"ครืน..."
เสียงอสนีบาตคำรามก้องฟ้า ทว่าไม่ได้มาจากหมู่เมฆเบื้องบน หากแต่สะท้อนออกมาจากร่างของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่ก้าวเท้าเหยียบย่างเข้าสู่ประตูใหญ่แห่งสำนักกระบี่เมฆา
เงาร่างของเย่เฉินปรากฏขึ้นท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงนับร้อยคู่ กลิ่นอายโลหิตและไอสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาราวกับเพิ่งเดินลุยมาจากขุมนรกโลกันตร์ มือขวาของเขาลากกระบี่เหล็กดำสนิทที่อาบย้อมไปด้วยคราบเลือดสีม่วงเข้มของอสูรบรรพกาล ทิ้งรอยแผลลึกยาวบนพื้นศิลาอันศักดิ์สิทธิ์ของสำนักอย่างไร้ความเกรงกลัว
"นั่น... นั่นมันซากอะไรกัน?"
เสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นจากกลุ่มศิษย์สายในที่ยืนออกันอยู่ลานฝึกยุทธ์ สิ่งที่เย่เฉินแบกไว้บนบ่ามิใช่แค่ซากอสูรธรรมดา แต่มันคือ "ราชันพยัคฆ์เพลิงทมิฬ" สัตว์อสูรระดับนภาขั้นสูงที่แม้แต่ผูอาวุโสบางท่านยังต้องไว้เชิงยามเผชิญหน้า ทว่าบัดนี้ ศิษย์สายในขั้นต่ำที่ทุกคนต่างตราหน้าว่าเป็น "ขยะไร้ค่า" กลับเป็นผู้เด็ดหัวมันมาโยนกองแทบเท้าศาลเจ้าบรรพกาลด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เย่เฉินหรี่ตาลง รอยยิ้มจางหายไปจากใบหน้า เหลือเพียงแววตาดุดันคมกราบดั่งกระบี่ที่เพิ่งชักออกจากฝัก "มู่หรงเฟิง... ดูท่าสุนัขรับใช้เช่นเจ้า คงจะร้อนใจอยากลองคมกระบี่ของข้าเสียแล้วกระมัง"
สิ้นเสียงอันราบเรียบแต่ทรงพลังนั้น บรรยากาศรอบบริเวณพลันเย็นยะเยือกราวกับถูกแช่แข็งด้วยลมปราณอันล้ำลึก หลิวชิงหลันซึ่งยืนสงบนิ่งอยู่บนระเบียงหยกขาว นางปรายตามองเย่เฉินด้วยแววตาที่ฉายประกายระยิบระยับยากจะหยั่งถึง ภายใต้ความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งเก้าสวรรค์ หัวใจของนางกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง บุรุษผู้นี้... ไม่เคยทำให้ความคาดหวังของนางต้องสูญเปล่าเลยแม้แต่น้อย
"เย่เฉิน! เจ้าสามห้าวเกินไปแล้ว!"
เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวพุ่งแหวกอากาศเข้ามา พร้อมกับการปรากฏตัวของมู่หรงเฟิง ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งศิษย์สายใน ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความริษยาและโทสะ เส้นเอ็นที่ขมับปูดโปน รังสีปราณกระบี่พรั่งพรูออกจากร่างจนเกิดเป็นเสียงลมกรีดร้องแหลมคม
มู่หรงเฟิงกวาดสายตามองซากราชันพยัคฆ์เพลิงทมิฬด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ ในใจของมันร้อนรุ่มดั่งถูกไฟสุม ภารกิจนี้มันตั้งใจส่งเย่เฉินไปตายในหุบเขาอสูรกลืนวิญญาณ เหตุใดไอ้สวะนี่จึงรอดกลับมาได้ แถมยังสร้างผลงานสะท้านฟ้าเช่นนี้ขึ้นมาอีก!
"สามห้าวหรือ?" เย่เฉินแค่นเสียงหัวسخرةในลำคอ ดวงตาคมปลาบจับจ้องไปยังมู่หรงเฟิงราวกับพญาอินทรีย์กำลังมองเหยื่อตัวน้อย "ข้าเพียงแค่นำของฝากเล็กๆ น้อยๆ กลับมาฝากสำนัก เหตุใดศิษย์พี่ใหญ่ถึงต้องหน้าดำคร่ำเครียดราวกับบิดามารดาตายจากเช่นนั้นเล่า หรือว่า... ของขวัญชิ้นนี้ไม่ถูกใจเจ้า?"
"เจ้าเด็กสารเลว! อย่าคิดว่าสะือกซากอสูรโง่ๆ กลับมาได้ตัวคนเดียวแล้วจะกล้าอาจหาญต่อหน้าข้า!" มู่หรงเฟิงสะบัดมือ พลังกระบี่เมฆาพุ่งทะยานออกมาจากฝักข้างกาย รัศมีสีขาวโพลนเจิดจ้าบาดตา แผ่แรงกดดันระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แบบกดทับลงมายังร่างของเย่เฉินทันที "วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้รู้สำนึกว่า ระหว่างฟ้ากับเหว... มันต่างกันเช่นไร!"
ศิษย์สายในรอบด้านต่างพากันถอยร่นด้วยความหวาดกลัว แรงกดดันระดับนี้เพียงพอที่จะบดขยี้กระดูกของศิษย์ทั่วไปให้แหลกละเอียดได้ในพริบตา ทว่าเย่เฉินกลับยืนหยัดอย่างมั่นคงราวกับขุนเขาไท่ซาน ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มกวนประสาท ไม่มีความหวาดกลัวเจืออยู่ในแววตานั้นแม้แต่น้อย
"ฟ้ากับเหวหรือ?" เย่เฉินก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบ พร้อมกับลมปราณบรรพกาลสีทองอร่ามที่ระเบิดออกจากจุดตันtianอย่างไร้การปิดบัง "น่าเสียดาย... ที่ตัวเจ้าในสายตาข้า แม้แต่ฝุ่นธุลีใต้เท้าเหยียดยังมิอาจเทียบได้!"
*ตูม!*
คลื่นพลังทั้งสองปะทะกันกลางอากาศจนเกิดเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกแผ่ขยายเป็นวงกว้างจนศิลาใต้เท้าแตกร้าวเป็นทางยาว หลิวชิงหลันขยับกายเพียงเล็กน้อยเพื่อสร้างม่านพลังคุ้ม
กันไม่ให้เศษหินกระเด็นโดนร่างของนาง นางยังคงจ้องมองการเผชิญหน้านั้นด้วยความสนใจใคร่รู้ว่า เย่เฉินจะใช้กระบวนท่าใดในการสยบความเย่อหยิ่งของมู่หรงเฟิงในครั้งนี้
มู่หรงเฟิงเห็นว่าการกดดันด้วยลมปราณไม่ได้ผล สีหน้าของมันยิ่งฉายแววดุร้าย มันประสานอินทราชา พลังกระบี่นับพันสายควบแน่นกลายเป็นพายุหมุนพุ่งเข้าใส่เย่เฉินในพริบตา "กระบี่เมฆาผ่าสวรรค์!"
กระบวนท่าอันเป็นชื่อเสียงของสำนักถูกแผดเผาออกมาจนสุดกำลัง หมายจะปลิดชีพเย่เฉินในกระบี่เดียวเพื่อรักษาหน้าตาและศักดิ์ศรีของยอดฝีมืออันดับหนึ่ง
เย่เฉินหรี่ตาลง รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏชัดเจนที่มุมปาก มือขวาเอื้อมไปกุมด้ามกระบี่เหล็กดำแน่นในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่ของมู่หรงเฟิงจ่ออยู่ตรงหน้าผาก
"วิชากระบี่ของสำนักเจ้า... มันช่างตื้นเขินเสียจนข้าขี้เกียจจะสั่งสอน"
เย่เฉินพึมพำเบาๆ ราวกับเสียงกระซิบของมัจจุราช ก่อนที่เขาจะชักกระบี่ออกจากฝักด้วยความเร็วที่แม้แต่สายตาของผู้อาวุโสบางท่านยังจับภาพไม่ทัน!
ประกายแสงสีดำสนิทตัดผ่านความว่างเปล่าอย่างไร้ร่องรอย ทว่าในวินาทีต่อมา เสียงกระบี่หักสะบั้นก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างของมู่หรงเฟิงที่แข็งค้างกลางอากาศ ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดขณะที่เส้นผมบนศีรษะค่อยๆ หลุดร่วงลงทีละเส้น... และบนลำคอของเขาก็ปรากฏรอยเลือดบางเฉียบเส้นหนึ่ง
ทว่า ก่อนที่มู่หรงเฟิงจะได้ล้มลงสิ้นสติ พื้นดินเบื้องล่างสำนักกระบี่เมฆากลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสพลันเปลี่ยนเป็นสีเลือดในพริบตา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นดังก้องมาจากห้วงมิติที่ฉีกขาดออกเบื้องบน—
*ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับวิถีกระบี่อันไร้ขอบเขตของเย่เฉินนะครับ*
เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์•ตอนที่ 12
กลับสำนักพร้อมผลงานสะท้านฟ้า
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!