“ผมไม่ได้จ้างคุณมาเพื่อเป็นตุ๊กตาประดับออฟฟิศ และยิ่งไม่ใช่จ้างมาเพื่อเสนอไอเดียโง่ๆ ที่คนปัญญาอ่อนยังคิดได้ รินรดา”
เสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่าของ ‘คีย์ ธันวา’ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในสตูดิโอส่วนตัว กลิ่นสีน้ำมันจางๆ ผสมกับกลิ่นกาแฟคั่วเข้มอบอวลอยู่ในอากาศ ชายหนุ่มนั่งอยู่บนเก้าอี้สตูลตัวยาว แผ่นหลังกว้างใต้เสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนเหยียดตรง ดวงตาคมปลาบจ้องมองร่างบางที่ยืนนิ่งสงบอยู่ตรงข้ามเขาโดยไม่แม้แต่จะกระพริบตา
รินรดากระชับแฟ้มเอกสารในมือแน่น เธอยืนอยู่ท่ามกลางผลงานศิลปะชิ้นเอกที่ราคาสูงลิ่วประหนึ่งหลุดเข้าไปในนิทรรศการระดับโลก แต่บรรยากาศที่นี่กลับกดดันเสียยิ่งกว่าการโดนเรียกเข้าห้องฝ่ายบุคคล
“คุณคีย์คะ” รินรดาขยับยิ้มบาง แต่มันคือยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา “ถ้าคุณมีเวลาเอาแต่นั่งเหวี่ยงใส่คนที่พยายามจะช่วยแก้ปัญหาให้คุณแทนที่จะเอาเวลาไปแก้งานที่มันเดดไลน์พรุ่งนี้ตอนเที่ยง... ฉันว่าเราคงไม่ต้องมาเสียเวลานั่งด่ากันแบบนี้หรอกค่ะ”
“ปากดี” คีย์แค่นหัวเราะในลำคอ เขาวางพู่กันลงกับถาดสีด้วยน้ำหนักที่ทำให้เกิดเสียงดัง *กึก* ชัดเจน “นั่นเป็นเหตุผลที่บริษัทส่งคนอย่างคุณมา? ผู้จัดการหน้าใหม่ที่คิดว่าตัวเองเจ๋งพอจะมาคุมศิลปินแบบผม?”
“ฉันไม่ได้มาคุมคุณ” รินรดาเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานที่รกรุงรังด้วยสเก็ตช์ภาพ “ฉันมาทำให้งานของคุณ ‘ขายได้’ โดยไม่ต้องพึ่งพาอารมณ์ศิลปินที่ขึ้นๆ ลงๆ เหมือนกราฟหุ้นในช่วงวิกฤต”
เธอกางพิมพ์เขียวโปรเจกต์ ‘The Forgotten Muse’ ลงบนโต๊ะทับลงไปบนภาพสเก็ตช์ที่คีย์กำลังทำค้างไว้ ดวงตาคมดุของนักวาดชื่อดังตวัดขึ้นมองเธอทันที ความเงียบเข้าปกคลุมจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
“คุณกล้าดียังไง...”
“กล้าพอที่จะบอกว่าภาพนี้มันสื่อสารอะไรไม่ได้เลยนอกจากความโกรธของคุณ” รินรดาไม่สะทกสะท้าน เธอก้มตัวลงเล็กน้อยจนใบหน้าอยู่ห่างจากเขาเพียงคืบ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ของเธอปะทะเข้ากับจมูกของคีย์อย่างจัง “ลูกค้าไม่ได้จ่ายเงินล้านเพื่อดูความหงุดหงิดของคุณคีย์ ธันวา ค่ะ เขาจ่ายเพื่อดูงานศิลปะที่มีชีวิต ถ้าคุณยังติดอยู่ในเซฟโซนเดิมๆ ที่เอาแต่โทษโลก โทษงาน โทษทุกอย่างที่ไม่ได้ดั่งใจ ผลลัพธ์มันก็จะเป็นแบบนี้... เละเทะ”
คีย์ชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาที่เคยกร้าวร้าววูบไหวลงเพียงชั่ววินาที ก่อนจะถูกกลบด้วยความเย็นชาตามนิสัยปกติ เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของหญิงสาวที่ดูเหมือนจะไม่เกรงกลัวต่อรัศมีแห่งความปากร้ายของเขาเลยสักนิด
“งั้นลองดูสิ...” คีย์เอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความท้าทายที่น่าขนลุก “ถ้าคุณคิดว่าตัวเองเก่งนัก ก็ลองพิสูจน์ให้ดูว่าไอ้ ‘งานที่ขายได้’ ในนิยามของคุณ มันคืออะไร... ถ้าคุณแก้โจทย์งานนี้ไม่ได้ภายในหนึ่งชั่วโมงนี้ ก็เก็บของกลับไปหาหัวหน้าคุณซะ แล้วบอกเขาว่าอย่าส่งใครมาให้ผมเสียเวลาอีก”
“หนึ่งชั่วโมง?” รินรดาเลิกคิ้ว “งั้นขอกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาลแก้วหนึ่งนะคะ แล้วระหว่างที่คุณไปชงมา ฉันจะจัดการร่างโครงสร้างใหม่ที่ทำให้ภาพของคุณขายได้มากกว่าแค่การวางไว้ในพิพิธภัณฑ์ร้างๆ นี่”
“เธอกำลังสั่งผม?” คีย์ยันตัวลุกขึ้นยืน ร่างสูงสง่าบดบังแสงไฟจนรินรดาตกอยู่ในเงามืด เขาโน้มตัวลงมาจนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่บนผิวแก้ม
รินรดาไม่ถอยหนี เธอสวนสายตากลับอย่างไม่ลดละ “เปล่าค่ะ... ฉันแค่กำลังบอกกติกาใหม่ของเกมนี้ต่างหาก”
คีย์หรี่ตาลง เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่างตอบโต้ แต่จู่ๆ เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขัดจังหวะขึ้นบนโต๊ะทำงาน เขาเหลือบมองชื่อบนหน้าจอเพียงแวบเดียว ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างขุ่นมัว แล้วหันไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมารับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าโทรมาเวลานี้... หือ? ว่าไงนะ? ใครจะมาหาผมที่นี่?”
รินรดาขมวดคิ้วมองท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของชายหนุ่ม เขาดู... แตกต่างออกไป ไม่ใช่ความโกรธเหมือนเมื่อครู่ แต่เป็นความตื่นตระหนกที่พยายามซ่อนเอาไว้ใต้หน้ากากนิ่งเฉย
คีย์กดวางสายอย่างแรง มือหนาสั่นเล็กน้อยขณะคว้าแจ็คเก็ตหนังขึ้นมาคลุมตัว เขาลืมเรื่อง ‘บททดสอบ’ ของรินรดาไปชั่วขณะ ก่อนจะหันมามองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม ราวกับกำลังตัดสินใจบางอย่างที่สำคัญยิ่งกว่างานตรงหน้า
“เราหยุดเรื่องงานไว้แค่นี้ก่อน” คีย์เอ่ยเสียงแข็ง ทว่ากลับมีการเว้นวรรคจังหวะที่ผิดปกติ “ออกไปซะ รินรดา ก่อนที่ใครบางคนจะเดินเข้ามาเห็นว่าผมกำลังมีผู้จัดการคนใหม่”
รินรดายังไม่ทันได้เอ่ยปากถาม ความสงสัยพุ่งขึ้นถึงขีดสุดเมื่อเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นของคนกลุ่มหนึ่งดังใกล้เข้ามาที่หน้าประตูสตูดิโอ
คีย์ถลาเข้ามาคว้าแขนของเธอแล้วดึงให้หลบไปหลังม่านกำมะหยี่หนาหนัก มือของเขาร้อนผ่าวและบีบต้นแขนเธอแน่นจนเธอรู้สึกถึงชีพจรที่เต้นระรัวของเขาได้
“เงียบไว้” เขาพึมพำชิดใบหูของเธอ เสียงนั้นสั่นพร่าด้วยความกังวลที่ไม่เคยมีมาก่อน “ถ้าไม่อยากให้ชีวิตการทำงานของคุณจบลงตั้งแต่วันแรก ก็อย่าทำตัวให้เป็นจุดสนใจของคนที่กำลังจะก้าวเข้ามา...”
ประตูสตูดิโอถูกผลักเปิดออกด้วยแรงมหาศาล พร้อมกับร่างของชายชุดสูทสีเข้มสามคนที่ก้าวเข้ามาในห้อง กวาดสายตามองไปทั่วด้วยท่าทางคุกคาม รินรดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นตาของคนที่เดินนำหน้าเข้ามา... คนที่เธอไม่คิดว่าจะมาปรากฏตัวที่นี่ในเวลานี้
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทแรกของนิยายเรื่องนี้ หวังว่าความสัมพันธ์อันแสนโกลาหลนี้จะทำให้ทุกท่านลุ้นไปกับตัวละครของผมนะครับ
ราชันย์หอกทมิฬครับ
เซฟโซนของคนหัวรั้นกับผู้จัดการจอมเนี๊ยบ•ตอนที่ 1
ผู้จัดการหน้าใหม่ กับ คนไกลตัว
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับผู้จัดการจอมเนี๊ยบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
