เซียนผู้ถูกลืมกับศิษย์พี่หญิงที่คอยตามรังควาน•ตอนที่ 30

การตัดสินใจครั้งสุดท้าย

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
ประกายแสงสีครามจากกุญแจหยกโบราณในมือของนาง สะท้อนเงาลงบนนัยน์ตาคู่คมที่ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความตื่นตระหนก “...ขอโทษทีนะ หลี่เฟย ประตูมิติเปิดออกได้ ก็เพราะกุญแจดอกนี้ต่างหากล่ะ” เสียงของเซียนจื่อหยวนยังคงก้องกังวานอยู่ท่ามกลางมหาศาลาอักขระสวรรค์ รอบกายของนางเวลานี้ถูกห่อหุ้มด้วยเขตอาคมโลหิตโบราณที่แผ่ไอความเย็นยะเยือกเสียดกระดูก พลังปราณระดับจักรพรรดิเซียนทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดจนมิติเบื้องบนบิดเบี้ยวเป็นรอยร้าวสีดำสนิท เบื้องหลังร่างระหงของนางคือประตูมิติที่เปิดอ้ากว้าง เผยให้เห็นห้วงสุญญากาศอันไร้ขอบเขต ที่ซึ่งพลังแห่งวิถีเซียนแท้จริงไหลเวียนอยู่ราวกับสายธารแห่งดวงดาว นั่นคือดินแดนบรรพกาลที่เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างไขว่คว้ามาตลอดชีวิต อำนาจที่สามารถควบคุมความเป็นตายของสรรพสิ่ง และอายุขัยที่ไร้จุดสิ้นสุด ทว่า เบื้องหน้าประตูบานนั้น ร่างของหลี่เฟยกลับยืนนิ่งสงบราวกับรูปสลักหินผา “เจ้าเลือกเส้นทางนี้จริงๆ หรือ... จื่อหยวน” น้ำเสียงของหลี่เฟยราบเรียบ ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว หรือแม้แต่ความตัดพ้อ มีเพียงความว่างเปล่าที่ลึกซึ้งดั่งก้นบึ้งของมหาสมุทร ทว่าภายในแววตานั้นกลับซ่อนคลื่นอารมณ์ที่รุนแรงประหนึ่งพายุสุริยะที่พร้อมแผดเผาทุกสิ่ง เซียนจื่อหยวนสะท้านเฮือก ร่างบางสั่นเทาเล็กน้อยยามเมื่อสบตาเข้ากับเขา นางกัดริมฝีปากจนห่อ1เลือด รสชาติเค็มปร่าคาวสนิมเหล็กแผ่ซ่านในช่องปาก หยดน้ำตาใสไหลรินอาบแก้มเนียนนุ่ม แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับงดงามและเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำค้างแข็งกลางเหมันตฤดู “ข้าไม่มีทางเลือก หลี่เฟย...” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางกระชับกุญแจในมือแน่น “สำนักกระบี่เหมันต์... อาจารย์... และวิถีเซียนที่ข้าแบกรับไว้ครึ่งชีวิต บังคับให้ข้าต้องเลือก หากปราศจากพลังของประตูมิติแห่งนี้ สำนักของเราจะต้องสูญสลายในทัณฑ์สวรรค์รอบหน้า... และเจ้า... เจ้าก็รู้ดีว่าพลังที่จะปิดผนึกประตูนี้ได้ มีเพียงหัวใจแห่งมหาเทพที่อยู่ในร่างของเจ้าเท่านั้น” ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงคำรามของสายฟ้าสีม่วงที่ฟาดผ่านยอดเขาไท่ซานด้านนอก ประดุจเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของสวรรค์ ในฐานะอดีตมหาเทพผู้กลับชาติมาเกิด หลี่เฟยย่อมรู้ดีกว่าผู้ใด ประตูมิติเบื้องหน้านี้คือกุญแจสู่การบรรลุเป็น "มหาเซียนไร้พ่าย" ผู้กุมชะตากรรมของสามภพ หากเขาก้าวข้ามผ่านประตูนี้ไป อำนาจที่เขาสูญเสียไปในชาติก่อนจะกลับคืนมาเต็มร้อย เขาจะไร้เทียมทาน จะไม่มีผู้ใดในใต้หล้ากล้าท้าทายอีกต่อไป แต่ทว่า... เงื่อนไขในการเปิดเสถียรภาพของประตูมิติให้สมบูรณ์ คือการใช้ "พลังชีวิตและจิตวิญญาณ" ของผู้ที่มีสาย-สัมพันธ์ลึกซึ้งที่สุดกับผู้ถือครองกุญแจ กล่าวคือ... เพื่อให้อำนาจเซียนสมบูรณ์ เซียนจื่อหยวนต้องใช้ชีวิตของเขาเป็นเครื่องสังเวย หรือในทางกลับกัน หากเขาเลือกที่จะมีชีวิตรอดและทำลายประตูนี้ นางจะต้องแบกรับภาระกรรมอันหนักอึ้งและดับสูญไปพร้อมกับสำนัก “เจ้าหลอกใช้ข้ามาตลอดทาง... เพื่อสิ่งนี้สินะ” หลี่เฟยหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้สายลมปราณที่พัดโหมกระหน่ำพัดพาเส้นผมสีดำสนิทของเขาปลิวไสว “ข้ามิได้หลอกใช้เจ้า...” จื่อหยวนก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ครึ่งหนึ่งของร่างกายจมหายเข้าไปในความมืดมิดของประตูมิติ “ความรู้สึกที่ข้ามีต่อเจ้า... เป็นความจริง หลี่เฟย แต่เพราะมันเป็นความจริง ข้าจึงปล่อยให้เจ้าตายไม่ได้... และข้าก็ปล่อยให้สำนักล่มสลายไม่ได้เช่นกัน จงมอบพลังนั้นให้ข้าเถอะนะ แล้วข้าจะจดจำชื่อของเจ้าไว้ในวิถีเซียนชั่วนิรันดร์” แววตาของนางเต็มไปด้วยความเวทนาและความเด็ดเดี่ยวผสมปนเปกัน ช่างเป็นภาพที่บาดลึกหัวใจเสียยิ่งกว่าคมกระบี่ใดๆ ในยุทธภพ หลี่เฟยลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้นพลเปลี่ยนเป็นประกายสีทองเจิดจ้า พลังปราณกดดันระดับมหาเทพทะลักทะลายออกจากร่างจนแผ่นศิลาใต้เท้าแตกร้าวเป็นใยแมงมุม รัศมีอันน่าสะพรึงกลัวนี้ทำให้มิติรอบด้านถึงกับสั่นสะท้อน “อำนาจเซียนงั้นหรือ...” หลี่เฟยแค่นยิ้มหยันออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะของเขานั้นเย็นเยียบจนหยาดน้ำค้างกลางอากาศกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง “ข้าใช้เวลาหลายร้อยปีเพื่อหลุดพ้นจากพันธนาการของความเป็นเซียน ในชาตินี้... ข้าตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาเคียงข้างเจ้า ทว่า... สวรรค์กลับไม่ยอมให้ข้าได้เลือกเส้นทางนั้น” เขาขยับกายเพียงเล็กน้อย ร่างก็หายวับไปจากจุดเดิมราวกับภูตผี พริบตาเดียว ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ก็มาจ่ออยู่ที่ลำคอระหงของเซียนจื่อหยวนเสียแล้ว! ความเร็วนี้เหนือล้ำเกินกว่าที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับจักรพรรดิเซียนจะทันตั้งตัว จื่อหยวนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ปลายกระบี่เย็นเฉียบแนบชิดผิวเนื้อจนมีหยดเลือดสีแดงสดซึมออกมา ทว่านางกลับไม่ขยับเขยื้อนหลบหนีแม้แต่น้อย นางเพียงแต่มองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความยอมจำนน “ฆ่าข้าสิ... หลี่เฟย หากการตายของข้าทำให้เจ้าหลุดพ้นจากความแค้นนี้ได้” นางกระซิบแผ่วเบา หยดน้ำตาหยดสุดท้ายร่วงหล่นกระทบลงบนคมกระบี่ เกิดเสียงดังติ๋ง ราวกับเสียงสะท้อนของหัวใจที่แตกสลาย หลี่เฟยชะงัก ปลายกระบี่ที่จ่ออยู่หยุดนิ่งสนิท ห่างจากเส้นเลือดใหญ่เพียงมิลลิเมตรเดียว ลมหายใจของเขาติดขัด ภาพความทรงจำเก่าๆ เมื่อครั้งอดีตชาติไหลย้อนกลับเข้ามาในห้วงสมอง ภาพที่นางเคยเอาตัวเข้ามารับกระบี่แทนเขา ภาพที่นางเคยนั่งรอเขาใต้ต้นเหมันต์อย่างไร้จุดหมาย และภาพรอยยิ้มอันอบอุ่นที่หาได้ยากยิ่งจากสตรีผู้เยือกเย็นผู้นี้ มือที่ถือกระบี่สั่นเทาเล็กน้อย... เป็นครั้งแรกในรอบร้อยปีที่ "หลี่เฟยผู้ไร้ใจ" เกิดความลังเลขึ้นในจิตวิญญาณ หากเขาแทงกระบี่นี้ทะลุร่างนาง ประตูมิติจะปิดลง เขาก็จะได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับความทรงจำอันเจ็บปวด แต่นางจะดับสูญ... แต่หากเขาปล่อยให้นางก้าวผ่านประตูไป อำนาจเซียนที่นางไขว่คว้าจะพรากนางไปจากเขาตลอดกาล และเขาก็จะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในฐานะอดีตมหาเทพผู้ถูกลืมเลือนไปจากวัฏสงสารอีกครั้ง “เจ้ามันโง่เขลาเสียจริง จื่อหยวน...” หลี่เฟยหลับตาลงอีกครั้ง ถอนหายใจยาวนานราวกับแบกรับน้ำหนักของภูเขาFทั้งเก้าลูก เขาลดกระบี่ลงช้าๆ พลังปราณมหาศาลที่กดดันรอบบริเวณมลายหายไปในพริบตา ทว่า ก่อนที่เซียนจื่อหยวนจะทันได้เอ่ยคำใด ร่างของหลี่เฟยกลับพุ่งทะยานสวนทางเข้าหาประตูมิติเบื้องหลังนางด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด! “หลี่เฟย! เจ้าจะทำอะไร!?” จื่อหยวนกรีดร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนก สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นซีดเผือดไร้สีเลือด เมื่อตระหนักได้ว่าเขากำลังทำอะไร หลี่เฟยแย่งกุญแจหยกในมือของนางมาไว้ในกำมือ พลังปราณสายสุดท้ายของมหาเทพถูกถ่ายเทเข้าไปในกลไกของประตูมิติอย่างบ้าคลั่ง แสงสว่างเจิดจ้าแผ่ขยายจนกลืนกินร่างของทั้งสองคนหายลับเข้าไปในความเวิ้งว้าง “ในเมื่อเจ้าอยากได้พลังนัก... ข้าก็จะมอบมันให้” เสียงกระซิบของหลี่เฟยดังแว่วมาจากห้วงมิติที่กำลังปิดตัวลง “แต่จำไว้... ต่อให้ข้าต้องกลายเป็นอสูรไร้ใจในดินแดนเซียน หรือต้องแหลกสลายเป็นธุลี ข้าก็ไม่มีวันปล่อยให้เจ้าต้องแบกรับภาระนี้เพียงลำพังเด็ดขาด” *เปรี้ยงงงง!* เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวทั่วทั้งสามภพ มหาศาลาอักขระสวรรค์พังทลายลงมาเป็นจุล ประตูมิติปิดสนิทลงอย่างสมบูรณ์ ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว ทว่า บนพื้นศิลาที่แตกละเอียด กลับมีกระบี่ไร้ลักษณ์เล่มหนึ่งปักอยู่ พร้อมกับละอองแสงสีทองที่ยังคงลอยวนเวียนไม่ยอมจางหาย... และในวินาทีนั้นเอง ที่เงาร่างอันคุ้นเคยและลึกลับผู้หนึ่ง ก็ก้าวออกมาจากเงาไม้ไผ่เบื้องล่าง... บุคคลที่ถือครองกระบี่ขึ้นสนิมเล่มเก่า และรอยยิ้มอันน่าสะพรึงที่ซ่อนอยู่ภายใต้หมวกปีกกว้าง “น่าสนุกล่ะสิ... การตัดสินใจของอดีตมหาเทพผู้นี้ ช่างโง่เขลานัก...” เสียงหัวเราะแหบพร่าดังขึ้น พร้อมกับที่ปลายกระบี่ขึ้นสนิมถูกชักออกจากฝักช้าๆ... - ขอบพระคุณรี้ดдер ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มาจนถึงบทนี้ ลุ้นระทึกไปด้วยกันต่อนะครับ - **หมึกทองคำข้ามภพ**
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนผู้ถูกลืมกับศิษย์พี่หญิงที่คอยตามรังควาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%