สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 45

ความโกรธแค้น

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
เสียงกระดาษแผ่นบางที่ถูกฉีกขาดด้วยความรุนแรง ดังบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของห้องทำงานที่เงียบงัน กลิ่นอายของความอับชื้นและคราบหมึกเก่าๆ ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศดูผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับทวีความอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก รวินท์ยืนนิ่งสนิทอยู่เบื้องหน้าโต๊ะไม้สักทองตัวใหญ่ ดวงตาคมกริบทอประกายความแข็งกร้าวอย่างที่ศิลาไม่เคยพบเห็นมาก่อนในรอบหลายปีที่รู้จักกัน เอกสารสิทธิ์ครอบครองที่ดินริมผา ซึ่งเคยเป็นบ้านและหยาดเหงื่อทั้งหมดของครอบครัวเขา บัดนี้กลับถูกวางอยู่ใต้ฝ่ามือของชายวัยกลางคนผู้มีรอยยิ้มเย้ยหยันประดับอยู่บนมุมปาก "นายคิดจริงๆ หรือว่าเอกสารชิ้นนี้จะลบความอัปยศที่ตระกูลของแกเคยทำไว้ได้?" น้ำเสียงของรวินท์ต่ำลึก มันไม่ได้ดังระเบิดออกมาในทันที แต่ทว่าเต็มไปด้วยมวลความกดดันมหาศาล จนทำให้คนฟังถึงกับผะผ่าถอยหลังไปครึ่งก้าว พงศธร หัวเราะในลำคออย่างไม่ยี่ห้อ เขายังคงนั่งไขว่ห้าง หมุนปากกาหรูราคาแพงในมือเล่นราวกับเรื่องตรงหน้าเป็นเพียงละครฉากหนึ่ง "โลกนี้มันก็เป็นแบบนี้แหละรวินท์ คนอ่อนแอ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเลือกวิธีตาย... แกจะโกรธฉันไปทำไม ในเมื่อความจริงมันฟ้องอยู่ว่าพ่อแม่ของแกมันโง่เองที่ยอมเซ็นชื่อลงไป" สิ้นคำพูดนั้น ศิลาที่ยืนหลบมุมอยู่ใกล้หน้าต่างถึงกับสะดุ้งสุดตัว เขาเห็นสันกรามของรวินท์ขบเข้าหากันจนนูนเด่น เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเต้นตุบๆ ราวกับเครื่องจักรกลที่กำลังจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ รวินท์ไม่ได้ขยับตัวไปไหน เขาเพียงแต่ก้าวเข้าไปช้าๆ ทว่ามั่นคง แรงกดดันจากร่างสูงใหญ่แผ่ซ่านปกคลุมทั่วห้องจนอากาศแทบหยุดนิ่ง ภาพเหตุการณ์ในอดีตคืนวันที่เปลวเพลิงลุกท่วมบ้านหลังนั้น เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ และใบหน้าของบิดามารดาที่หมดหนทาง วิ่งวนกลับเข้ามาในหัวของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเจ็บปวดที่ถูกกดทับไว้ด้วยความสุขุมมาตลอดหลายปี บัดนี้พังทลายลงในพริบตา "แกพูดว่าอะไรนะ..." รวินท์เอ่ยทวนช้าๆ น้ำเสียงเรียบสนิทแต่น่ากลัวถึงขีดสุด "ฉันบอกว่า..." พงศธรยังไม่ทันได้เอמהประโยคจนจบ มือหนาของรวินท์ก็พุ่งเข้ากระชากคอเสื้อสูทเนื้อดีของอีกฝ่ายอย่างรุนแรง แรงเหวี่ยงนั้นส่งผลให้ร่างของชายวัยกลางคนลอยละลิ่วหลุดจากเก้าอี้กระแทกเข้ากับชั้นหนังสือด้านหลังอย่างจัง เสียงหนังสือหล่นระเนระนาดกระจายเกลื่อนพื้น พร้อมกับเสียงร้องด้วยความตกใจ "รวินท์! หยุดนะ! อย่าทำแบบนั้น!" ศิลาพุ่งเข้าไปหมายจะยื้อแขนเพื่อนรักเอาไว้ แต่วินาทีที่หันไปสบตากับรวินท์ ศิลาก็ต้องชะงักงัน ดวงตาของรวินท์แดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความคับแค้น แต่มันถูกแผดเผาจนแห้งผากด้วยไฟโทสะที่ไร้ซึ่งความปรานี รวินท์ไม่ได้สนใจเสียงทักท้วงของศิลาแม้แต่น้อย เขาก้มตัวลงใช้มือทั้งสองข้างตรึงคอเสื้อของพงศธรให้ลอยขึ้นจากพื้น ร่างกายของพงศธรสั่นเทาด้วยความกลัว สีหน้าเปลี่ยนจากความเย่อหยิ่งเป็นความซีดเผือดเมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาของคนที่เขาเคยคิดว่าควบคุมได้ "แกคิดว่าเงินซื้อชีวิตคนได้งั้นเหรอ?" รวินท์เค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างกายของเขาสั่นสะท้อนด้วยแรงอารมณ์ที่ระเบิดออกมาอย่างไร้การควบคุม "แกพรากทุกอย่างไปจากฉัน พรากครอบครัว พรากความทรงจำ แล้วยังกล้ามานั่งยิ้มอยู่บนหยาดน้ำตาของพวกเราอย่างนั้นเรอะ!" "แค่ก... รวินท์... ปล่อย... ฉันหายใจไม่ออก..." พงศธรพยายามใช้มือแกะมือของรวินท์ออก แต่แรงของเขากลับเทียบไม่ติดกับชายหนุ่มที่แบกรับความแค้นมานานแรมปี "ถ้าแกอยากได้ที่ดินนัก ทำไมไม่ลองลงไปนอนอยู่ใต้ผืนดินนั้นดูล่ะวะ!" สิ้นเสียงคำรามลั่นห้อง รวินท์เงื้อมือขึ้นสุดแขน เตรียมจะซัดหมัดเข้าใส่ใบหน้าของศัตรูตัวฉกาจด้วยความโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด ศิลาหน้าถอดสี รีบพุ่งเข้าไปคว้าท่อนแขนของรวินท์ไว้สุดแรง "รวินท์พอได้แล้ว! ถ้านายฆ่ามันตอนนี้ นายก็จะกลายเป็นพวกเดียวกับมันนะ! ตั้งสติหน่อยสิ!" เสียงของศิลาคล้ายสายน้ำเย็นที่ราดรดลงบนกองเพลิง รวินท์ชะงักค้าง หมัดที่เงื้อมือเตรียมไว้หยุดห่างจากใบหน้าของพงศธรเพียงไม่กี่เซนติเมตร ลมหายใจหอบกระชั้นดังสะท้อนก้องห้องทำงาน ร่างกายของเขาสั่นเทิ้มไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะดึงตัวเองกลับมาจากขอบเหวแห่งความมืดมิด พงศธรทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นเมื่อรวินท์ยอมคลายมือออก ชายวัยกลางคนไอโขลกๆ หน้าดำคร่ำเครียดด้วยความขาดอากาศหายใจ รวินท์ถอยหลังออกมาสองก้าว เขามองมือทั้งสองข้างของตัวเองที่สั่นระริก ภาพของครอบครัวในอดีตซ้อนทับกับความจริงตรงหน้า หัวใจของเขาบีบรัดจนเจ็บแปลบราวกับมีใครเอามีดมาคว้าน ทว่า... ในจังหวะที่ความเงียบงันเริ่มกลับมาปกคลุม และศิลากำลังจะผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอกนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงาน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งตามมารยาท ก่อนที่บานประตูไม้จะถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ร่างของชายสูงวัยในชุดสูทสีเข้มผู้หนึ่งก้าวเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก รวินท์หันขวับไปมองตามสัญชาตญาณ และทันทีที่ใบหน้าของแขกผู้มาเยือนปรากฏชัดเจนในแสงไฟสลัว ร่างกายของรวินท์ก็แข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน ไม่ใช่แค่พงศธร... แต่ยังมีอีกคนที่อยู่เบื้องหลังความพินาศทั้งหมดนี้ "ไม่นึกเลยนะครับ ว่าเราจะได้พบกันเร็วขนาดนี้... ลูกชายคนโตของตระกูลอัศวเมธ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น พร้อมกับแฟ้มเอกสารอีกแฟ้มหนึ่งที่ถูกโยนลงบนโต๊ะทำงานต่อหน้ารวินท์อย่างไม่แยแส ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความโกรธแค้นและบททดสอบของจิตใจไปพร้อมกับตัวละครนะครับ - สเปซโอเดสซีย์
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%