ไอปราณเย็นเยียบสีครามที่ลอยวนเวียนอยู่ภายในห้องลับใต้ตำหนักโอสถสวรรค์ บัดนี้มิได้สงบนิ่งดั่งเช่นทุกครา หากแต่กำลังแปรเปลี่ยนเป็นริ้วคลื่นปั่นป่วน ราวกับจิตใจของสตรีผู้กำลังยืนถือม้วนคัมภีร์หนังมังกรโบราณอยู่เบื้องหน้า
ไป๋หลานรู้สึกราวกับโลหิตทั่วร่างหยุดไหลเวียน ปลายนิ้วเรียวที่ถือม้วนคัมภีร์สั่นเทาน้อยๆ ดวงตาหงส์คู่นั้นเบิกกว้างขึ้น สะท้อนภาพอักษรโบราณที่ถูกบันทึกด้วยลายมืออันคุ้นเคย—ลายมือของมู่หรงเฉิน อาจารย์ผู้เยือกเย็นดุจภูเขาน้ำแข็ง ผู้ซึ่งนางเฝ้าเพียรพยายามทวงถามความยุติธรรมผ่านความแค้นมาตลอดหลายภพหลายชาติ
"นี่มัน... เรื่องเหลวไหลอันใดกัน?" เสียงพึมพำลอดผ่านริมฝีปากที่ซีดเผือดของนางออกมาอย่างไม่เชื่อสายตา
ในม้วนคัมภีร์ลับฉบับนั้น มิได้มีเพียงแค่บันทึกการปรุงโอสถระดับนภา หากแต่มีบันทึกเหตุการณ์เมื่อร้อยปีก่อน—วันที่นางถูกพิษสวรรค์ย้อนกลับเข้าตัวจนธาตุไฟเข้าแทรก มู่หรงเฉินมิได้เป็นผู้ใช้กระบี่ทะลวงหัวใจนางเพื่อลงทัณฑ์ตามกฎสำนักอย่างที่นางเข้าใจมาตลอดตลอดยุคสมัยแห่งความแค้น หากแต่ในบันทึกระบุไว้อย่างชัดเจนด้วยกระแสปราณที่สลักลงไปว่า *'ศิษย์รักไป๋หลานถูกพลังมารโลหิตกลืนกินจิตวิญญาณ หากไม่ใช้กระบี่เบญจธาตุตัดขาดชีพจรวิญญาณเพื่อเก็บรักษาดวงจิตแท้ นางจักต้องแตกดับทั้งวิญญาณและกายเนื้ออย่างทรมานชั่วนิรันดร์ ข้า... มู่หรงเฉิน ยอมรับทัณฑ์สวรรค์และแบกรับความเกลียดชังแต่เพียงผู้เดียว เพื่อรอคอยวันที่นางหวนคืน'*
ความจริงอันหนักอึ้งประเดประดังเข้ามาในโสตประสาท ดุจดังภูเขาทลายทับลงกลางอก ความแค้นที่สุมอกอยู่ร่วมร้อยปี ราวกับถูกสายฟ้าฟาดผ่าลงมาจนสลายกลายเป็นเพียงธุลีควัน ความโกรธเกรี้ยว ความชิงชัง และความน้อยเนื้อต่ำใจที่เคยเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงวิญญาณของนาง บัดนี้กลับพังทลายลงไม่เป็นท่า เหลือเพียงความว่างเปล่าอันหนתเหน็บและหยาดน้ำตาที่รินไหลอาบแก้มอย่างเงียบงัน
"ที่แท้... ท่านไม่ได้ทรยศข้า... แต่เป็นข้าต่างหากที่โง่เขลา..." ไป๋หลานทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้นศิลาเย็นเยียบ เข่ากระแทกกับพื้นจนเกิดเสียงดังทึบ แต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย ความเจ็บปวดที่แท้จริงอยู่ภายในทรวงอก—ที่ซึ่งหัวใจดวงน้อยกำลังถูกบีบขยี้ด้วยความสำนึกผิดและความอาลัยรักที่เพิ่งตระหนักรู้
ในขณะเดียวกัน ที่เบื้องนอกประตูห้องลับนั้น ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของมู่หรงเฉินกำลังก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของไอปราณภายในห้องลับนี้มาสักระยะแล้ว และในที่สุด ความลับที่เขาพยายามปกปิดด้วยชีวิตและศักดิ์ศรีมาตลอด ก็ถูกเปิดเผยออกต่อหน้าศิษย์รักผู้ล่วงรู้ความจริง
มู่หรงเฉินหยุดยืนอยู่เบื้องหลังร่างที่กำลังสั่นเทาของไป๋หลาน ดวงตาคู่คมที่มักจะเรียบเฉยและเย็นชามาตลอด บัดนี้กลับไหววับด้วยระลอกคลื่นแห่งความเจ็บปวดที่ซ่อนเร้นมาเนิ่นนาน เขายกมือขึ้นหมายจะเอื้อมไปสัมผัสไหล่บางที่กำลังสั่นสะท้อน แต่แล้วก็ชะงักค้างไว้กลางอากาศ ราวกับไม่กล้าพอที่จะแตะต้องความเปราะบางนั้น
"เจ้า... รู้แล้วสินะ" เสียงทุ้มต่ำเอמהเอื้อ3นออกมาอย่างแผ่วเบา ราวกับเสียงถอนหายใจของสายลมที่พัดผ่านยอดเขาอันหนาวเหน็บ
ไป๋หลานสะดุ้งเฮือก นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับผู้เป็นอาจารย์ หยาดน้ำตาคลอหน่วยในดวงตาหงส์คู่นั้น แต่มันมิได้เต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังดังเช่นวันวาน หากแต่เต็มไปด้วยความสับสน ความเจ็บปวด และคำถามนับพันที่อัดอั้นอยู่ภายในลำคอ
"เหตุใด..." เสียงของนางสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "เหตุใด... ท่านจึงไม่บอกข้า? เหตุใดจึงยอมแบกรับความเกลียดชังอันน่ารังเกียจนี้ไว้ผู้เดียว? ให้ข้าต้องกลายเป็นคนโง่เง่าที่วิ่งไล่ตามเงาแห่งความแค้นเพื่อมาทำร้ายท่าน... ท่านทำเช่นนี้เพื่ออันใดกัน, อาจารย์!"
มู่หรงเฉินหลบสายตานั้นวูบหนึ่ง ก่อนที่แววตาจะกลับมาแน่วแน่มั่นคงดั่งภูผา เขาก้าวเข้าไปใกล้ ร่างสูงทอดเงาทอดทับร่างของนางไว้อย่างปกป้อง มือหนายื่นออกไปประคองร่างบางให้ลุกขึ้นอย่างนุ่มนวล แม้สัมผัสของเขาจะยังคงมีความเย็นเยียบอยู่บ้าง แต่มันกลับอบอุ่นลึกล้ำในความรู้สึกของนางอย่างประหลาด
"กฎของสำนักเซียนโอสถหนักหนากว่าขุนเขา ผู้ใดฝ่าฝืนย่อมต้องรับทัณฑ์สวรรค์" มู่หรงเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยความรู้สึกอันหนักอึ้ง "หากวันนั้นข้าไม่ลงมือด้วยตนเอง วิญญาณของเจ้าคงถูกกลืนกินจนดับสูญไปจากวัฏสงสาร... ความเกลียดชังของเจ้า อย่างน้อยก็ยังทำให้เจ้ามีเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป... แม้ว่ามันจะเป็นการมีชีวิตอยู่เพื่อมาทวงแค้นข้าก็ตามที"
คำพูดนั้นดุจดังคมกระบี่ที่กรีดแทงลงกลางใจ ไป๋หลานซบหน้าลงกับอกเสื้อของมู่หรงเฉิน ปล่อยให้น้ำตาที่กลั้นมานานนับร้อยปีทะลักล้นออกมาจนเปียกชุ่มอาภรณ์สีขาวของเขา อ้อมแขนแกร่งที่เคยผลักไสและลงทัณฑ์นางในอดีต บัดนี้กลับโอบกอดนางไว้แนบกาย ราวกับต้องการปกป้องนางจากภัยพิบัติทั้งปวงในใต้หล้า
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศระหว่างอาจารย์และศิษย์กำลังหลอมรวมเป็นหนึ่งด้วยความเข้าใจและหยาดน้ำตา ทันใดนั้นเอง... ท้องน้ายามราตรีที่เคยปลอดโปร่งกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วดุจภาพมายา พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องกังวานสะท้านฟ้าดินที่ดังมาจากยอดเขาสูงสุดของสำนัก
*เปรี้ยงงงงง!*
สายฟ้าสีทองอัสนีบาตฟาดผ่าลงมาตรงหน้าตำหนักโอสถสวรรค์จนพื้นศิลาแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ แรงระเบิดของปราณสวรรค์สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งอาณาจักรบำเพ็ญเพียร
มู่หรงเฉินแววตาเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที เขาตวัดกระบี่บินคู่กายขึ้นมาปกป้องเบื้องหน้า พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นที่แฝงไปด้วยจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัว "พวกมัน... ตามมาเร็งเร็วกว่าที่คิด"
ไป๋หลานผละออกจากอกของเขา ดวงตาหงส์กลับมาคมกราบและดุดันดั่งเดิมเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายปราณอันคุ้นเคยและชั่วร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาล้อมรอบตำหนัก
เงาร่างนับร้อยสายพุ่งทะยานผ่านม่านเมฆสีเลือดลงมาล้อมรอบตำหนักโอสถสวรรค์ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ก้องกังวานไปทั่วสารทิศ—และหนึ่งในร่างเหล่านั้น ก้าวออกมาพร้อมกับกระบี่มารโลหิตที่สะท้อนประกายแสงอำมหิต พร้อมเอ่ยวาจาท้าทายที่ทำให้ทั้งสองต้องหยุดหายใจ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและบททดสอบจิตใจอันล้ำลึกนี้ร่วมกันนะครับ – เพลิงโอสถสวรรค์
เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้หลงทิศ•ตอนที่ 18
ความจริงที่มาพร้อมกับความเจ็บปวด
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้หลงทิศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!