เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารหนาปึ้กดังสะท้อนก้องห้องประชุมกระจกใสชั้นสี่
"ถ้าพวกคุณยืนกรานจะทุบผนังปูนเปลือยฝั่งทิศตะวันออกทิ้งทั้งหมดเพื่อเอาสเปซวางเครนกล้อง ผมคงต้องขออนุญาตพับโปรเจกต์นี้เก็บใส่ลิ้นชัก แล้วเชิญทางกองถ่ายไปหาสถานที่อื่นแทนครับ คุณรสา"
น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบแต่วาจาเชือดเฉือนของกรวีร์ดังขึ้นทันทีที่ร่างโปร่งบางในชุดสูทเข้ารูปหย่อนตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม รสาตวัดสายตาคมกริบมองสถาปนิกหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเคี่ยวและหวงผลงานยิ่งกว่าจงอางหวงไข่ เธอยกมุมปากขึ้นนิดเป็นเชิงเยาะหยันก่อนจะดึงแท็บเล็ตคู่ใจมาวางกระแทกโต๊ะเสียงดังไม่แพ้กัน
"พูดให้มันมันฟังดูรื่นหูกว่านี้หน่อยสิคะคุณสถาปนิก หรือว่าคลังคำศัพท์ในหัวคุณมีแต่คำว่า 'ไม่ได้' กับ 'เป็นไปไม่ได้' เคลื่อนไหวสมองหน่อยไหมคะว่านี่มันกองถ่ายหนังโฆษณา ไม่ใช่วัดพระแก้วจะได้แตะต้องอะไรไม่ได้เลย!" รสาโต้กลับทันควัน นัยน์ตาสองคู่ปะทะกันกลางอากาศราวกับมีประกายไฟแลบแปล๊บ
บรรยากาศในห้องประชุมเครียดขมุกขมัวจนธนัตถ์ที่นั่งเป็นคนกลางถึงกับต้องยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองเบาๆ พลางส่งยิ้มแห้งๆ เป็นเชิงไกล่เกลี่ย แต่ดูเหมือนคู่กรณีทั้งสองจะไม่มีใครสนใจอุณหภูมิรอบตัวที่กำลังพุ่งสูงขึ้นเลยสักนิด
กรวีร์ไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองต่อวาจาท้าทายนั้น ชายหนุ่มเพียงแค่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังราคาแพง แขนแกร่งยกขึ้นกอดอก สายตาคมกวาดมองผู้จัดการกองถ่ายสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยท่าทีประเมินค่า ซึ่งรสาเกลียดท่าทางแบบนั้นเข้าไส้
"ผมไม่ได้บอกว่าแตะต้องไม่ได้ แต่ผมกำลังเตือนสติคุณว่าโครงสร้างรับน้ำหนักของอาคารหลังนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการอยู่อาศัยและการทำงานเชิงศิลปะ ไม่ใช่สนามเด็กเล่นให้ทีมโปรดักชันของคุณมาวิ่งไล่รื้อผนังตามใจชอบ" กรวีร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ ยิ่งอีกฝ่ายหัวเสียเท่าไหร่ เขากลับยิ่งนิ่งและสุขุมขึ้นเท่านั้น ซึ่งมันคือกำแพงชั้นดีที่คอยกวนประสาทรสาให้เดือดพล่าน
"แล้วที่คุณออกแบบทางเดินแคบๆ บ้าๆ นี่มาล่ะคะ? จะให้ตากล้องแบกอุปกรณ์น้ำหนักสามสิบกิโลเดินผ่านช่องแมวดิ้นตายแบบนั้นเนี่ยนะ? ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา คุณจะรับผิดชอบไหวเหรอ หรือว่าจะเอาหน้าหล่อๆ ของคุณมาเซ็นชื่อค้ำประกันความปลอดภัยให้กองถ่ายเรา?" รสาใช้นิ้วเรียวเคาะลงบนแปลนพิมพ์เขียวตรงหน้า เน้นย้ำทุกพยางค์ด้วยความหงุดหงิด
กรวีร์ก้มมองรอยนิ้วมือที่จงใจจิ้มลงบนจุดที่เขาใช้เวลาออกแบบร่วมสามวัน สถาปนิกหนุ่มถอนหายใจยาวพรืด ยอมโน้มตัวไปข้างหน้า ข้อศอกทั้งสองข้างวางทศบนโต๊ะประชุม โน้มใบหน้าเข้าใกล้หญิงสาวอีกนิดจนได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ลอยแตะจมูก
"ทางเดิน 'แคบๆ บ้าๆ' ที่คุณว่า... คือพื้นที่ที่ผมคำนวณเรื่องแสงเงาและทิศทางลมธรรมชาติมาแล้วอย่างแม่นยำที่สุด เพื่อให้ภาพยนตร์โฆษณาของคุณออกมาดูมีมิติและแพงสมราคาคุยไงครับ" กรวีร์ลดเสียงลงต่ำ จงใจกระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคน "แต่ถ้าสมองส่วนครีเอทีฟของคุณมันประมวลผลเรื่องสุนทรียภาพไม่ทัน ผมยินดีจะอธิบายให้ฟังแบบเด็กอนุบาล... เอาไหมล่ะครับ?"
รสาแทบจะลุกขึ้นไปกระชากคอเสื้อคนปากเสียให้รู้แล้วรู้รอด เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ปากบางอ้าออกเตรียมจะสวนกลับด้วยชุดคำพูดที่แสบสันยิ่งกว่า แต่จังหวะนั้นเองกรวีร์กลับเลื่อนแท็บเล็ตของเธอมาใกล้ตัวเขามากขึ้น นิ้วเรียวยาวกดสไลด์หน้าจอโชว์ภาพจำลองสามมิติที่เขาเพิ่งแก้เสร็จเมื่อคืน
ดวงตากลมโตชะงักกึก คำด่าที่เตรียมไว้กลืนหายลงคอไปทันที
ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอไม่ใช่การทุบผนังทิ้งอย่างที่เธอกลัว แต่เป็นระบบรางเลื่อนไฮดรอลิกซ่อนรูป ที่สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่โล่งให้กลายเป็นทางเดินกว้างสำหรับกล้องตัวใหญ่ได้ในพริบตา โดยไม่ต้องทำลายโครงสร้างเดิมแม้แต่น้อย แถมยังดูสวยงามล้ำสมัยเข้ากับคอนเซปต์โฆษณาเป๊ะๆ ชนิดที่เธอเองก็คิดไม่ถึง
รสาเงยหน้าขึ้นมองสถาปนิกหนุ่มอย่างตกตะลึง ปากที่เคยอ้าจะเถียงอ้าค้างอยู่แบบนั้น
"ผมแก้ให้ตั้งแต่ก่อนที่คุณจะเดินมาอาละวาดที่ชั้นบนเมื่อวานซืนแล้วครับ..." กรวีร์พูดเบาๆ สายตาที่มองมามีความอ่อนโยนแวบผ่านเข้ามาเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาเรียบเฉยตามเดิม "ผมเกลียดคนทำงานไม่มีเหตุผล... แต่เกลียดคนที่ตัดสินคนอื่นโดยไม่ดูข้อมูลให้ดีมากกว่า"
รสาหน้าชาวาบ ความโกรธเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความจำนนอย่างน่าหงุดหงิด เธอเม้มปากแน่น หลบสายตาวาววับคู่นั้นด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่ตีรวนอยู่ในอก ทั้งหมั่นไส้ ทั้งทึ่ง และ... หัวใจที่เต้นผิดจังหวะอย่างไร้เหตุผล
ธนัตถ์ที่นั่งเงียบมานานแอบอมยิ้มกริ่ม รีบกระแอมไอแล้วเอ่ยทำลายความเงียบ "เอ่อ... ในเมื่อตกลงกันได้ด้วยดีแล้ว งั้นเรามาเซ็นอนุมัติตามแบบนี้เลยดีไหมครับ จะได้เริ่มเซ็ตอัพกองสักที"
รสายังไม่ทันได้เอ่ยปากตอบรับหรือปฏิเสธ ประตูห้องประชุมบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้รมารยาท ร่างสูงโปรดปรานของนายแบบหนุ่มชื่อดังประจำโปรเจกต์ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มพราวเสน่ห์ ก่อนจะโน้มตัวลงมาหาผู้จัดการกองถ่ายสาวอย่างสนิทสนมเกินงาม
"รสาครับ ชุดที่ทางสไตลิสต์เตรียมให้ผมลองข้างล่างดูแปลกๆ นะ ว่าแต่... เย็นนี้ว่างไหมครับ ผมจำได้ว่ามีร้านอาหารเปิดใหม่บรรยากาศดีมาก..."
บรรยากาศในห้องประชุมเปลี่ยนจากระอุด้วยอุณหภูมิความขัดแย้ง กลายเป็นเย็นเยียบขึ้นมาฉับพลัน กรวีร์ที่นั่งนิ่งสงบมาตลอด ค่อยๆ วางปากกาในมือลงช้าๆ เสียงโลหะกระทบกระจกดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบ สถาปนิกหนุ่มเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบที่เคยฉายแววเย้าแหย่เมื่อครู่ กลับแปรเปลี่ยนเป็นความมืดสนิทราวกับพายุที่กำลังก่อตัว
ทว่าก่อนที่กรวีร์จะทันได้เอยปากพูดอะไร รสากลับเป็นฝ่ายสะบัดหน้าหนีรอยยิ้มของนายแบบหนุ่มคนนั้น แล้วหันขวับมาสบตากับสถาปนิกหนุ่มที่กำลังนั่งหน้าตึงเป็นตูดทอด
หวังว่าเนื้อหาตอนนี้จะถูกใจรี้ดเดอร์ทุกท่านนะครับ ขอบคุณสำหรับการติดตามและกำลังใจที่มีให้เสมอมาครับ เมทริกซ์ซีโร่
สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้จัดการกองถ่ายสายดีไซน์•ตอนที่ 2
พิมพ์เขียวกับตารางเวลา
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้จัดการกองถ่ายสายดีไซน์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!