"ต่อให้เจ้าพยายามกวาดฝุ่นออกไปจนหมดจดแค่ไหน ตราบใดที่รากฐานของหอคอยนี้ยังผุพัง ความจริงที่ถูกฝังกลบไว้ก็ไม่มีทางสะอาดขึ้นมาได้หรอกนะคะ เซริส"
เสียงถอนหายใจแผ่วเบาพร้อมกับแรงกระแทกของหนังสือปกหนังเลعหนาเตอะตกลงบนโต๊ะไม้โอ๊กโบราณ ดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องสมุดชั้นใต้ดินเขตหวงห้าม กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าอายุหลายร้อยปีผสมผสานกับกลิ่นจางๆ ของน้ำยาเคลือบเวทมนตร์ลอยอบอวลอยู่รอบตัว เซริสชะงักมือที่กำลังถือไม้กวาดเวทมนตร์ธาตุแสง เขากวาดสายตามองเศษฝุ่นละอองสีทองที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ ก่อนจะค่อยๆ ปรับลมหายใจให้เข้าที่อย่างใจเย็น
การถูกลงโทษให้มาทำความสะอาดหอสมุดหลวงโซนโบราณในยามวิกาล—ช่วงเวลาที่ระฆังบอกเวลาเที่ยงคืนเพิ่งจะตีผ่านพ้นไป—ไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์นักสำหรับนักเรียนปีสองอย่างเขา ยิ่งต้นเหตุมาจากความขัดแย้งเล็กๆ ในคาบเรียนประยุกต์เวทมนตร์ธาตุแสงเมื่อช่วงบ่าย ที่เขาดันเผลอแสดงทฤษฎีการหักเหแสงเพื่อเปิดจุดบอดของบาตรป้องกันเวท จนทำให้อาจารย์ผู้สอนเสียหน้าต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้นทั้งห้องด้วยแล้ว การถูกเนรเทศมาขัดพื้นหอสมุดจึงเป็นบทลงโทษที่คาดเดาได้ไม่ยาก
"ผมไม่ได้พยายามจะลบความจริงหรอครับ... เอ้ย, ค่ะ" เซริสเผลอหลุดคำพูดตามความคุ้นชิน ก่อนจะรีบแก้ไขสรรพนามในใจเมื่อนึกถึงกฎระเบียบการสนทนากับอาจารย์ผู้ควบคุม เขาช้อนสายตาขึ้นมองหญิงสาวร่างระหงในชุดคลุมสีดำสนิทขลิบด้ายเงิน ประดับตราสัญลักษณ์แห่งหอคอยกลาง—อาจารย์เอลาร่า
อาจารย์สาวผู้กุมความลับและประวัติศาสตร์อันดำมืดของสถาบันเวทมนตร์แห่งนี้ยืนกอดอกอยู่หลังกองหนังสือ เปลวไฟสีฟ้าจากเชิงเทียนวูบไหวสะท้อนดวงตาสีเทาคู่สวยที่มักจะซ่อนความหมายลึกซึ้งเอาไว้เสมอ ภายนอกเธอดูลึกลับ เย็นชา และเข้าถึงยากราวกับรูปปั้นหินสลัก แต่เซริสกลับสัมผัสได้ถึงความสั่นไหวบางเบาในแววตาคู่นั้น ทุกครั้งที่เธอมองไปยังผนังด้านทิศตะวันตกของห้องสมุด—ผนังที่ไร้ซึ่งประตู หน้าต่าง หรือทางออกใดๆ นอกจากชั้นหนังสืออัดแน่น
"ถ้าเธอมัวแต่ใช้ไม้กวาดเวทมนตร์ระดับฝึกหัดกวาดพื้นไปเรื่อยๆ จนถึงรุ่งสว่าง เธอก็คงเป็นได้แค่เด็กหนุ่มธาตุแสงดาษดื่นที่วันๆ เอาแต่สร้างความรำคาญให้คนอื่นนะคะ เซริส" เอลาร่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียաբเรื่อย ทว่าแฝงความกดดันอันทรงพลัง เธอยื่นมือเรียวบางแตะลงบนสันหนังสือเล่มหนึ่งบนชั้น "จำไว้ว่า เวทมนตร์ไม่ได้มีไว้แค่ส่องทางหรือสร้างความสว่างไสว แต่มันมีไว้เพื่อ 'เปิดเผย' สิ่งที่ถูกอำพรางเอาไว้ในความมืดต่างหาก"
สิ้นคำพูดของอาจารย์สาว นิ้วเรียวของเธอก็กดลงไปบนกลไกปริศนาที่ซ่อนอยู่หลังสันหนังสือ เสียงเฟืองโลหะขบกันดังครืดคราดก้องกังวานไปทั่วความเงียบงัน พื้นหินแกรนิตเบื้องหน้าของเซริสสั่นสะเทือนเล็กน้อย ก่อนที่ชั้นหนังสือขนาดยักษ์จะค่อยๆ เคลื่อนตัวแยกออกจากกัน เผยให้เห็นทางเดินลับแคบๆ ทอดยาวลงสู่เบื้องล่าง ความมืดมิดที่พวยพุ่งออกมาจากช่องว่างนั้นไม่ใช่ความมืดธรรมดา แต่มันคือกลุ่มควันสีครามเข้มข้นที่แผ่ไอเย็นเยียบเยือกจนเส้นขนบนต้นแขนของเซริสลุกชัน
ในวินาทีนั้นเอง เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นมาจากบันไดเวียนด้านบน
"เฮ้! เซริส นายยังไม่เสร็จธุระอีกเหรอ? ฉันเอาเสบียงแอบซ่อนมาให้—โอ้... ให้ตายเถอะ นั่นมันทางลับบ้าอะไรเนี่ย?"
คาร์ล สหายสนิทร่างยักษ์ผู้ใช้เวทมนตร์ธาตุดินก้าวพรวดพราดเข้ามาในห้องสมุดด้วยสีหน้าตกตะลึง ในมือของเขายังถือห่อขนมปังอบชีสที่แอบขโมยมาจากโรงอาหารอยู่เลย ร่างกายกำยำของคาร์ลสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานประหลาดที่ไหลทะลักออกมาจากช่องลับเบื้องหน้า "นี่พวกนายแอบไปขุดสุสานโบราณที่ไหนมาอีกเนี่ย ทำไมบรรยากาศมันถึงได้ชวนขนลุกขนาดนี้?"
"เบาเสียงหน่อยสิ, คาร์ล นายอยากให้พวกผู้ตรวจการหอคอยแห่กันมาหรือไง" เซริสเอ่ยปราןเพื่อนสนิทด้วยรอยยิ้มบางๆ แม้ในใจจะเริ่มตระหนักถึงความผิดปกติของสถานการณ์แล้วก็ตาม พลังงานธาตุแสงในร่างกายของเขาเริ่มตื่นตัวขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ราวกับว่ามันกำลังถูกดึงดูดด้วยบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ลึกลงไปในความมืดสีครามเบื้องล่างนั้น
เอลาร่าหันกลับมามองเด็กหนุ่มทั้งสองด้วยสีหน้าจริงจังกว่าทุกครั้ง แววตาของเธอฉายความลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว "ประตูนี้ถูกผนึกไว้ตั้งแต่ก่อนที่พวกเธอจะเกิดเสียอีก... และเหตุผลที่มันยอมเปิดออก ก็คงเป็นเพราะพลังธาตุแสงบริสุทธิ์ที่เจืออยู่ในตัวของเธอนั่นแหละ, เซริส"
อาจารย์สาวก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว เปิดทางให้ศิษย์หนุ่มได้เผชิญหน้ากับความจริงที่รออยู่
"ถ้าพวกเธอมีความกล้าพอที่จะก้าวลงไปสัมผัสกับรากฐานที่แท้จริงของโลกใบนี้ ก็ตามฉันมา... แต่ถ้ากลัวจนตัวสั่น ก็จงหันหลังกลับไปซะ แล้วทำตัวเป็นเด็กนักเรียนธรรมดาที่ใช้ชีวิตไปวันๆ ซะเถอะนะคะ"
เซริสสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ เขากระชับเสื้อคลุมนักเรียนให้เข้าที่ ก่อนจะหันไปสบตากับคาร์ลที่พยักหน้าให้ด้วยความมั่นใจ แม้เพื่อนตัวโตจะหน้าซีดเผือด แต่ก็ยังเลือกที่จะยืนหยัดเคียงข้างเขาเสมอ เซริสยกมือขึ้น วาดปลายนิ้วกลางอากาศเพื่อเรียกละอองแสงสว่างสีทองให้ออกมาส่องนำทาง ท่ามกลางความมืดมิดของอุโมงค์ลับที่ทอดยาวลงสู่เบื้องล่าง
ทว่า ทันทีที่ก้าวแรกของเซริสสัมผัสลงบนขั้นบันไดหินขั้นแรกของทางลับ เสียงเตือนประหลาดที่ดังขึ้นในโสตประสาทของเขากลับไม่ใช่เสียงของสภาพแวดล้อมรอบตัว... แต่มันคือเสียงสะท้อนก้องกังวานที่ดังขึ้นในห้วงความคิดของเขาเอง
[ ตรวจพบการปลุกพลังงานระดับรอยแยกมิติ - ข้อมูลอัตลักษณ์ตรงกับบันทึกโบราณ: 'ผู้ก้าวข้ามเส้นแบ่งเขต' ]
[ ระบบเริ่มกระบวนการซิงโครไนซ์อัตโนมัติ: 10%... 35%... 70%... ]
[ คำเตือน: ตรวจพบสิ่งแปลกปลอมกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในรัศมี 5 เมตรเบื้องล่าง... และมันกำลัง 'จ้องมอง' กลับมาที่คุณ ]
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนเข้ามาเปิดหน้ากระดาษแผ่นแรกนี้ร่วมกันนะคะ!
เวทมนตร์สีครามกับความลับใต้รอยแยกมิติ•ตอนที่ 1
แสงสว่างท่ามกลางฝุ่นเก่า
ผลงานโดย เซเลสเทียละอองเวท
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซเลสเทียละอองเวท)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เวทมนตร์สีครามกับความลับใต้รอยแยกมิติ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!