สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 42

รอยร้าวที่ขยายตัว

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
เสียงกระแทกของถ้วยเซรามิกกระทบลงบนพื้นโต๊ะไม้สักดังสนั่น จนกาแฟสีเข้มกระฉอกเปื้อนกระดาษร่างภาพสเกตช์ที่กองอยู่ระเกะระกะ รวินท์ไม่ได้ตั้งใจจะทำมันหก แต่วินาทีที่ความอดทนเส้นสุดท้ายขาดผึ่ง การควบคุมร่างกายก็ไม่อยู่ภายใต้เหตุผลอีกต่อไป ศิลานิ่งงัน ดวงตาคู่คมที่มักสะท้อนความอ่อนโยนผ่านงานศิลปะ บัดนี้เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ปนเปไปกับความกรุ่นโกรธที่กำลังก่อตัวขึ้นช้า ๆ ในอก ศิลปินหนุ่มไม่แม้แต่จะขยับตัวหนีคราบกาแฟที่ค่อย ๆ ซึมซับกระดาษวาดเขียนแผ่นสำคัญ เขากลับเงยหน้าขึ้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย ดวงตาที่เต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้าและอดีตอันมืดมน "คุณทำเกินไปแล้วนะ รวินท์" ศิลาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่สั่นเครือเล็กน้อยด้วยแรงอารมณ์ "คุณเอาแต่ขุดคุ้ยเรื่องในอดีตขึ้นมาทำลายทุกอย่าง... ไม่ใช่แค่ตัวคุณเอง แต่คุณกำลังทำลายผมด้วย" "ผมทำลาย?" รวินท์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีแต่ความขื่นขมที่อัดแน่นจนจุกอก เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จนเก้าอี้ไม้ไถลครูดไปกับพื้นห้องสตูดิโอแคบ ๆ "คุณต่างหากที่ปิดบัง! คุณรู้เรื่องทั้งหมดแต่แรก... ศิลา ทำไมคุณถึงเลือกที่จะเงียบ ทำไมคุณต้องปล่อยให้ผมเดินวนอยู่ในเขาวงกตบ้าๆ นี่คนเดียวตั้งหลายปี" ห้องสตูดิโออบอวลไปด้วยกลิ่นสีน้ำมันและกลิ่นกาแฟที่เริ่มเย็นชืด บรรยากาศรอบตัวกดดันเสียจนออกซิเจนในห้องแทบเจือจางลง ความเงียบงันปกคลุมอยู่เพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ศิลาจะลุกขึ้นบ้าง ความสูงที่ไล่เลี่ยกันทำให้ทั้งคู่ยืนประจันหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร "เพราะผมกลัวยังไงล่ะ!" ศิลาตะโกนออกมาในที่สุด เสียงนั้นไม่ใช่การระเบิดอารมณ์แบบคนไร้สติ แต่เป็นเสียงที่กรีดลึกลงไปในความรู้สึกของผู้ฟัง "คุณคิดว่าผมอยากเห็นคุณทรมานเหรอรวินท์? ทุกครั้งที่คุณมองภาพวาดพวกนั้น ทุกครั้งที่คุณพยายามรื้อฟื้นเรื่องวันที่ไฟไหม้บ้านหลังนั้น คุณกำลังฆ่าตัวตายทีละน้อย... และผมก็แค่... ไม่อยากเป็นคนยื่นมีดให้คุณแทงตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า" คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจ รวินท์ชะงักไป ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวไหววูบลงชั่วขณะ ภาพเหตุการณ์ในคืนวันวาน—เปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ เสียงกรีดร้อง และความรู้สึกไร้พลังในการช่วยชีวิตคนที่รัก—พรั่งพรูเข้ามาในหัวจนเขาต้องหลับตาลงแน่น มือหนากำเข้าหากันจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อดึงสติกลับมา "แต่ผมต้องรู้ความจริง" รวินท์ผ่อนลมหายใจร้อนผ่าวออกมาทางจมูก น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่สั่นสะท้อนความเจ็บปวด "ความจริงที่ว่าครอบครัวของผมไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ... ถ้าคุณรู้ว่าใครเป็นคนทำ ทำไมคุณถึงเลือกที่จะปกป้องมัน มากกว่าความยุติธรรมที่ผมควรจะได้" "ผมไม่ได้ปกป้องใคร!" ศิลาสวนกลับทันควัน หน้าอกกระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจที่กระชั้นชิด ความโกรธพุ่งขึ้นมาถึงขีด "ผมแค่พยายามปกป้อง 'คุณ' ในตอนนี้ต่างหาก! อดีตมันตายไปแล้วรวินท์ แต่คนเรายังต้องหายใจอยู่... ถ้าคุณยังยึดติดกับซากปรักหักพังพวกนั้น คุณก็จะไม่มีวันมองเห็นคนที่ยืนอยู่ข้างๆ คุณเลย" ศิลาก้าวเข้าไปประชิด ปลายนิ้วเรียวสั่นเทาชี้ไปยังหน้าอกของรวินท์ แรงกระแทกเบา ๆ นั้นราวกับจะเรียกสติให้ชายหนุ่มกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง "มองหน้าผมสิ... ผมไม่ใช่ภาพถ่ายเก่าๆ ในห้องใต้หลังคาของคุณนะ รวินท์ ผมคือคนจริงๆ ที่เจ็บปวดเป็น เวลาที่คุณเอาแต่ผลักไสผมออกไปเพื่อจมอยู่กับความแค้น คุณคิดว่าผมรู้สึกยังไง" รวินท์มองลึกเข้าไปในดวงตาของคู่คิด แววตาที่เคยฉายแววท้าทายเมื่อครู่บัดนี้เจือไปด้วยหยาดน้ำใสๆ ที่คลอหน่วยอยู่ริมขอบตา ความเปราะบางของศิลาคือจุดอ่อนที่รวินท์รู้ดีที่สุด แต่วินาทีนี้ ความหวาดกลัวที่จะสูญเสียและแรงผลักดันจากปมในอดีตกลับมีอำนาจเหนือกว่าทุกสิ่ง เขายกมือขึ้นปัดมือของศิลาออกอย่างไม่ตั้งใจ แรงเหวี่ยงนั้นทำให้ศิลาเซถอยหลังไปสองก้าว ชนเข้ากับโต๊ะวางอุปกรณ์วาดภาพจนพู่กันและหลอดสีหล่นระเนระนาด เสียงวัตถุตกกระทบพื้นดังสะท้อนก้องในความเงียบ ทั้งคู่ต่างยืนนิ่งงัน มองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่พังทลาย รอยร้าวที่เคยปรากฏเป็นเพียงรอยปริเล็กๆ บัดนี้ได้ขยายตัวออกจนกว้างเกินกว่าจะประสานกลับคืนได้ด้วยคำขอโทษเพียงคำเดียว รวินท์อ้าปากคล้ายจะเอ่ยอะไรบางอย่างเพื่อบรรเทาความตึงเครียดที่กดทับ แต่ลำคอตีบตันจนไร้เสียง ความรู้สึกผิดเริ่มกัดกินหัวใจเมื่อเห็นไหล่บางของศิลากำลังสั่นเทาจากการพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ ศิลาหันหลังให้เขา ไม่ยอมสบตาอีกต่อไป บรรยากาศระหว่างเขาทั้งสองเย็นเยียบราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำค้างยามวิกาล ทว่า... ก่อนที่ความเงียบงันจะยืดเยื้อไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นที่บริเวณหน้าประตูกระจกของสตูดิโอ เสียงก๊อกๆ สามครั้งเคาะลงบนบานกระจกอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศที่ยังคุกรุ่นไปด้วยคราบน้ำตาและความโกรธ รวินท์ขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ ไม่มีใครรู้พิกัดลับแห่งนี้ นอกจากตัวเขากับศิลา... และคนที่ตายไปแล้วในอดีต ศิลาหันกลับมามองหน้าเขา ชั่วพริบตานั้น ความหวาดกลัวฉายชัดขึ้นในแววตาของศิลปินหนุ่มยิ่งกว่าตอนที่พวกเขากำลังทะเลาะกันเสียอีก ก่อนที่บานประตูกระจกจะค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างเชื่องช้า พร้อมกับร่างของแขกผู้ไม่ได้รับเชิญที่ก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาในความมืดสลัว "ขอโทษที่รบกวนเวลาส่วนตัวนะครับ... แต่ดูเหมือนว่าพวกคุณกำลังพูดถึงเรื่องที่ผมควรจะมีส่วนร่วมด้วยพอดี" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดและค้นหาความจริงไปพร้อมกับตัวละครนะครับ - สเปซโอเดสซีย์
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%