่างแจ่มชัด วันนั้น... เด็กชายทั้งสองเกี่ยวก้อยให้สัญญา ท่ามกลางกลิ่นควันไฟที่ยังคงลอยกรุ่นอยู่ในอากาศ และความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่ว่า เพลิงไหม้ครั้งนั้นไม่ใช่ "อุบัติเหตุ" อย่างที่ตำรวจสรุป
"ฉันจำได้ดีทุกคำพูด ศิลา" รวินท์ก้าวเข้าไปประชิดตัวเพื่อนรัก วางมือลงบนบ่าที่แบกรับความลับอันหนักอึ้งมาเนิ่นนาน "และนั่นคือเหตุผลว่าทำไม ฉันถึงยอมเดินเข้าสู่เกมที่อันตรายที่สุดในชีวิต เพื่อแลกกับการลากตัว 'ฆาตกรที่แท้จริง' ออกมาแสงสว่าง"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจผสานกับเสียงเข็มนาฬิกาที่เดินผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทว่าราวกับมีกระแสไฟฟ้าบางอย่างประทุอยู่ใต้ผิวหนัง ความโศกเศร้าในวัยเยาว์ไม่ได้จางหายไปตามกาลเวลา แต่มันกลับถูกบ่มเพาะจนกลายเป็นความแค้นที่สุกงอม พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้ง—จังหวะที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อส่งสัญญาณเตือนภัย
รวินท์ชะงัก สายตาคมกริบหันขวับไปมองบานประตูไม้เก่าที่ปิดสนิททันที ศิลาหน้าซีดเผือดลงถนัดตา พู่กันในมือร่วงหล่นกระทบพื้นเสียงดังสนั่น
"มันมาเร็วกว่าที่คิด..." ศิลาพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ลมหายใจสะดุดกึก
รวินท์ไม่ได้พูดอะไร เขาขยับตัวไปป์บังเงาของศิลาอย่างแนบเนียน มือขวาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ตสัมผัสกับความเย็นเฉียบของด้ามโลหะที่เตรียมไว้สำหรับคืนนี้ ก่อนที่ลูกบิดประตูจะค่อยๆ หมุนเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างของใครบางคนก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาในความมืด พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยที่ทำให้รวินท์ต้องหยุดหายใจ—กลิ่นเดียวกับที่เคยโชยมาในคืนโศกนาฏกรรมเมื่อสิบห้าปีก่อน
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาแห่งความทรงจำนี้ไปด้วยกันนะครับ - สเปซโอเดสซีย์
สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 49
ความโศกเศร้าที่งดงาม
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!