เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังสะท้านสะเทือนจนหินผาเบื้องล่างร้าวราน มิใช่เสียงจากมนุษย์ แต่เป็นเสียงคำรามที่ผสมผสานระหว่างความบ้าคลั่งและความกระหายเลือดของอสูรโลหิตนับหมื่นตัว ท้องนภาเหนือลานประลองยุทธ์เปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับถูกย้อมด้วยเลือดสดๆ กลิ่นอายกดดันระดับขอบเขตราชันมารแผ่ซ่ายปกคลุมไปทั่วรัศมีร้อยลี้ แรงกดดันมหาศาลนี้ทำให้เหล่าผู้ฝึกตนระดับต่ำถึงกับกระอักเลือดล้มฟุบลงกับพื้น ขาอ่อนแรงจนแม้แต่จะยืนหยัดยังทำไม่ได้
"หึ... มดปลวกกลุ่มหนึ่ง ยังกล้าจัดงานประลองยุทธ์เพื่อหาผู้เป็นหนึ่งในใต้หล้าอย่างนั้นหรือ?"
เงาร่างมหึมาปรากฏขึ้นกลางม่านหมอกโลหิต บุรุษผู้สวมเกราะกระดูกมารสีดำสนิท ดวงตาสีแดงฉานดั่งโลหิตสดๆ มือข้างหนึ่งถือกระบี่กระดูกยักษ์ที่มีวิญญาณแค้นนับพันกรีดร้องโหยหวนอยู่ภายใน มันคือ **ราชันมารโลหิต** แม่ทัพมารผู้ได้รับมอบหมายให้นำทัพบุกทำลายดินแดนมนุษย์ให้ราบเป็นหน้ากลองในค่ำคืนนี้
ความโกลาหลระเบิดขึ้นในพริบตา ผู้คนนับหมื่นต่างวิ่งหนีตายเหยียบย่ำกันเองอย่างไร้ระเบียบ เสียงกรีดร้องขอชีวิตดังระงับตระการตา ทว่าท่ามกลางความพินาศสันตะโรนั้น กลับมีร่างหนึ่งที่ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงราวกับขุนเขาค้ำฟ้า
เย่เฉินกวาดสายตาคมปลาบมองกองทัพมารเบื้องหน้า รอยยิ้มเย้ยหยันประดับอยู่บนมุมปาก ใบหน้าของอดีตมหาจักรพรรดิเซียนหาได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ในมือของเขา กระบี่เหล็กกล้าธรรมดาเล่มหนึ่งส่งเสียงสั่นพานเบาๆ ราวกับมันกำลังตื่นเต้นที่จะได้อาบโลหิตมารอีกครา
"เก่งกาจแต่ปาก... ผ่านมาหมื่นปี พวกมารเดรัจฉานก็ยังคงใช้มุกเดิมๆ ในการเปิดฉากสร้างความหวาดกลัวอยู่ดีสินะ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างเกียจคร้าน เย่เฉินก้าวเท้าเดินออกไปเบื้องหน้า ท่ามกลางกระแสลมปราณที่หมุนวนรอบกายจนเกิดเป็นพายุย่อยๆ
ข้างกายเขา หลิวชิงหลัน ธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งวังน้ำแข็งเก้าสวรรค์ก้าวตามมาติดๆ ร่างอรชรของนางปกคลุมด้วยไอเย็นยะเยือกที่แช่แข็งแม้กระทั่งหยาดฝนโลหิตที่ตกลงมา นางมิได้เอ่ยคำใด ดวงตาสีครามคู่สวยจ้องมองไปยังราชันมารโลหิตด้วยความเย็นชาไร้ก้นบึ้ง ทว่าไอสังหารรอบกายกลับเข้มข้นยิ่งกว่ายามเผชิญหน้ากับศัตรูใดๆ
"ศิษย์น้องเย่... เจ้าเด็กสารเลว! นี่ไม่ใช่เวลามาทำตัวอวดดีนะ!" มู่หรงเฟิง ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักกระบี่เมฆาตะโกนลั่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว แม้ในยามปกติเขาจะเย่อหยิ่งจองหองเพียงใด แต่เมื่อเผชิญหน้ากับกองทัพมารที่แท้จริง เขากลับเป็นเพียงสุนัขจนตรอกตัวหนึ่งเท่านั้น กระบี่ในมือสั่นเทาจนแทบประคองไม่อยู่
"หุบปากซะ มู่หรงเฟิง" เย่เฉินเหลือบตามองด้วยหางตา น้ำเสียงราบเรียบแต่กลับทรงพลังอำนาจจนอีกฝ่ายสะอึก "ถ้าไม่อยากตายเร็ว ก็หุบปากแล้วยืนเงียบๆ อยู่ข้างหลังข้าซะ เจ้ายังไม่มีค่าพอให้ข้าต้องเสียเวลามาปกป้องหรอกนะ"
"เจ้า—!" มู่หรงเฟิงโกรจนหน้าดำคร่ำเครียด ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยคำใดต่อ ราชันมารโลหิตบนฟ้าก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นด้วยความขบขัน
"ฮ่าๆๆๆ! ดี! ดีนัก! มนุษย์ตัวจ้อยขั้นรวมลมปราณกล้าดียังไงมาสามหาวต่อหน้าข้า! เจ้าเด็กน้อย เจ้าอยากตายเป็นศพแรกใช่ไหม?"
ราชันมารโลหิตสะบัดกระบี่กระดูกในมือ คลื่นกระบี่โลหิตพุ่งแหวกอากาศตรงเข้าใส่เย่เฉินด้วยความเร็วราสายฟ้าแลบ พลังทำลายล้างนี้เพียงพอที่จะผ่าภูเขาออกเป็นสองซีกได้อย่างง่ายดาย
"ระวัง!" หลิวชิงหลันอุทานเบาๆ ร่างบางเคลื่อนไหวราภูตพราย นางยกมือขึ้นวาดเป็นวงกลมกลางอากาศ กำแพงน้ำแข็งเก้าชั้นผุดขึ้นขวางกั้นทันที
*เปรี้ยง!*
แรงปะทะรุนแรงจนพื้นดินรอบลานประลองยุบตัวลงไปหลายเมตร ฝุ่นควันและเศษหินตลบอบอวลไปทั่ว ทว่าเมื่อควันจางลง กำแพงน้ำแข็งของหลิวชิงหลันกลับร้าวรานและแตกสลายไปทีละชั้น นางกระอักโลหิตสีแดงเข้มออกมาคำหนึ่ง ใบหน้าซีดขาวลงถนัดตา
"ชิงหลัน..." เย่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาที่เคยราบเรียบพลันทอประกายความเย็นเยือกดุจน้ำแข็งพันปีออกมาวูบหนึ่ง
"ข้าไม่เป็นไร..." นางส่ายหน้าเบาๆ เช็ดคราบเลือดที่มุมปาก ดวงตายังคงแน่วแน่ "ข้าจะช่วยท่านถ่วงเวลาพวกมันเอง"
"ไม่ต้องหรอก..." เย่เฉินก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ยื่นมือไปแตะไหล่บางของนางเบาๆ "สตรีของข้า... มีไว้ให้ยืนเคียงข้างมองดูข้าสังหารศัตรู มิใช่ให้มาเจ็บตัวแทน"
สิ้นคำพูดนั้น ออร่าสีทองอร่ามราวกับเทพสวรรค์ก็พวยพุ่งออกจากร่างของเย่เฉิน ท้องนภาที่เคยถูกย้อมด้วยสีเลือดพลันสว่างวาบขึ้นในพริบตา แรงกดดันระดับมหาจักรพรรดิที่ถูกผนึกไว้ในร่างถูกปลดปล่อยออกมาเพียงหนึ่งส่วนสาม แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้เหล่าอสูรโลหิตนับหมื่นตัวหยุดชะงักและสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวจากสัญชาตญาณดิบ
"วิชา... บรรพกาลสะท้านฟ้า!"
เย่เฉินคำรามก้องในลำคอ ร่างพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความเร็วที่แม้แต่ราชันมารโลหิตยังมองตามแทบไม่ทัน กระบี่ในมือเปล่งประกายเจิดจ้าดั่งดวงอาทิตย์แผดเผา ความมืดมิดและกลิ่นอายโลหิตรอบกายถูกรัศมีกระบี่นี้ขับไล่จนกระเจิง
ราชันมารโลหิตเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก ความรู้สึกหวาดกลัวที่ไม่ได้สัมผัสมานับพันปีพรั่งพรูเข้ามาในจิตใจ มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายที่แท้จริงจากเด็กหนุ่มมนุษย์ผู้นี้!
"เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่?!" ราชันมารโลหิตแผดเสียงคำรามด้วยความตกใจสุดขีด พยายามยกกระบี่กระดูกขึ้นต้านรับ
ทว่า... สายเกินไปเสียแล้ว
กระบี่ของเย่เฉินฟันลงมาดั่งสายฟ้าฟาดจากสรวงสวรรค์ ไร้ซึ่งช่องโหว่ ไร้ซึ่งความปรานี มีเพียงความเด็ดเดี่ยวและสัจธรรมแห่งวิถีกระบี่ที่เหนือล้ำกว่าผู้ใดในใต้หล้า
*ฉับพลันนั้นเอง...*
ท่ามกลางแสงสว่างเจิดจ้าที่กลืนกินทุกสิ่ง เงาร่างลึกลับอีกสายหนึ่งก็พุ่งทะลวงผ่านม่านพลังโลหิตเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง กระบี่สีดำสนิทเล่มหนึ่งจ่อเข้าที่ลำคอของเย่เฉินจากด้านหลังโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว น้ำเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็งสลักดังขึ้นข้างหู
"เย่เฉิน... เจ้าประมาทเกินไปแล้วกระมัง"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่เส้นทางเซียนไปกับ "เซียนสุราเมามาย" แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์•ตอนที่ 33
ราชלבมารโลหิตปรากฏกาย
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!