อัลกอริทึมรักสะดุดใจของนายวิศวกรสายคูล•ตอนที่ 4

มื้อค่ำที่ไม่ได้นัดหมาย

ผลงานโดย น้ำผึ้งหยดแรก
“ถ้าคุณยังดึงดันจะแก้โค้ดโมดูลนี้ด้วยลอจิกแบบเดิม ทีมเราคงได้อยู่เคาท์ดาวน์ปีใหม่กันที่หน้าจอออฟฟิศนี้จริงๆ แน่ค่ะ คุณธันวา” เสียงถอนหายใจยาวนานดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัดของห้องประชุมชั้นสิบห้า แสงไฟสีขาวนวลจากหลอด LED สะท้อนลงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์พกพา แสดงผลกราฟฟิกสถานะการทำงานของระบบ AI ที่กำลังพุ่งทะยานเกินขีดจำกัด รินรดาขยับแว่นกรองแสงสีฟ้าเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่นั้นฉายแววเหนื่อยล้าแต่ยังคงประกายความดื้อรั้นเอาไว้เต็มเปี่ยม นิ้วเรียวเล็กเคาะลงบนโต๊ะไม้โอ๊กเบาๆ เป็นจังหวะเพื่อกดดันชายหนุ่มผู้ นั่งไขว่ห้างกอดอกนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ธันวาปรายตามองโค้ดบรรทัดปัญหาบนหน้าจอ แววตาภายใต้กรอบแว่นโลหะดูเยือกเย็นและคำนวณผลลัพธ์ในใจอย่างรวดเร็ว เขายังคงรักษาท่าทีสุขุมราวกับหุ่นยนต์ แม้ว่าเข็มนาฬิกาบนผนังจะล่วงเลยเข้าสู่เวลาเที่ยงคืนสิบห้านาทีแล้วก็ตาม “ลอจิกเดิมไม่ได้มีปัญหา รินรดา” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ ไร้ความลังเล “ปัญหาอยู่ที่ตัวแปรภายนอกที่คุณใส่เข้ามาต่างหาก มันทำให้ระบบประเมินผลล่าช้าไป 0.4 มิลลิวินาที ซึ่งในระดับสถาปัตยกรรมระบบที่เรากำลังสร้าง มันยอมรับไม่ได้” “0.4 มิลลิวินาทีเนี่ยนะที่คุณเอามาเป็นข้ออ้าง?” รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความหมั่นไส้ “คุณนี่มันโรคจิตเรื่องความสมบูรณ์แบบไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ สมแล้วล่ะที่สมัยโอลิมปิกคุณเคยกวาดเหรียญทองมาครองอย่างไร้พ่าย... แต่บอกไว้ก่อนนะคะ ว่านี่ไม่ใช่สนามสอบแข่งขัน ที่นี่คือโลกจริง และระบบของเรากำลังจะถูกทดสอบความเสถียรจากฝั่งของคีย์ในสัปดาห์หน้า ถ้าคุณยังมัวแต่สนใจเศษเสี้ยววินาทีจนมองข้ามภาพรวม UX ที่ผู้ใช้งานจริงต้องเจอ ฉันเกรงว่าโปรเจกต์นี้คงพังไม่เป็นท่าแน่” ชื่อของ ‘คีย์’ ลอยเคว้งขึ้นมาในอากาศ ราวกับสร้างแรงดันบรรยากาศให้รอบตัวลดต่ำลงทันที ธันวาชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าของเขาเรียบสนิทจนเดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่สันกรามที่ขบเข้าหากันแน่นพอกล่าวเป็นนัยว่า ชื่อนี้ไม่ใช่เรื่องน่ารื่นรมย์เลยสักนิดสำหรับการทำงานล่วงเวลาข้ามคืนเช่นนี้ ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงพัดลมระบายอากาศของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ยังคงคำรามเบาๆ รินรดาลอบมองใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่ม ภายใต้แสงไฟสลัว ธันวาดูราวกับรูปสลักหินอ่อนที่ไร้ซึ่งความรู้สึก แต่เธอก็รู้ดีว่าภายใต้เกราะป้องกันที่หนาเตอะนั้น เขากำลังทุ่มเทสมองทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหาที่ค้างคาอยู่เช่นเดียวกับเธอ ท้องของรินรดาเกิดส่งเสียงร้องโครกคราออกมาเบาๆ ในความเงียบสงัดนั้นเอง ใบหน้าเนียนใสขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความอับอายทันที เธอยกมือขึ้นจับผมปรกหน้าผากแก้เก้อ พยายามทำเป็นไม่สนใจเสียงประท้วงจากกระเพาะอาหารของตัวเอง แต่ธันวากลับหันขวับมามองด้วยหางตา ริมฝีปากหยักได้รูปกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย—รอยยิ้มบางเบาที่หาดูได้ยากยิ่ง “เสียงเมื่อครู่... คงไม่ใช่เสียงเตือนจากระบบ AI หรอกมั้งคะ” ธันวาเอ่ยแซłด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงแววขบขันจางๆ “ก็เพราะใครล่ะคะที่ลากฉันให้นั่งจดจ่ออยู่หน้าจอจนเลยเวลาอาหารค่ำมาสามชั่วโมงเต็ม” รินรดาเชิดหน้าขึ้นเถียงทันควัน แม้แก้มจะร้อนผ่าวด้วยความเขินอาย “ถ้าคุณฉลาดนัก ทำไมไม่คำนวณล่ะคะว่าพนักงานที่อดนอนและอดข้าว จะมีประสิทธิภาพในการทำงานลดลงกี่เปอร์เซ็นต์” ธันวาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะปิดฝาแล็ปท็อปของตัวเองลง เสียงดัง *พัป* สะท้อนก้องห้องประชุม เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายสูงโปร่งภายใต้เสื้อเชิ้ตพับแขนขยับตัวหยิบกระเป๋าเอกสารและกุญแจรถขึ้นมา “หยุดพักสมองสิบห้าวินาที แล้วเดินตามผมมา” “ห๊ะ? จะไปไหนคะ งานยังไม่...” “ถ้าไม่อยากให้สมองของคุณหยุดทำงานไปซะก่อน ก็เดินมาเถอะน่า” ธันวาเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงที่ไม่อณุญาตให้ปฏิเสธ ก่อนจะหันหลังเดินนำออกไปจากห้องประชุม รินรดากะพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงง แต่สัญชาตญาณและความหิวก็สั่งให้เธอลุกขึ้นคว้ากระเป๋าแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปทันที ลิฟต์โดยสารพาพวกเขาลงมาสู่ชั้นล่างสุดของตึกระฟ้าใจกลางเมือง ยามวิกาลเช่นนี้ ถนนเบื้องล่างเงียบสงบกว่ายามปกติ แสงไฟจากป้ายนีออนและไฟถนนสะท้อนกับพื้นเปียกชื้นจากละอองฝนที่เพิ่งหยุดตกไปไม่นาน กลิ่นอายความชื้นของดินและไอฝนลอยอบอวลอยู่ในบรรยากาศยามดึกที่ให้ความรู้สึกสงบแปลกตา รินรดากวาดสายตามองไปรอบตัวด้วยความแปลกใจ เมื่อพบว่าธันวากำลังเดินนำเธอไปยังร้านบะหมี่รถเข็นริมทางเจ้าเก่าแก่ ตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ห่างจากตึกบริษัทไปเพียงสองบล็อก ป้ายไฟสีส้มสลัวๆ ส่องกระทบหม้อต้มน้ำซุปที่ยังคงมีไอพวยพุ่งขึ้นฟ้า ท่ามกลางโต๊ะพลาสติกสีแดงที่ว่างเปล่าไร้ผู้คน “ร้านนี้เนี่ยนะ?” รินรดาอุทานออกมาเบาๆ ขณะยืนกอดอกมองสภาพร้าน “คุณเป็นถึงหัวหน้าทีมวิศวกรซอฟต์แวร์ระดับท็อปของบริษัท แต่พาฉันมาร้านบะหมี่ข้างทางตอนตีหนึ่งเนี่ยนะคะ?” ธันวาหันกลับมามองเธอ นัยน์ตาคมกริบสะท้อนแสงไฟสีส้มอบอุ่น “ทำไมล่ะครับ... หรือคุณรินรดา คุณหนูผู้รักความสมบูรณ์แบบ กลัวว่าอาหารข้างทางจะทำให้โค้ดในหัวของคุณรวนหรือไง” “ฉันไม่ได้รวนเรื่องโค้ดค่ะ แต่แค่แปลกใจว่าคนอย่างคุณรู้จักร้านแบบนี้ด้วย” รินรดาย่นจมูกใส่ ก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลาสติกฝั่งตรงข้ามเขาอย่างจำยอม กลิ่นหอมกรุ่นของน้ำซุปกระดูกหมูเคี่ยวเค็มๆ หวานๆ ลอยมาเตะจมูกทันทีที่หญิงชราเจ้าของร้านเดินมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มใจดี ธันวาสั่งบะหมี่น้ำใสพิเศษไม่ใส่ผักชีอย่างคล่องแคล่ว ผิดวิสัยชายหนุ่มผู้เคร่งขรึม ราวกับว่าเขาเป็นลูกค้าประจำของที่นี่ รินรดาจึงสั่งบะหมี่แห้งต้มยำบ้างตามความเผ็ดร้อนที่เธอโหยหาในยามนี้ ระหว่างรออาหาร ทั้งคู่ต่างตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความอึดอัดกดดันเหมือนในห้องประชุม เป็นความเงียบที่เจือไปด้วยเสียงจิ้งจอกและเสียงลมพัดใบไม้ไหวเบาๆ รินรดาลอบมองใบหน้าของธันวาที่นั่งเท้าคางมองทิวทัศน์ริมถนน แววตาของเขาดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อไม่มีหน้าจอโค้ดเดอร์มากวนใจ “สมัยเด็กๆ...” จู่ๆ ธันวาก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ โดยไม่ละสายตาไปจากถนนเบื้องหน้า “แม่ผมเคยพามาทานบะหมี่ร้านนี้ ตอนที่ผมสอบได้คะแนนเต็มวิชาคณิตศาสตร์ติดต่อกันสามเทอม ท่านบอกว่านี่คือรางวัลสำหรับความพยายาม... แต่หลังจากนั้นมา ไม่ว่าผมจะทำได้ดีแค่ไหน รางวัลมันก็ถูกเปลี่ยนเป็นความคาดหวังที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนผมลืมไปเลยว่า รสชาติของความสุขในวัยเด็กมันเป็นยังไง” รินรดาสะดุดใจกับน้ำเสียงที่เจือความเปราะบางเล็กน้อยในประโยคสุดท้าย เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมคู่นั้น และพบร่องรอยของความโดดเดี่ยวที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนมาโดยตลอด “บางที...” รินรดาเอ่ยเสียงนุ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนเรียวปาก “การที่เราเติบโตมาเป็นคนคลั่งความสมบูรณ์แบบ ก็เพราะเราต่างพยายามวิ่งไล่ตามคำชมที่ขาดหายไปในอดีตล่ะมั้งคะ... แต่คุณไม่ต้องห่วงหراหรอกนะ คุณธันวา ในเมื่อตอนนี้เราอยู่ทีมเดียวกันแล้ว ฉันจะไม่ปล่อยให้คุณแบกรับความคาดหวังทั้งหมดไว้คนเดียวแน่ๆ ค่ะ” ธันวาหันขวับมามองเธอ ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยราวกับไม่คาดคิดว่าจะได้ยินประโยคนี้จากปากของผู้หญิงที่เคยเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของเขา หัวใจที่เคยด้านชาและถูกโปรแกรมให้ทำงานอย่างเป็นระบบมาตลอดชีวิต กลับรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟอ่อนๆ วิ่งผ่านจนจังหวะการเต้นสะดุดไปชั่วขณะ ก่อนที่บรรยากาศระหว่างทั้งสองจะลึกซึ้งไปมากกว่านั้น ชามบะหมี่ร้อนๆ ก็ถูกยกมาเสิร์ฟคั่นกลางพอดี ทั้งคู่ต่างหัวเราะออกมาเบาๆ ให้กับความบังเอิญและบรรยากาศที่เกือบจะดราม่าแต่ดันถูกตัดจบด้วยกลิ่นหอมของอาหารตรงหน้า พวกเขารับประทานมื้อค่ำที่ไม่ได้นัดหมายนั้นด้วยกันอย่างเงียบสงบ ท่ามกลางไออุ่นของชามบะหมี่และแสงไฟสลัวยามวิกาล ความสัมพันธ์ที่เคยมีแต่รอยต่อและแรงเสียดทาน ค่อยๆ ถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันทีละน้อยอย่างไม่รู้ตัว รินรดาก้มหน้าตักเส้นบะหมี่เข้าปาก โดยไม่ทันสังเกตเห็นหน้าจอสมาร์ทโฟนของธันวาที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งสว่างวาบขึ้นมาอย่างกะทันหันพร้อมกับข้อความแจ้งเตือนสีแดงฉานจากระบบรักษาความปลอดภัยของบริษัท— *[ALERT: SSS-LEVEL SECURITY BREACH DETECTED]* *[UNAUTHORIZED ACCESS FROM IP ADDRESS: 192.168.1.X - USER: KEY]* *[CRITICAL WARNING: THE CORE DATABASE IS CURRENTLY BEING DOWNLOADED]* ธันวาชะงักมื้อที่กำลังคีบเส้นบะหมี่ ดวงตาคมกริบหรี่ลงทันที รังสีความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกจากตัวเขาราวกับน้ำแข็งขั้วโลก เขาวางตะเกียบลงช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับรินรดาที่กำลังเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความสงสัย “รินรดา...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียดที่สุดเท่าที่เธอเคยได้ยินมา “ดูเหมือนว่า... คีย์ จะไม่ได้รอให้ถึงสัปดาห์หน้าอย่างที่เราคิดแล้วล่ะครับ” (ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครมา ณ ที่นี้นะคะ)
สารจากนักเขียน (น้ำผึ้งหยดแรก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมรักสะดุดใจของนายวิศวกรสายคูล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%