เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า•ตอนที่ 37

ความลับใต้เพดาน

ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
“คุณกวินคะ... บนนั้น มันไม่ได้มีแค่ฝุ่นกับหยากไย่หรอกนะคะ” เสียงกระซิบแหบพร่าของยายจันทร์ลอยมาปะทะโสตประสาท ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงสลัวจากเปลวเทียนเล่มเดียวในห้องโถงชั้นล่างของเรือนไม้สักเก่า กวินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สัมผัสเย็นเยียบที่ต้นคอยังคงเตือนให้รู้ว่า บรรยากาศรอบตัวในยามวิกาลนี้ไม่ได้โดดเดี่ยวอย่างที่ตาเห็น สายตาของทนายหนุ่มจ้องมองรอยแยกบนเพดานไม้สีดำทะมึนเบื้องบน ซึ่งมีคราบสีน้ำตาลคล้ายสนิม—หรือบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกว่านั้น—ซึมหยดลงมาเป็นทางยาว กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยคละคลุ้งจนน่าคลื่นไส้ กวินยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม เขาถือคบไฟในมือซ้าย ส่วนมือขวาเอื้อมไปจับบันไดลิงเก่าคร่ำคร่าที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งยามน้ำหนักกดทับ “ยายมั่นใจนะว่าเราต้องขึ้นไป” กวินถาม เสียงของเขาแหบแห้งและสั่นเทาเล็กน้อย แม้พยายามคุมน้ำหนักเสียงให้ราบเรียบที่สุดเพื่อรักษามาดของนักกฎหมายผู้ไม่เชื่อเรื่องงมงาย แต่หัวใจข้างในกลับเต้นรัวราวกับกลองเพล “ถ้าคุณไม่อยากให้วิญญาณพ่อแม่ของคุณต้องติดอยู่ในวังวนแห่งความเจ็บปวดนี้ไปชั่วนิรันดร์ ก็จงขึ้นไปดูด้วยตาตัวเองค่ะคุณกวิน...” ยายจันทร์กล่าวตอบโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง แกIแก่ชรากำลังนั่งพึมพำคาถาภาษาโบราณพร้อมกับโปรยข้าวสารเสกวนรอบฐานบันได มือที่เหี่ยวย่นสั่นเทาตามแรงศรัทธาและอายุขัย กวินสูดหายใจเข้าลึก, กลิ่นเน่าเฟะของกาลเวลาและความตายแทรกซึมเข้าสู่ปอด เขาไม่มีทางถอยหลังกลับได้อีกแล้ว ปมในอดีตเกี่ยวกับการตายปริศนาของบุพการีเมื่อหลายสิบปีก่อนผูกมัดเขาไว้กับเรือนหลังนี้แน่นหนายิ่งกว่าโซ่ตรวน ก้าวแรกบนขั้นบันไดไม้ผุพังดังลั่น กวินปีดป่ายขึ้นสู่ความมืดเบื้องบนอย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวเหมือนการเดินอยู่บนปากเหวแห่งความตาย อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ลมหายใจของเขาพ่นออกมาเป็นไอสีขาวจางๆ ทั้งที่อากาศข้างนอกอบอ้าว เมื่อศีรษะพ้นขอบพื้นเพดานชั้นบน กวินยกคบไฟขึ้นส่องกราดไปทั่วบริเวณ กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงพุ่งเข้ากระแทกจมูกจนเขาเกือบอาเจียน พื้นห้องใต้เพดานเต็มไปด้วยเศษไม้ผุและหยากไย่หนาทึบ แต่สิ่งที่ทำให้สติของทนายหนุ่มแทบหลุดลอย คือภาพตรงหน้า... กลางห้องมืดทึบ มีร่างมนุษย์ที่แห้งกรังจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก นั่งขัดสมาธิอยู่บนเสื่อกกเก่าๆ ที่เปรอะเปื้อนคราบสีดำคล้ำ ร่างนั้นหันหลังให้ แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ เส้นผมสีดำสนิทและยาวสลวยนับร้อยเส้น ถูกถักทอและตอกยึดตรึงติดกับคานไม้ด้านบนด้วยตะปูสังฆวานขนาดใหญ่ ร่างไร้วิญญาณนั้นถูก “ตรึง” ไว้กับโครงสร้างของเรือน มิให้ไปผุดไปเกิด “หลวงตาเมฆเตือนแล้วนะ... ว่าอย่าฝืนรื้อถอนอาคมสายดำนี้ด้วยกำลังของตัวเอง” เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังขึ้นจากด้านล่าง ทำให้กวินสะดุ้งสุดตัวจนเกือบพลัดตกจากช่องเพดาน หลวงตาเมฆก้าวเข้ามาในแสงเทียน สีหน้าของพระภิกษุดูเคร่งเครียดและกังวลอย่างเห็นได้ชัด ในมือของท่านถือสายสิญจน์ม้วนใหญ่และบาตรน้ำมนต์ที่ส่งกลิ่นหอมของดอกไม้ยา “หลวงตา! ท่านมาได้ยังไงครับ?” กวินร้องถามด้วยความตกใจ “อาตมานิมิตเห็นจิตของคุณกำลังจะขาดผึ่ง จึงรีบมา... ลงมาเสียเถอะคุณกวิน การปลดปล่อยดวงวิญญาณที่ถูกจองจำด้วยอาคมผูกพยาบาทเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้เพียงแค่ความกล้า” หลวงตาเมฆเอ่ยเตือนด้วยความเมตตา แต่แววตาของพระเถระกลับจับจ้องไปยังร่างที่อยู่ใต้เพดานไม่วางตา กวินหันกลับไปมองร่างที่ถูกตรึงอีกครั้ง ด้วยแสงสว่างจากคบไฟที่วูบไหว เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่า บริเวณแผ่นหลังของศพโบราณนั้น มีรอยสักอักขระขอมโบราณสีแดงฉานเขียนทับถมกันเป็นชั้นๆ ลายเส้นเหล่านั้นดูราวกับยังมีชีวิต มันกำลัง “เต้นตุบๆ” ราวกับชีพจรของมนุษย์ที่ยังคงหายใจอยู่ใต้ผิวหนังแห้งกรัง “แต่นี่คือเบาะแสเดียวเกี่ยวกับฆาตกรที่ฆ่าพ่อแม่ผมนะหลวงตา!” กวินโต้กลับ ความโกรธและความแค้นที่สะสมมานานนับปีเริ่มแผดเผาความกลัวในใจ “ไม่ใช่แค่ฆาตกรหรอกค่ะคุณกวิน...” เสียงแหบพร่าของยายจันทร์แทรกขึ้นมาจากมุมมืดของบันได น้ำเสียงของหญิงชราเปลี่ยนไปจนผิดคาด มันเยียบเย็นและไร้อารมณ์ “แต่เขากำลังรอให้คุณเดินเข้ามา ‘ทำลาย’ ผ้ายันต์ผืนสุดท้าย เพื่อที่เขาจะได้เป็นอิสระต่างหากล่ะคะ” กวินขมวดคิ้วแน่น “หมายความว่ายังไง?” “หมายความว่า... คนที่ฆ่าพ่อแม่คุณ ไม่ใช่คนแปลกหน้า ณ ที่แห่งนี้หรอกค่ะ” ยายจันทร์เงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นรอยยิ้มบิดเบี้ยวที่มุมปาก ดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นไม่มีแววตาของมนุษย์หลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความว่างเปล่าสีดำสนิท ทันใดนั้นเอง ตะปูสังฆวานตัวใหญ่ที่ตรึงเส้นผมของศพไว้กับคานไม้ ก็หลุดออกเองทีละตัว... ทีละตัว... เสียงเหล็กเสียบเนื้อไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดบาดแก้วหู ร่างที่เคยแห้งสนิทเริ่มขยับไหว หัวกระโหลกค่อยๆ หันกลับมาด้านหลังอย่างช้าๆ พร้อมกับเสียงกระดูกลั่นกรอบ และก่อนที่กวินจะทันได้หนี ดวงตาสสีแดงก่ำคู่นั้นก็เบิกโพรงจ้องมองตรงมาที่เขา พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบแห้งที่ดังสะท้อนก้องอยู่ในหัวของทนายหนุ่ม— “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... ลูกพ่อ” ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดไปกับเสียงกระซิบยามดึกในคืนนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%